เสียงโลหะกระแทกวงกบไม้ดังสนั่นหวั่นไหวจนผนังห้องพักสะเทือน กลิ่นอายความชื้นและฝุ่นปูนที่ร่วงกราวลงมาไม่ได้ทำให้โสตประสาทของพยัคฆ์สนใจแม้แต่น้อย สายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลกำลังจดจ้องอยู่เพียงจุดเดียว... ร่างโปร่งของรินทร์ที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว
"อย่าขยับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทันทีที่การ์ดชุดใหญ่กรูกันเข้ามาเคลียร์พื้นที่ พยัคฆ์ก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวรินทร์ด้วยความเร็วที่ไม่เปิดโอกาสให้คนตรงหน้าได้ทันตั้งตัว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนเรียวบาง บีบกระชับด้วยแรงอารมณ์ที่ผสมผสานระหว่างความห่วงใยอันบ้าคลั่งและความโกรธขึงที่อีกฝ่ายทำตัวเสี่ยงอันตราย
รินทร์สะดุ้งสุดตัว ความเจ็บแปล๊บที่ข้อแขนแล่นริ้วขึ้นมาถึงหัวไหล่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาแทบหยุดหายใจไม่ใช่พันธนาการจากฝ่ามือคู่นั้น หากเป็นแววตาของพยัคฆ์ที่กำลังลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ... และความจริงบางอย่างที่เพิ่งถูกเปิดเผย
"ปล่อยผมนะ คุณพยัคฆ์ บ้าหรือเปล่าเนี่ย จู่ๆ ก็พังห้องชาวบ้านเขาเข้ามาแบบนี้!" รินทร์ตวัดเสียงกร้าวใส่ทันทีเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก มืออีกข้างพยายามแกะมือปลาหมึกออกจากการเกาะกุม แต่ยิ่งดิ้น แรงบีบก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้นจนน่าโมโห
"ถ้าฉันไม่พังเข้ามา ป่านนี้เธอคงโดนไอ้พวกสวะข้างห้องมันลากตัวไปไถ่หนี้แทนแก๊งของมินตราแล้วมั้ง รินทร์!" พยัคฆ์สวนกลับด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ปากร้ายขวานผ่าซากตามสไตล์ แต่หน้าอกกลับกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงตามจังหวะหายใจที่หอบกระชั้น "กล้ามากนะที่เอาตัวเองมาเสี่ยงกับเกมตื้นๆ แบบนี้ คิดว่าตัวเองเป็นพระเอกหนังบู๊หรือไง ถึงได้วิ่งเข้าหาพายุลำพัง!"
"แล้วมันเรื่องอะไรของคุณล่ะ!" รินทร์สวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตตวัดมองอย่างไม่เกรงกลัว แม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "ผมจะทำอะไร จะเอาตัวเองไปเสี่ยงกับใคร มันก็ชีวิตของผม คุณมีสิทธิ์อะไรมาบงการ... อ๊ะ!"
ยังไม่ทันที่รินทร์จะร่ายยาวจบ พยัคฆ์ก็กระชากร่างบางเข้าหาตัวจนแผ่นอกแนบชิดกับแผงอกกว้าง ระยะห่างที่ลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่างทำให้ลมหายใจร้อนผ่าวปะทะกัน ปลายจมูกโด่งคมเฉียบเกือบจะชนกับแก้มใสที่ขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความโกรธ
"สิทธิ์เหรอ?" พยัคฆ์ก้มลงกระซิบชิดริมหูกลิ่นกายหอมสะอาดที่คุ้นเคย น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าจนน่าขนลุก "สิทธิ์ของการเป็นเจ้าหนี้... และสิทธิ์ที่เธอไม่มีวันปฏิเสธได้ยังไงล่ะ"
บรรยากาศในห้องอับทึบพลันร้อนระอุขึ้นมาทันตาเห็น เคมีที่ปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างความปากร้ายของพระเอกสายซึนกับความพยศของนายเอกทันคนทำให้ลูกน้องที่ยืนรักษาความปลอดภัยอยู่รอบนอกต้องพร้อมใจกันเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างรู้หน้าที่
แต่ก่อนที่สงครามประสาทระหว่างคนทั้งคู่จะลุกลามไปมากกว่านั้น สายตาของพยัคฆ์ก็เหลือบไปเห็นกระดาษปึกหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานใกล้ตัว มือหนาข้างที่ว่างเอื้อมไปคว้ามันขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว
รินทร์หน้าถอดสี "เฮ้ย! นั่นมันของส่วนตัวผมนะ คืนมาเดี๋ยวนี้!"
พยัคฆ์ไม่สนใจเสียงโวยวาย ดวงตาคมกวาดมองข้อความและรูปถ่ายที่ถูกปริ้นท์ออกมานับสิบใบอย่างรวดเร็ว บรรยากาศรอบตัวของนักธุรกิจหนุ่มเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็นความนิ่งสนิท... นิ่งสนิทเสียจนน่ากลัว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาเล็กน้อย บ่งบอกถึงพายุอารมณ์ที่กำลังก่อตัวอยู่ภายใน
รูปถ่ายเหล่านั้น... คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างเส้นทางการเงินของมินตรากับบริษัทคู่แข่งที่พยัคฆ์กำลังตามเช็คบิลอยู่ และที่สำคัญที่สุด มันมีรูปถ่ายในอดีตระหว่างมินตรากับบุคคลปริศนาที่กำลังพยายามใส่ร้ายป้ายสีรินทร์เพื่อให้ตกเป็นแพะรับบาป
"นี่สินะ... เหตุผลที่เธอวิ่งวุ่นจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อคืนนี้" พยัคฆ์เงยหน้าขึ้นสบตา ร ินทร์ช้าๆ แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา "เธอคิดจะสืบเรื่องนี้คนเดียว เพื่อเอาหลักฐานไปแบล็กเมล์มินตราหรือไง รินทร์... เธอโง่หรือบ้ากันแน่?"
"ผมไม่ได้โง่!" รินทร์กัดริมฝีปากแน่น ความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บงำมานานนับสัปดาห์พรั่งพรูออกมาพร้อมหยาดน้ำคลอหน่วยที่เจ้าตัวพยายามกลั้นไว้สุดชีวิต "ถ้าผมไม่ทำแล้วใครจะทำล่ะครับ? ในเมื่อคุณกับนั่น... กับมินตราเคยมีความหลังอะไรกัน ผมมันก็แค่คนนอกที่เข้ามาขวางทางความสุขของพวกคุณ จะเป็นจะตายใครจะไปสน!"
คำพูดตัดพ้อที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางทำให้พยัคฆ์ชะงักไปชั่วขณะ แรงบีบที่ข้อแขนคลายลงโดยอัตโนมัติ รินทร์ฉวยโอกาสนั้นสะบัดแขนออกเต็มแรงแล้วหันหลังให้เพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่เอ่อล้น แต่มือหนากลับคว้าต้นคอระหงไว้ทัน พร้อมกับดึงร่างบางให้หันกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง
"อย่าพูดจาไร้สาระ" พยัคฆ์เอ่ยเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่สั่นระริก "ฉันกับมินตรา... มันจบไปนานแล้ว และเรื่องภาพพวกนี้ ฉันเป็นคนสั่งให้คนตามสืบตั้งแต่วันแรกที่มันเกิดเรื่อง แต่ที่ฉันไม่บอกเธอ... เพราะฉันไม่อยากให้เธอเอาตัวเข้ามาเกลือกกลุ้มกับโคลนตมพวกนี้!"
รินทร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ "คุณ... หมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่า หลักฐานที่เธอถืออยู่ในมือตอนนี้..." พยัคฆ์ปรายตามองเอกสารบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาสบตากับคนตรงหน้าด้วยประกายตาดุดันที่แฝงความคลั่งรักไว้อย่างมิดชิด "...มันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ฉันกำลังจะจัดการกับคนที่มันกล้าแตะต้องตัวเธอ"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวระรอของคนทั้งสอง พยัคฆ์โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าผากเกือบจะชนกัน รินทร์กลั้นหายใจ ปลายจมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบุหรี่จางๆ ผสมกับน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคย เคมีที่ดึงดูดเข้าหากันอย่างรุนแรงทำให้ความโกรธเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความโหยหาที่อัดอั้นมานาน
ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของคนทั้งคู่กำลังจะขยับเข้าหาเพื่อปิดช่องว่าง...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากด้านนอก ตามด้วยเสียงรายงานจากบอดี้การ์ดคนสนิทที่หน้าประตูห้อง
"นายครับ! แย่แล้วครับ! ตอนนี้คุณมินตราพาตำรวจบุกเข้ามาที่ชั้นล่างแล้วครับ แจ้งว่าท่านประธานถูกลักพาตัวและกัก 0 ขังอยู่ที่นี่!"
พยัคฆ์สบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย รินทร์หน้าถอดสีทันทีเมื่อได้ยินชื่อนั้น
แต่นักธุรกิจหนุ่มกลับไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูรินทร์ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเกินร้อย
"ดี... มาได้จังหวะพอดี ฉันจะได้ประกาศให้คนทั้งบริษัทรู้เสียที ว่าใครกันแน่คือคนที่ฉันอนุญาตให้ 'เข้าใกล้' ชีวิตฉันได้มากที่สุด"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันมาตลอดนะครับ เมทริกซ์ซีโร่
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 31
ความจริงที่ถูกมองข้าม
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!