"ผมไม่ได้ว่างมานั่งเล่นเกมประสาทกินกับคุณนะมินตรา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความรำคาญระคนเยียบเย็นดังขึ้นทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดสนิท รินทร์ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะกระจกใส ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มอย่างนึกสนุกกับการปะทะคารมที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้า สายตาคมกริบกวาดมองคู่สนทนาสลับกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทเนียบกริบที่ยืนตีสีหน้ารักษาความสงบอยู่ข้างกายอดีตคนรักเก่าของพยัคฆ์
มินตราแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาคู่สวยพราวระยับด้วยความมั่นอกมั่นใจ ผู้หญิงคนนี้รู้ดีว่าตัวเองมีไพ่เหนือกว่าในมือ—หรืออย่างน้อยเธอก็คิดเช่นนั้น
"แหม... คุณรินทร์คะ อย่าเพิ่งใจร้อนขนาดนั้นสคะ" มินตราจงใจลากเสียงยาวอย่างยั่วเย้า "มินก็แค่อยากมาทวงถามสิทธิ์ที่ควรจะได้ ในเมื่อ 'สัญญาฉบับเก่า' ระหว่างมินกับพี่พยัคฆ์มันยังไม่ได้ถูกฉีกทิ้งเป็นชิ้นๆ มีหรือค่ะที่มินจะยอมถอยให้คนมาทีหลังอย่างคุณได้ง่ายๆ"
รินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวهเราะที่สั้น ห้วน และเต็มไปด้วยความดูแคลน ร่างโปร่งผละออกจากขอบโต๊ะ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ผู้หญิงตรงหน้าทีละน้อยจนมินตราต้องเป็นฝ่ายผถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"คนมาทีหลัง?" รินทร์ทวนคำ เสียงTนเยือกเย็นไม่แพ้กัน "ตื่นเถอะครับคุณมินตรา นี่มันปีพุทธศักราชไหนแล้ว ถึงยังใช้มุกนางเอกละครหลังข่าวมาเรียกร้องความสนใจ แถมยังลากเอาเลขาฯ หน้าตาตื่นคนนี้มาเป็นพยานรักจำเป็นอีก... น่าสมเพชมากกว่าน่าสงสารนะครับว่าไหม"
"คุณรินทร์!" เลขาฯ หนุ่มที่ยืนเงียบมานานพลเผลอหลุดเสียงอุทานด้วยความตกใจเมื่อถูกพาดพิง ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยภายใต้สายตาคุกคามของรินทร์ที่ส่งไปถึง
บรรยากาศในห้องทำงานกว้างขวางตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความตึงเครียด ชนิดที่ว่าหากมีประกายไฟตกลงมาแม้แต่หยดเดียว ทุกอย่างคงระเบิดเป็นจุล ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ศึกน้ำลายกำลังดำเนินไปถึงจุดเดือด เสียงเปิดประตูกระแทกผนังอย่างแรงก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
ปัง!
ร่างสูงใหญ่ของพยัคฆ์ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าถมึงทึง ดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์ล่าเหยื่อกวาดมองสถานการณ์ภายในห้องรวดเร็วก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ร่างโปร่งของรินทร์ที่ยืนลอยชายอยู่กลางห้อง
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่" เสียงทรงอำนาจเอ่ยถามขึ้น บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มลดฮวบจนติดลบ
มินตราเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว ราSปลาไหลใส่สเก็ต เธอรีบก้าวเข้าไปหาพยัคฆ์ มือเรียวบางเอื้อมไปหมายจะแตะแขนแกร่ง แต่กลับต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อเจอดวงตาคมดุคู่โตรอบกายส่งสัญญาณเตือนแบบไร้เสียง
"พี่พยัคฆ์คะ... มินแค่มาทวงความยุติธรรมเรื่องสัญญา..." มินตราบีบเสียงให้สั่นเครือเล็กน้อย เรียกร้องความน่าสงสารตามตำราหญิงสาวผู้ถูกทอดทิ้ง
"ผมถามว่า เกิด-อะไร-ขึ้น" พยัคฆ์ย้ำทีละคำ น้ำเสียงกดต่ำจนเลขาฯ หนุ่มหน้าซีดเผือด รีบก้าวถอยหลังไปชิดมุมห้องทันทีด้วยความกลัวอำนาจมืดของเจ้านายหนุ่ม
รินทร์มองภาพนั้นแล้วลอบเบะปากด้วยความหมั่นไส้ พยัคฆ์นี่มันพยัคฆ์จริงๆ พยัคฆ์ร้ายจอมเผด็จการที่ไม่ว่าขยับตัวไปทางไหนก็สร้างความหวาดกลัวให้คนรอบข้างได้ตลอดเวลา แต่ทว่า... สายตาที่อีกฝ่ายเหลือบมองเขามันมีความร้อนรนซ่อนอยู่ลึกๆ อย่างปิดไม่มิด
"ไม่ต้องไปเค้นถามเลขาฯ คุณหรอกครับพยัคฆ์" รินทร์เอ่ยแทรกขึ้น ทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด "แขกของคุณเธอแค่วิตกจริตกลัวจะตกกระป๋อง เลยต้องพากันมาทวงสัญญาเก่าคร่ำครึที่คุณน่าจะเผาทิ้งลงถังขยะไปตั้งนานแล้วต่างหากล่ะครับ"
พยัคฆ์ขมวดคิ้วมุ่น สันจารึกเป็นร่องลึกด้วยความหงุดหงิด ชายหนุ่มละสายตาจากมินตรา เดินสาวเท้าเข้ามาหารินทร์ด้วยก้าวย่างมั่นคงจนคนตัวบางต้องถอยหลังไปชนขอบโต๊ะทำงานโดยไม่รู้ตัว
"คุณพูดมากอีกแล้วนะรินทร์" พยัคฆ์เอ็ดเสียงต่ำ ก้มหน้าลงมองคนปากเก่งที่ยังคงเชิดหน้าท้าทายไม่ยอมลดละ
"ผมพูดความจริงต่างหาก หรือว่าสัญญาฉบับนั้นมันยังมีความหมายกับคุณอยู่ หืท?" รินทร์สวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
มินตราที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่มุมห้องเริ่มหน้าเสีย เมื่อเห็นว่าความสนใจทั้งหมดของพยัคฆ์ไม่ได้อยู่ที่เธอเลยแม้แต่น้อย สายตาที่เขามองรินทร์มันมีความหมายบางอย่างที่ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้ว่า 'ผู้ชายคนนี้สำคัญแค่ไหน'
"มินตรา..." พยัคฆ์หันกลับไปมองอดีตคนรักด้วยหางตา น้ำเสียงเย็นเยียบไร้เยื่อใย "ถ้าคุณยังไม่เลิกเล่นเกมปัญญาอ่อนนี่ แล้วเอาเรื่องสัญญาบ้าบอคอแตกอะไรนั่นมาอ้างเพื่อสร้างความรำคาญให้คนของผม... ผมจะให้ฝ่ายกฎหมายจัดการขั้นเด็ดขาด ข้อหาบุกรุกและสร้างความเสียหายทางธุรกิจ"
คำว่า 'คนของผม' หลุดออกมาจากปากผู้ชายปากแข็งอย่างพยัคฆ์ ทำเอารินทร์ถึงกับชะงัก หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่กำลังระบายบนมุมปาก
มินตราเม้มปากแน่นจนซีดเผือด รู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางสาธารณชน "พี่พยัคฆ์ใจร้ายกับมินเกินไปแล้วนะคะ!"
"ออกไปซะ ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน" พยัคฆ์ไม่ได้สนใจเสียงโวยวายนั้นแม้แต่น้อย เขาออกคำสั่งเด็ดขาดด้วยน้ำเสียงที่ไม่อนุญาตให้มีข้อโต้แย้ง
เลขาฯ หนุ่มรีบปราดเข้าไปประคองแขนมินตราทันที ทั้งคู่รีบก้าวออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้บรรยากาศภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงคนสองคนที่ยืนเผชิญหน้ากันในระยะประชิด
รินทร์สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับสีให้เป็นปกติ หันกลับมามองชายหนุ่มร่างสูงที่ยังคงยืนขวางทางหนีของเขาอยู่
"ใครเป็นคนของคุณกัน อย่ามาพูดจาพล่อยๆ นะครับพยัคฆ์" รินทร์เชิดหน้าขึ้น เอ่ยเสียงแข็งกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังตีรวนอยู่ในอก
พยัคฆ์ไม่ตอบ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน รินทร์ผะงะถอยหลังไม่ได้เพราะติดขอบโต๊ะ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ใกล้ๆ ทำให้สติสตางค์ของคนปากเก่งกระเจิงไปหมด
"ปากเก่งนักนะ" พยัคฆ์พึมพำเสียงพร่า มือหนายื่นออกไปด้านหลัง คว้ากล่องกำมะหยี่สีดำสนิทขนาดกะทัดรัดที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทออกมาวางกระแทกบนโต๊ะตรงหน้ารินทร์
รินทร์ก้มลงมองกล่องนั้นด้วยความงุนงง "นี่อะไร..."
"ของขวัญ... ง้อ" พยัคฆ์พูดกระแทกเสียง หันหน้าหนีไปทางอื่นอย่างคนทำตัวไม่ถูก ใบหูคมเข้มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด "มองอะไรเล่า จะเปิดดูดีๆ หรือจะให้ผมแกะให้ดูเอง"
รินทร์เลิกคิ้วสูง นึกขำท่าทางเก้ๆ กังๆ ของนักธุรกิจหนุ่มร้อยล้านที่เวลาปกติเย่อหยิ่งราวกับพญาอินทรีย์ แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนเด็กผู้ชายทำความผิดแล้วเอาของมาง้อแฟน มือเรียวยื่นไปเปิดฝากล่องออกช้าๆ
แสงไฟจากโคมไฟเพดานสาดส่องลงมากระทบกับวัตถุข้างในกล่อง ทำเอารินทร์ถึงกับลมหายใจสะดุด
สร้อยข้อมือทองคำขาวดีไซน์เรียบหรูประดับเพชรเม็ดเล็กระยิบระยับล้อแสงไฟ แต่สิ่งที่ทำให้รินทร์ใจเต้นแรงไม่ใช่ความแพงของมัน... หากแต่เป็นจี้ห้อยรูปตัวอักษร 'R' เล็กๆ ที่สลักไว้อย่างประณีตบรรจงต่างหาก
"ชอบไหม..." พยัคฆ์เอถามเสียงเบา หันกลับมามองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่ปากเจ้ากรรมก็ยังมิวายหาเรื่องพูดทำลายบรรยากาศตามนิสัย "สั่งทำพิเศษ... เผื่อวันไหนคุณโมโหใส่ผมอีก จะได้ใส่ไว้เตือนสติว่าตัวเองปากจัดแค่ไหน"
รันท์หุบยิ้มทันที ตาขวางใส่คนพูดมาก "นี่คุณ! ซื้อของมาง้อหรือตั้งใจมาหาเรื่องผมกันแน่ฮะ?"
"ก็พูดความจริง..." พยัคฆ์ยักไหล่ ทำหน้าตาย "ถ้าไม่ติดว่าผมอยากเคลียร์เรื่องคาใจ... คุณคงไม่ยอมสงบปากสงบคำง่ายๆ หรอก"
"ผมไม่ได้อยากรับของขวัญปากเสียแบบนี้สักหน่อย คืนไปเลย!" รินทร์ทำท่าจะถอดสร้อยข้อมือออกจากกล่องเพื่อปาใส่หน้าคนกวนประสาท แต่พยัคฆ์กลับไวishกว่า มือหนาคว้าข้อมือเรียวไว้มั่น แรงบีบไม่ได้เจ็บแต่กักขังไม่ให้ขยับหนี
จังหวะนั้นเอง ใบหน้าของทั้งคู่ขยับเข้ามาใกล้กันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนผสานเข้าหากันในความเงียบ ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่งนาน ราวกับมีแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงให้เข้าหากันทีละนิด
พยัคฆ์โน้มใบหน้าลงมาอีก จนริมฝีปากหยักแทบจะสัมผัสกับกลีบปากนุ่มของคนตัวบางที่กำลังอ้าปากค้างจะเถียง
"ถ้าคุณขยับอีกนิดเดียว..." พยัคฆ์กระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นด้วยแรงอารมณ์บางอย่างที่พุ่งพล่าน "ผมจะจูบคุณให้หายปากเก่งตรงนี้แหละ... รินทร์"
คำขู่ที่ชวนให้หัวใจเต้นรัวระทึกทำให้รินทร์นิ่งค้างไปสนิท สมองขาวโพลนคิดคำเถียงไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว ทว่าก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะสัมผัสกันจริงๆ เสียงเคาะประตูดังปังๆ ก็ทำลายบรรยากาศสีชมพูจางลงทันที
ก๊อกๆๆ!
"ท่านประธานครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ ระบบรักษาความปลอดภัยส่วนกลางถูกเจาะ... ข้อมูลลับในโปรเจกต์ 'ดีลลับ' กำลังถูกดาวน์โหลดออกนอกระบบครับ!" เสียงตะโกนร้อนรนของหัวหน้าฝ่ายไอทีดังทะลุบานประตูเข้ามา ปลุกสติของทั้งคู่ให้หลุดออกจากภวังค์
พยัคฆ์ผละออกจากรินทร์อย่างรวดเร็ว ใบหน้าคมเข้มแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมในพริบตาเดียว แววตาที่เพิ่งอ่อนโยนลงเมื่อครู่กลับมาเย็นชาและดุดันดั่งพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมขย้ำศัตรู
รินทร์หน้าถอดสี รีบดึงมือออกจากอุ้งมือหนา หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อได้ยินคำว่า 'ดีลลับ'
"เกิดอะไรขึ้น..." รินทร์พึมพำเสียงเครียด
พยัคฆ์หันกลับมามองหน้าคนตัวบาง สายตาคมกริบฉายแววอันตราย "ดูท่าทาง... เกมนี้ไม่ได้มีแค่มินตราคนเดียวแล้วล่ะรินทร์... มีหนอนบ่อนไส้ตัวใหญ่อยู่ในบริษัทเรา"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนและลุ้นไปกับความซึนของพี่พยัคฆ์ด้วยกันนะครับ!
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 21
การง้อแบบคนอีโก้สูง
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!