"ถ้าคุณยังก้าวขาไม่ออกภายในสามวินาทีนี้ ผมจะอุ้มคุณพาดบ่าต่อหน้าช่างภาพนับร้อยชีวิตตรงนั้นจริงๆ นะครับ รินทร์"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบอยู่ข้างใบหูไม่ได้เจือแววหยอกล้อแม้แต่น้อย มันคือคำประกาศิตจากชายหนุ่มผู้ไม่เคยต้องร้องขออะไรเป็นครั้งที่สอง พยัคฆ์ในชุดสูททักซิโด้สั่งตัดพิเศษเข้ารูป ยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อนทว่าแผ่รังสีคุกคามอันน่าเกรงขาม มือหนาข้างหนึ่งยื่นค้างไว้ตรงหน้า รอคอยให้ร่างโปร่งในชุดสูทกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มสอดแขนเข้ามาเกาะกุม
รินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังตีรวน ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มด้วยความหมั่นไส้ระคนขัด
"คุณพยัคฆ์นี่มันเผด็จการไม่มีที่ติเลยนะครับ... ใครใช้ให้คุณเล่นไม้แข็งลากผมมางานนี้ตั้งแต่แรกเล่า" รินทร์เอ่ยเสียงลอดไรฟัน รอยยิ้มประดับบนใบหน้าหวานถูกปั้นแต่งขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อตบตาผู้คนที่เริ่มเหลียวมองมา แต่ดวงตากลมโตกลับส่งค้อนวงใหญ่ให้คนตัวโตกว่าจนแทบทะลุ
"ถ้าไม่ทำแบบนี้ คุณก็คงหาข้ออ้างปลีกตัวหนีไปนอนเอกเขนกดูซีรีส์ที่ห้องอีกตามเคย งานสังคมเปิดตัวโปรเจกต์ใหญ่ของเครือพยัคฆ์กรุ๊ป... ในฐานะ 'คนสำคัญ' ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธตั้งแต่วันที่เราเซ็นสัญญาบ้าๆ นั่นแล้วครับ"
คำว่า 'คนสำคัญ' ถูกเน้นเสียงด้วยรอยเหยียดยิ้มบางเบาที่มุมปากของคนตัวสูง พยัคฆ์จงใจขยับกายเข้าไปใกล้จนไหล่แทบแนบชิด แรงกดดันจากฝ่ามือที่แตะลงบนข้อศอกเนียนทำให้รินทร์ต้องจำใจสอดแขนเรียวเข้าไปเกี่ยวท่อนแขนแกร่งนั้นไว้แต่โดยดี
สัมผัสอบอุ่นผ่านเนื้อผ้าเนื้อดีไม่ได้ทำให้รินทร์รู้สึกปลอดภัยขึ้นเลยสักนิด ตรงกันข้าม หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวผิดจังหวะด้วยความตื่นตระหนกปนหงุดหงิดที่ต้องมาตกเป็นเป้าสายตาของไฮโซและนักธุรกิจนับร้อยชีวิตภายในห้องจัดเลี้ยงสุดหรูระดับห้าดาวแห่งนี้ แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับสะท้อนกับเครื่องเพชรและชุดราตรีราคาแพงระยับ บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความลวงตาและผลประโยชน์ทับซ้อน—โลกที่รินทร์เกลียดชังและพยายามหลบ
แต่ทว่า ในคืนนี้... เขากลับยืนอยู่ใจกลางมัน เคียงข้างกับผู้ชายที่อันตรายและทรงอิทธิพลที่สุดในวงการ
"ยิ้มหน่อยครับรินทร์ กล้องตัวซ้ายกำลังจับภาพเราอยู่... ถ้าคุณทำหน้าบูดเป็นตูดแมวแบบนั้น พรุ่งนี้หนังสือพิมพ์หน้าสังคมคงพาดหัวว่าท่านประธานพยัคฆ์พาเด็กมาประจานแน่ๆ" พยัคฆ์กระซิบเบาๆ ริมฝีปากหยักแทบจะแนบชิดกับใบหูขาวสะอาดจนขนลุกซู่
"ปากเสีย..." รินทร์เค้นเสียงลอดไรฟันพร้อมกับฝืนยกยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ หันไปสบตากับกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหญ่ที่เดินเข้ามาทักทายอย่างคล่องแคล่วว่องไว สมกับที่ผ่านเวทีการเจรจาธุรกิจมาอย่างโชกโชน แม้ในใจจะอยากหยิกเนื้อตรงสีข้างของคนข้างๆ ให้เนื้อหลุดสักทีสองทีก็ตาม
"ท่านประธานพยัคฆ์ วันนี้ควงหนุ่มหน้าตาดีที่ไหนมาร่วมงานด้วยล่ะครับเนี่ย หน้าตาไม่คุ้นเลย หรือจะเป็นดีไซเนอร์คนเก่งที่อยู่เบื้องหลังคอลเลกชันล่าสุด?" เสียงทุ้มของนักธุรกิจอาวุโสดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มพินิจพิเคราะห์ที่กวาดมองรินทร์ตั้งแต่หัวจรดเท้า
พยัคฆ์กระชับมือที่คล้องแขนให้แน่นขึ้นเล็กน้อย เป็นการแสดงออกเชิงแสดงความเป็นเจ้าของอย่างแนบเนียนที่ทำเอารินทร์เกือบสะดุดขาตัวเอง
"นี่คุณรินทร์ครับ... ที่ปรึกษาคนสำคัญ และเป็นหุ้นส่วนคนปัจจุบันของผม" พยัคฆ์แนะนำด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง ดวงตาคมกริบกวาดตามองคู่สนทนาด้วยแววตาเฉียบขาดที่ไม่มีใครกล้าสบตานานเกินสามวินาที "ส่วนเรื่องความสัมพันธ์... ผมคิดว่าสถานะหุ้นส่วนทางธุรกิจน่าจะเพียงพอสำหรับการทำความเข้าใจในค่ำคืนนี้นะครับ"
รินทร์ลอบถอนหายใจโล่งอกที่อย่างน้อยคนปากร้ายคนนี้ก็ยังรู้จักรักษาหน้าและไม่พูดจาชวนหาเรื่องใครกลางงาน แต่ก่อนที่บทสนทนาอันน่าอึดอัดจะดำเนินไปมากกว่านั้น สายตากลับเหลือบไปเห็นร่างบางในชุดราตรีสีแดงเพลิงที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ แสงแฟลชจากช่างภาพอิสระวูบวาบตามจังหวะการเดินของเธอ รอยยิ้มเย้ายวนที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีถูกส่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่
มินตรา... อดีตคนรักเก่าที่พยัคฆ์เคยประกาศกร้าวว่าตัดขาดเด็ดขาด แต่ดูเหมือนว่าโลกใบนี้จะกลมเสียจนน่ารำคาญใจ
บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงฮวบฮาบในพริบตา เมื่อรินทร์สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อใต้สูทของพยัคฆ์ที่เกร็งขึ้นอย่างกะทันหัน ความอบอุ่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวชายหนุ่ม
"สวัสดีค่ะคุณพยัคฆ์... ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอคุณที่นี่ แถมยัง... พาคนพิเศษมาด้วยเสียด้วย" เสียงหวานใสเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง มินตราชำเลืองมองรินทร์ด้วยหางตา รอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความอาฆาตมาดร้ายถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งมารยาททางสังคมอย่างแนบเนียน
รินทร์หรี่ตามองเล็กน้อย สัญชาตญาณการป้องกันตัวทำงานทันที เขากำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยประโยคคมคายตามสไตล์คนปากจัด แต่ทว่า... มือหนาของพยัคฆ์กลับบีบกระชับมือของเขาที่คล้องแขนไว้อย่างหนักหน่วง เป็นสัญญาณเตือนห้ามปรามที่ดุดัน
พยัคฆ์ไม่ได้มองมินตราด้วยซ้ำ สายตาคมกริบคู่นั้นก้มลงมองรินทร์เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันไปสบตากับหญิงสาวด้วยแววตาว่างเปล่าไร้เยื่อใย
"งานเลี้ยงธุรกิจร้อยพ่อพันแม่แบบนี้ ใครก็เข้าได้ทั้งนั้นแหละครับคุณมินตรา... แม้แต่คนที่ไม่ได้รับเชิญก็ยังอุส่าห์หาทางแทรกตัวเข้ามาได้เลยไม่ใช่หรือครับ" พยัคฆ์สวนกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทแต่เชือดเฉือนจนมินตราหน้าเสีย รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอแข็งค้างในทันที
รินทร์ลอบยิ้มมุมปาก ความสะใจแล่นริ้วขึ้นมาในอกทันที สมน้ำหน้า... ปากแบบนี้แหละที่ต่อให้ร้ายยังไงเขาก็แอบสะใจทุกที
ทว่า ความเงียบสงบชั่วขณะถูกทำลายลงด้วยเสียงประกาศจากพิธีกรบนเวทีใหญ่ ที่ดังแทรกผ่านไมโครโฟนเรียกความสนใจจากแขกเหรื่อทั้งหมดในห้องโถง
"และในลำดับถัดไป... ขอเรียนเชิญท่านประธานพยัคฆ์ และ... แขกคนสำคัญผู้กุมความลับทั้งหมดของโปรเจกต์นี้ขึ้นมากล่าวเปิดงานร่วมกันบนเวทีครับ!"
เสียงปรบมือดังเกรียวกราว
พยัคฆ์หันกลับมามองรินทร์ที่ยืนนิ่งค้าง ดวงตาสีนิลคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นช่างดูเจ้าเล่ห์และทรงเสน่ห์จนน่าหมั่นไส้
"ไปกันเถอะครับ หุ้นส่วนคนสำคัญ... ถึงเวลาที่เราต้องเปิดฉากแสดงละครฉากใหญ่ให้พวกเขาสักที" พยัคฆ์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายที่ปฏิเสธไม่ได้
รินทร์เม้มปากแน่น หัวใจเต้นรัวโครมครามไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นบนเวที แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือหนาที่เลื่อนลงมาคว้าข้อมือของเขาไว้แน่น ลากจูงให้ก้าวเดินไปข้างหน้าท่ามกลางแสงไฟนับร้อยที่สาดส่องลงมา โดยไม่รู้เลยว่า... เบื้องหลังม่านกำมะหยี่สีแดงบนเวทีนั้น มีบุคคลที่สามกำลังยืนรอคอยการปรากฏตัวของพวกเขาอยู่ด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนเร้นบางอย่าง
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 13
งานเลี้ยงและการเผชิญหน้า
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!