รอยยิ้มของมินตราในวินาทีนั้น... คมกริบเสียยิ่งกว่าใบมีดที่ถูกลับไว้เป็นอย่างดี
ดวงตาคู่คมของพยัคฆ์เบิกกว้างขึ้นชั่วขณะ ก่อนที่กล้ามเนื้อทั่วร่างจะเกร็งแน่นโดยอัตโนมัติ ความตกตะลึงพุ่งวาบขึ้นมาในอกราวกับถูกน้ำเย็นจัดสาดเข้าใส่ ไม่ใช่เพราะการกลับมาของอดีตคนรักที่สร้างความประหลาดใจ แต่เป็นเพราะจังหวะเวลา... จังหวะเวลาที่นรกส่งมาเกิดชัดๆ
ในขณะที่เขากำลังยืนอยู่เบื้องหลังรินทร์—ห่างกันแค่เพียงเอื้อมมือ—และกำลังจะเอ่ยคำพูดที่อาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ของเราไปตลอดกาล เงาอดีตกลับก้าวเข้ามาขวางกลางวงจรนี้อย่างไม่รู้กาลเทศะ
"บังเอิญจังเลยนะคะคุณพยัคฆ์ ไม่คิดว่าจะเจอคุณที่นี่... แล้วก็น้อง..." สายตาร้ายกาจของมินตรากวาดมองรินทร์หัวจรดเท้าด้วยรอยยิ้มเคลือบยาพิษ ก่อนจะชะựngไปเมื่อเห็นแววตาแข็งกร้าวที่ตวัดกลับมาทันควัน
รินทร์ไม่ได้ถอยหลังหนีแม้แต่น้อย หนุ่มหน้าหวานเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันแตะแต่งอยู่ริมฝีปากบางเฉียบ ท่าทีระแวดระวังแต่เต็มไปด้วยความท้าทายฉายชัดในดวงตากลมโตคู่นั้น
"โลกกลมดีนะครับ ว่าไหมครับคุณพยัคฆ์" รินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มหวานเจือความประชดประชันอย่างไม่คิดจะปิดบัง "สงสัยช่วงนี้ฝนตกบ่อย คนเก่าๆ ถึงได้ทยอยกันงอกเงยขึ้นมาเหมือนเห็ดรา"
พยัคฆ์รู้สึกเหมือนมีก้อนสะเก็ดไฟมาจุกอยู่ที่ลำคอ เขาสบถเบาๆ ในใจ รีบก้าวเท้าเข้ามาขนาบข้างรินทร์โดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบจ้องมองมินตราด้วยแววตาเย็นชาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันตาเห็น
"เธอมาทำอะไรที่นี่ มินตรา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบสนิทแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
"แหม ถามแปลกจังค่ะ ก็มาเดินซื้อของเหมือนที่คุณพยัคฆ์กับ... น้องคนนี้กำลังทำอยู่นี่ไงคะ" มินตราแกล้งทำเป็นตีหน้าเศร้า กะพริบตาปริบๆ เพื่อเรียกคะแนนความน่าสงสารแบบที่เคยทำในอดีต "หรือว่า... ฉันมาขัดจังหวะอะไรของคุณหรือเปล่าคะ?"
"รู้ตัวก็ดีครับ" พยัคฆ์สวนกลับทันควันอย่างไร้เยื่อใย ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยในน้ำเสียงนั้น "ถ้าไม่มีอะไรธุระอะไร ก็เชิญทางอื่นครับ ที่นี่คนเดินพลุกพล่าน อาจจะไม่เหมาะกับคน..." เขาเว้นจังหวะ ปรายตามองด้วยหางตา "...ที่ชอบเดินสะดุดเงาตัวเองในอดีต"
รินทร์เหลือบมองชายหนุ่มข้างกายแวบหนึ่ง หัวใจที่เคยเต้นกระหน่ำด้วยความหงุดหงิดเมื่อครู่ กลับกระตุกวูบอย่างประหลาดกับคำพูดและท่าทีปกป้องที่แสดงออกอย่างไม่เกรงใจใครของคนปากร้าย
มินตราหน้าเสียไปชั่วขณะ รอยยิ้มเสแสร้งเกือบจะหลุดออกจากใบหน้า แต่เธอก็ยังกัดฟันฝืนยิ้มต่อ "คุณพยัคฆ์ใจร้ายจังนะคะ เราเคย..."
"เรื่องมันก็แค่อดีตครับ และผมไม่เคยเก็บขยะมารีไซเคิล" พยัคฆ์ตัดบทอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวของรินทร์ไว้หลวมๆ แล้วออกแรงดึงเบาๆ "กลับกันเถอะรินทร์ ตรงนี้อากาศไม่ค่อยบริสุทธิ์"
รินทร์ยอมก้าวตามแรงดึงนั้นแต่โดยดี แม้ในใจจะยังมีคำถามมากมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สัมผัสอุ่นจัดจากมือหนาที่กุมข้อมืออยู่ตอนนี้ กำลังทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขากลับมาเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง
ทั้งคู่วิ่งหนีความวุ่นวายมาจนถึงลานจอดรถชั้นใต้ดิน ความเงียบสงบเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบตัว มีเพียงเสียงเครื่องยนต์เบาๆ และเสียงลมหายใจที่สะท้อนก้องในพื้นที่ปิดทึบ พยัคฆ์ยังคงไม่ยอมปล่อยมือจากข้อมือของรินทร์ ราวกับกลัวว่าหากปล่อยแล้วคนตรงหน้าจะหายวับไปกับตา
"จะจับอีกนานไหมครับ ข้อมือผมช้ำหมดแล้วมั้ง" รินทร์เอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงติดจะประชดนิดๆ แต่ไม่ได้สะบัดออกอย่างเคย
พยัคฆ์สะดุ้งเล็กน้อยราวกับเพิ่งรู้ตัว รีบคลายมือออกทันที ชายหนุ่มเสมองไปทางอื่น ใบหน้าคมคายฉายแววความกระอักกระอ่วนใจที่หาดูได้ยากนักสำหรับนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล
"ผม... ขอโทษ" เสียงทุ้มเอ่ยเบาราวกับกระซิบ
รินทร์หรี่ตามองคนตัวโตกว่าที่ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงหน้า ความโกรธเคืองเรื่องอดีตคนรักเมื่อครู่เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสงสัยในแววตาไหวระริกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึมนั้น
"ขอโทษเรื่องมินตรา หรือขอโทษที่มือไวเกินเหตุล่ะครับ" รินทร์ถามยิ้มๆ น้ำเสียงเจือความล้อเลียนนิดๆ เพื่อลดทอนความอึดอัด
พยัคฆ์หันกลับมาสบตากันตรงๆ ดวงตาคมกริบ couched เต็มไปด้วยความจริงจังที่ทำเอารินทร์ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"ทุกเรื่อง..." พยัคฆ์เอ่ยช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ "ขอโทษที่ทำให้เธอต้องมาเจอเรื่องน่ารำคาญแบบนั้น และ... ขอโทษที่เมื่อกี้พูดตัดบทเร็วกว่าที่ใจคิด"
"แล้วเรื่องอะไรที่คุณกำลังจะพูด ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะโผล่มาล่ะครับ?" รินทร์ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
พยัคฆ์นิ่งเงไป อารมณ์ความรู้สึกมากมายกำลังตีรันฟันแทะอยู่ในอก ความรู้สึกที่ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดว่ามันคืออะไร แต่วินาทีที่ยืนมองแผ่นหลังบางของรินทร์ท่ามกลางผู้คน หรือวินาทีที่เห็นรอยยิ้มของคนอื่นมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ...
เขาก็ตระหนักได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ชีวิตที่ไม่มีรินทร์... มันไม่ใช่ชีวิต มันเป็นแค่การหายใจทิ้งไปวันๆ แบบไร้ซึ่งความหมาย
"รินทร์..." พยัคฆ์ขยับเข้าไปใกล้ชิดขึ้นอีกก้าว จนระยะห่างระหว่างกันแทบไม่เหลือพื้นที่ให้doesอากาศหายใจ มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นประคองกรอบหน้าหวานไว้อย่างทะนุถนอม สัมผัสที่อบอุ่นและสายตาที่เว้าวอนจนเกินงามทำให้รินทร์ถึงกับนิ่งค้างไป
"ผม..." พยัคฆ์สูดหายใจเข้าลึกราวกับรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิต "ผมไม่อยากเป็นแค่คนปากร้ายในสายตาเธออีกแล้ว..."
รินทร์เบิกตากว้าง หัวใจกระหน่ำเต้นรัวราวกองศึก ความเงียบงันเข้าปกคลุมรอบตัว ทว่าก่อนที่คำสารภาพที่รอคอยจะได้เอื้อnเอ่ยจนจบประโยค...
แสงไฟหน้ารถคันหรูที่จอดอยู่ไม่ไกลก็สาดส่องวาบเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ก้าวเข้ามาใกล้ และเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนที่เอ่ยแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติกพังไม่เป็นท่า
"ขอโทษนะครับที่ขัดจังหวะ... แต่ดูเหมือนผมจะมาถูกเวลาใช่ไหมครับ คุณพยัคฆ์?"
พยัคฆ์ชะựngกEuk ดวงตาคมกริบตวัดขวับไปยังต้นเสียงทันทีด้วยความหงุดหงิดขีดสุด รินทร์เองก็ตกใจไม่แพ้กันเมื่อหันไปเห็นใบหน้าของบุคคลผู้มาใหม่ที่ยืนกอดอกพิงเสาด้วยรอยยิ้มมุมปาก
...คนที่ควรจะอยู่ต่างประเทศไม่ใช่หรือไง?!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ดีลลับฉบับคนปากร้าย" มาโดยตลอดนะครับ!
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 33
ความเหงาของคนปากแข็ง
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!