เสียงปรบมือประปรายจากพนักงานในห้องประชุมใหญ่ไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับเหมือนเสียงเคาะระฆังบอกยกที่สองของสมรภูมิที่ยังไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้กัน
รินทร์ยืนนิ่งอยู่หลังโต๊ะประชุมยาว ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววระแวดระวัง บัดนี้เรียบนิ่งจนน่ากลัว ปลายนิ้วเรียวเก็บเอกสารรายงานโครงการเข้าแฟ้มอย่างใจเย็น ราวกับไม่ี่วินาทีก่อนไม่ได้มีประกาศิตประกาศกร้าวจากประธานบริหารหนุ่มหล่อกระแทกใส่หน้าท่ามกลางสายตาพนักงานนับสิบชีวิต
"ดี... มาได้จังหวะพอดี ฉันจะได้ประกาศให้คนทั้งบริษัทรู้เสียที ว่าใครกันแน่คือคนที่ฉันอนุญาตให้ 'เข้าใกล้' ชีวิตฉันได้มากที่สุด"
ประโยคท้าทายที่พยัคฆ์เพิ่งตอกย้ำออกไปเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคน แต่สำหรับรินทร์แล้ว มันไม่ใช่ความโรแมนติกที่ชวนให้ใจเต้นตักตัก แต่มันคือโซ่ตรวนแห่งการควบคุมที่เจ้าตัวเกลียดเข้าไส้ พยัคฆ์คิดว่าตัวเองเป็นใคร? นึกจะดึงใครเข้ามาในวงล้อมก็นึกจะทำตามใจชอบ โดยไม่เคยถามสักคำว่าเจ้าตัวเขาเต็มใจจะเหยียบเข้าไปในสมรภูมินั้นด้วยหรือเปล่า
"เชิญท่านประธานประกาศตามสบายเลยครับ..." รินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของอีกฝ่าย รอยยิ้มบางเฉียบที่มุมปากปราศจากความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง "แต่ขอตัวผมไว้สักคนเถอะครับ พอดีผมไม่มีรสนิยมเป็นตัวตลกในละครฉากใหญ่ของใคร"
"รินทร์!" เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวด้วยความเหลืออด พยัคฆ์ก้าวฉับๆ ข้ามผ่านเก้าอี้ประชุมที่ถูกเลื่อนออกอย่างไร้ระเบียบ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบหยุดยืนประจันหน้ากับคนตัวเล็กกว่าเพียงคืบเดียว แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนพนักงานคนอื่นๆ ที่ยังเก็บของไม่เสร็จรีบก้มหน้าก้มตาทยอยเดินออกจากห้องไปเงียบๆ จนกระทั่งประตูกระจกบานใหญ่ปิดสนิท ทิ้งให้ทั้งสองคนจมอยู่กับความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
รินทร์ไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว เขาเชิดคางขึ้นสู้สายตา ดึงเอาความหยิ่งทะนงทั้งหมดที่มีมาเป็นเกราะกำบัง "ทำไมครับ? หรือผมพูดความจริงไม่ถูกใจท่านประธานคนเก่ง"
"คุณกำลังเข้าใจผมผิดไปกันใหญ่แล้วนะรินทร์" พยัคฆ์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังตีรวนขึ้นมาในอก มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าข้อศอกเล็ก แต่ว่องไวยิ่งกว่า รินทร์เบี่ยงตัวหลบราวกับรังเกียจที่จะให้สัมผัส
ภาพนั้นทำให้ดวงตาคมของพยัคฆ์วูบไหว ร่องรอยความเจ็บปวดฉายชัดขึ้นมาชั่ววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความดื้อรั้นตามนิสัยเดิม "หยุดทำตัวเป็นเด็กอมมือแล้วฟังผมอธิบายบ้างสลับกันได้ไหม วันนั้น... เรื่องมินตรา มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด"
"แล้วมันเป็นยังไงล่ะครับ?" รินทร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือแววประชดประชันอย่างปิดไม่มิด "ภาพที่เห็นมันชัดเจนเสียยิ่งกว่าความคมชัดระดับโฟร์เค คุณกอดเธอไว้แน่นขนาดนั้น แถมยังมีหน้ามาบอกให้ผมเชื่อใจคุณเนี่ยนะ? ท่านประธานครับ สมองผมไม่ได้มีไว้ประดับกะโหลกนะ ถึงได้จะเชื่อคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แบบนั้น"
"ผมไม่ได้แก้ตัว!" พยัคฆ์ขึ้นเสียงอย่างเหลืออด เขาไม่เคยต้องมานั่งอธิบายพฤติกรรมของตัวเองให้ใครฟังยาวนานขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ผู้หญิงคนอื่นต่อให้ทำผิด เขาก็แค่โยนเช็คเงินสดให้แล้วเดินหนี แต่นี่... แค่เห็นแววตาเย็นชาคู่นี้มองมา หัวใจที่ด้านชามานานกลับรู้สึกเหมือนโดนบีบจนแหลกละเอียด
"ถ้าไม่ได้แก้ตัว แล้วคุณจะลากผมเข้ามาเอี่ยวกับเกมประสาทของคุณทำไม!" รินทร์ระเบิดอารมณ์ออกมาบ้าง ดวงตากลมโตแดงก่ำด้วยความอัดอั้นตันใจ "คุณอยากจะกลับไปคืนดีกับแฟนเก่า อยากจะเล่นละครรีเทิร์นรักเก่าในตำนานอะไรนั่น ก็เชิญตามสบายสครับ! แต่อย่าเอาผมไปเป็นเครื่องมือเพื่อความสะใจ หรือเอาไว้ใช้กันผู้หญิงของคุณเลย ผมรังเกียจ!"
คำว่า 'รังเกียจ' พุ่งเข้าปะักอกพยัคฆ์เข้าอย่างจัง ราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบเข้าที่กลางหน้าอก ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่กว้างขวางของห้องประชุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้านของคนทั้งคู่ที่ยืนจ้องกันด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย
พยัคฆ์ขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน ดวงตาคู่นคมฉายแวววาวโรจน์ด้วยความเสียใจที่ถูกผสมปนเปไปกับความดื้อดึง เขาอยากจะคว้าตัวคนปากเก่งคนนี้มากอดรัดไว้แน่นๆ ให้หายดื้อ ให้รู้เสียบ้างว่าหัวใจของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครอื่นนอกจากเจ้าตัวเลย แต่วิธีการแสดงออกของเขามักจะพังทลายทุกอย่างด้วยความปากร้ายและทิฐิเสมอ
"ถ้าผมบอกว่า... มินตราเป็นคนเดินเข้ามาหาผมเอง เพื่อจะตบตาเรื่องหุ้นที่คุณกำลังถืออยู่ล่ะ?" พยัคฆ์เค้นเสียงลอดไรฟันทีละคำ แววตาจริงจังไร้ซึ่งความล้อเล่น "ผมไม่ได้นัดเธอ ผมไม่ได้ต้องการเธอ... คนที่ผมต้องการให้ยืนอยู่ข้างๆ ตลอดไป ไม่ใช่ใครอื่นทั้งนั้นนอกจากคุณ... รินทร์"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนหยิ่งทะนงอย่างพยัคฆ์ ทำให้รินทร์ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ แต่กระนั้น กำแพงความรู้สึกที่ถูกสร้างขึ้นมาหนาเตอะก็ยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม รินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสวยกวาดมองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสมเพชเวทนา
"คำก็หุ้น สองคำก็เรื่องธุรกิจ..." รินทร์ส่ายหัวช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง "คุณพูดจาเอาดีเข้าตัวตลอดเวลาเลยนะพยัคฆ์ ทุกอย่างในชีวิตของคุณมันคือผลประโยชน์และการควบคุมใช่ไหม? แม้กระทั่งความรู้สึกของคนอื่น คุณก็ยังคิดว่าใช้เงินหรืออำนาจซื้อหาหรือบงการได้หมด... น่าสมเพชชะมัด"
"รินทร์!"
"อย่ามาเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงแบบนั้น!" รินทร์ตะคอกกลับเสียงดังลั่นห้อง น้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าตาแต่เจ้าตัวก็พยายามกะพริบไล่ให้มันกลับลงไปอย่างทิฐิ "สำนึกผิดตอนนี้เหรอครับ? สายไปแล้วล่ะพยัคฆ์ คนอย่างคุณ... ต่อให้คุกเข่าขอร้อง ผมก็ไม่มีวันให้อภัยเด็ดขาด!"
พูดจบ รินทร์ก็หมุนตัวสะบัดหน้าหนีทันที ร่างบางก้าวฉับๆ ไปที่ประตูกระจกด้วยความเร็วก่อนที่น้ำตาเจ้ากรรมจะร่วงเผาะลงมาให้เสียฟอร์ม มือเรียวยื่นไปผลักบานประตูออกเพื่อจะหนีให้พ้นจากบรรยากาศชวนอึดอัดนี้
ทว่า... ยังไม่ทันที่ประตูจะเปิดกว้างพอให้แทรกตัวออกไป ร่างของใครอีกคนก็ก้าวสวนเข้ามาจากภายนอกเสียก่อน
รินทร์ชะงักกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าผู้ที่ยืนขวางทางอยู่ตรงหน้าเวลานี้ ไม่ใช่พนักงานทำความสะอาด หรือเลขาหน้าห้อง... แต่เป็นร่างระหงของมินตรา ที่ส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้ พร้อมกับเอกสารในมือที่สั่นเทาเล็กน้อย
"อุ๊ย... ดูเหมือนฉันจะเข้ามาขัดจังหวะเวลาส่วนตัวของพวกคุณสินะคะ?" มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยด ยอดยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปาก "แต่พอดีว่า... มีเรื่องด่วนที่ท่านประธานจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับ 'แผนลับ' ของเราเสียหน่อยค่ะ"
พยัคฆ์ที่ยืนอยู่เบื้องหลังรินทร์ถึงกับใบหน้าถอดสี ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นการปรากฏตัวของอดีตคนรักในจังหวะนรกแบบนี้!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้นักเขียนคนนี้เสมอนะครับ
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 32
สำนึกผิดแบบสายเกินไป
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!