เสียงเหล็กกระทบวงกบวงกบและแรงเหวี่ยงของบานประตูที่เปิดผางเข้ามา ไม่ได้ทำลายความเงียบงันในห้องนอนของรินทร์เท่ากับรอยยิ้มเจิดจ้าและท่าทีถือวิสาสะของมินตรา
"อุ๊ย... ฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าคะเนี่ย"
น้ำเสียงดัดจริตที่พยายามซ่อนความไหววูบในแววตาไว้ไม่มิดดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงในชุดเดรสเข้ารูปที่ก้าวล้ำเข้ามาในอาณาเขตความเป็นส่วนตัวอย่างไร้มารยาท มินตรากวาดสายตาสำรวจความยับยู่ยี่ของชุดรินทร์ สลับกับร่างสูงของพยัคฆ์ที่ยืนขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยทว่าแผ่รังสีความเย็นเยือกออกมาจนอากาศรอบตัวแทบติดลบ
รินทร์เบือนหน้าหนีด้วยความขยะแขยงระคนหงุดหงิด เขารีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่อย่างลวกๆ ก่อนจะส่งสายตาคมกริบราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งไปให้ผู้มาใหม่ "รู้ตัวก็ดีนี่ครับ... ว่ามารยาทพื้นฐานของการเข้าห้องคนอื่นคือการเคาะประตู ไม่ใช่การพังเข้ามาเหมือนโจรขึ้นบ้าน"
"แหม, รินทร์จ๊ะ... พี่พยัคฆ์เป็นคนบอกให้ฉันขึ้นมาดูต่างหากเล่า" มินตราลอยหน้าลอยตาตอบ โยนความผิดให้คนที่ยืนตีหน้าตายอยู่ข้างๆ อย่างหน้าตาเฉย พร้อมกับขยับเข้าไปใกล้พยัคฆ์จนแทบจะแนบชิด "จริงไหมคะพี่พยัคฆ์? คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าข้างล่างคนเยอะ แขกเหรื่อมันน่ารำคาญ ให้ฉันขึ้นมาตามคุณบนนี้ได้..."
พยัคฆ์ไม่แม้แต่จะชายตากลับไปมองอดีตคนรักที่พยายามทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เขาปรายตามองมินตราด้วยแววตานิ่งสนิทที่ทรงพลังพอจะทำให้คนที่กำลังยิ้มระรื่นหุบยิ้มลงได้ทันที บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ
"ผมบอกคุณตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าให้ขึ้นมาที่นี่" เสียงทุ้มต่ำของพยัคฆ์ดังลอดไรฟัน มันไม่ได้ดัง แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้มินตราหน้าเสียไปชั่วขณะ "และต่อให้ผมพูด คุณก็ควรมีสามัญสำนึกมากพอที่จะเคาะประตู ไม่ใช่ถือวิสาสะเปิดเข้ามาแบบนี้... ออกไปซะ"
คำสั่งเฉียบขาดนั้นทำเอามินตราเม้มปากแน่นด้วยความไม่พอใจ ดวงตาคู่คมฉายแววริษยาพุ่งตรงมาที่รินทร์แวบหนึ่ง ก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นสีหน้าออดอ้อนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากชายหนุ่ม "พี่พยัคฆ์ไล่ฉันเหรอคะ? ทั้งที่เราเคย... เคย..."
"อย่าทำให้ผมหมดความอดทนไปมากกว่านี้ มินตรา" พยัคฆ์ตัดบทด้วยน้ำเสียงที่เหี้ยมเกรียมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย "ออกไปจากห้องนี้ เดี๋ยวนี้"
รินทร์กอดอกมองภาพละครฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก แม้เขาจะเกลียดความวุ่นวายที่ผู้หญิงคนนี้สร้างขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การได้เห็นคนปากร้ายอย่างพยัคฆ์แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ใส่มินตราแบบไม่ไว้หน้า มันก็ช่วยให้อารมณ์ที่คุกรุ่นเมื่อครู่ผ่อนคลายลงไปได้บ้าง
"หึ... ปากร้ายใจดำเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยนะคะ" มินตราแค่นหัวเราะออกมาอย่างเจ็บใจ เมื่อเห็นว่าพยัคฆ์ไม่มีทีท่าจะสนใจใยดีเธอเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่เธอจะหันมาส่งยิ้มอาบยาพิษให้รินทร์ "ฝากไว้ก่อนเถอะนะรินทร์... คนที่ได้แต่เศษความสนใจจากคนอย่างพี่พยัคฆ์ คงภูมิใจนักสินะ"
พูดจบ เจ้าหล่อนก็สะบัดหน้าพรืดยาวเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากห้อง พร้อมกับกระแทកประตูปิดตามหลังดังปังใหญ่เพื่อระบายอารมณ์
ความเงียบสงัดกลับมาปกคลุมห้องนอนกว้างอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับอึมครึมและหนาแน่นไปด้วยความรู้สึกที่ค้างคาจากเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ถูกขัดจังหวะ รินทร์ถอนหายใจยาวเหยียด ปลดปล่อยความตึงเครียดออกทางลมหายใจ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับร่างสูงที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
"เคลียร์คนของคุณให้ดีกว่านี้หน่อยนะครับ พยัคฆ์" รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความประชดประชันไว้อย่างเต็มเปี่ยม "ถ้าบริหารเสน่ห์เรี่ยราดแล้วจัดการไม่ได้ ก็อย่าพาความซวยมาให้คนอื่นต้องมารับรู้ด้วยเลย"
พยัคฆ์หันขวับมามองคนปากเกทันที ดวงตาคมเข้มคู่นั้นลุกโชนด้วยประกายบางอย่างที่รินทร์อ่านไม่ออก ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวรินทร์อย่างรวดเร็ว ชนิดที่ร่างบางยังไม่ทันได้ถอยหนี แผ่นหลังของรินทร์ก็ชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบเสียแล้ว
"นายคิดว่าฉันอยากให้ยัยนั่นเข้ามาขัดจังหวะหรือไง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดริมฝีปาก ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วเนียนจนรินทร์ต้องเบี่ยงหน้าหนีเล็กน้อย
"แล้วใครใช้ให้คุณปากพล่อยบอกให้เธอขึ้นมาล่ะครับ" รินทร์เชิดหน้าขึ้นเถียง ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่าย แม้หัวใจจะเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอกเมื่อระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
"ฉันไม่ได้บอก..." พยัคฆ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและลึกล้ำขึ้นอย่างกะทันหัน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรินทร์ราวกับจะค้นหาคำตอบบางอย่าง "สิ่งที่ฉันอยากบอก... ไม่ใช่เรื่องของยัยนั่น"
รินทร์ชะงักไป หัวใจกระตุกวูบกับประกายความจริงจังที่ฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น ความกวนประสาทและท่าทีซึนเดระที่พยัคฆ์มักจะแสดงออกเสมอหายวับไปกับตา เหลือเพียงความนิ่งงึมและจริงจังที่ทำเอาคนฟังหายใจไม่ทั่วท้อง
"แล้ว... คุณอยากจะพูดอะไรล่ะครับ" รินทร์เผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
พยัคฆ์นิ่งเงียบค้างไปอึดใจใหญ่ นิ้วเรียวหนายื่นออกไปปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากมนของรินทร์ออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยทำให้รินทร์ตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนไปหมด ชายหนุ่มร่างสูงสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังรวบรวมความกล้าครั้งใหญ่ในชีวิต
"รินทร์... คือว่าฉัน..." พยัคฆ์อ้าปากจะเอ่ยประโยคสำคัญที่อัดอั้นอยู่ภายในใจมาเนิ่นนาน ริมฝีปากหยักขยับจะเอื้อนเอ่ยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่รู้กาลเทศะ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกจากด้านนอกของเลขาคนสนิท
"คุณพยัคฆ์ครับ! แขกผู้ใหญ่จากทางญี่ปุ่นมาถึงห้องจัดเลี้ยงแล้วครับ ท่านประธานให้ผมรีบมาตามตัวด่วนเลยครับ!"
พยัคฆ์หลับตาลงแน่น กรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูนด้วยความโกรธเกรี้ยวและหงุดหงิดที่พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด เขาสบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย ก่อนจะผละออกจากร่างบางช้าๆ ด้วยความจำยอม
รินทร์ยืนหอบหายใจเบาๆ ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความรู้สึกที่ตีรันกันมั่วสุมไปหมด ทั้งโล่งอกและ... เสียดายอย่างประหลาด
พยัคฆ์หันกลับมามองหน้ารินทร์เป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาคมเข้มทอดมองด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนล้นปรี่ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจก้าวเดินไปที่ประตูห้อง กระชากมันเปิดออกด้วยใบหน้าบึ้งตึงแล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ทิ้งให้รินทร์ยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องเงียบๆ กับคำสารภาพรักที่ค้างคาอยู่ริมฝีปากของอีกฝ่าย... ซึ่งขาดหายไปเพียงแค่อีกนิดเดียวเท่านั้น!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
(ขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามที่มีให้กันเสมอนะครับ - เมทริกซ์ซีโร่)
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 11
คำสารภาพที่พูดไม่จบ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!