"ถ้าคุณยังเอามือมาแตะไหล่ผมอีกทีเดียว ผมจะถือวิสาสะเอาแก้วแชมเปญนี่ราดหน้าสูทแบรนด์เนมของคุณนะครับ... คุณกรวิชญ์"
น้ำเสียงของรินทร์ไม่ได้ดัง แต่ความเฉียบคมและรอยยิ้มเคลือบยาพิษที่มุมปากนั้น ทำให้ทายาทบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังถึงกับชะงักมือที่ทำท่าจะเอื้อมมาโอบไหล่ รินทร์ปรายตามองแก้วทรงสูงในมือสลับกับใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยแววตาที่ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
บรรยากาศรอบตัวของห้องจัดเลี้ยงหรูหราใจกลางกรุงเทพฯ ในค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยเสียงดนตรีแจ๊สคลอเบาๆ และเสียงกระซิบกระซาบของผู้คนในแวดวงสังคมไฮโซ ทว่าสายตาส่วนใหญ่ไม่ได้จับจ้องไปที่การแสดงบนเวที พวกเขากำลังลอบมองคู่สนทนาคู่หนึ่งที่ยืนอยู่ริมเสาหินอ่อน มุมอับสายตาแต่กลับเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของคนทั้งงาน
ไม่ใช่เรื่องแปลก... เพราะคนยืนอยู่ใกล้รินทร์ในตอนนี้คือ พยัคฆ์ นักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่ขึ้นชื่อเรื่องความเยชาชาและเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น รัศมีความหวงก้างที่แผ่ออกมาจากตัวพยัคฆ์ในรัศมีสามเมตร มันชัดเจนเสียจนใครหน้าไหนก็ไม่กล้าเข้ามาเฉียดใกล้ ยกเว้นแต่พวกที่ชอบลองของอย่างคุณกรวิชญ์คนนี้
"ผมแค่จะเตือนว่า... เดินมากับเสือ ระวังจะโดนขย้ำไม่รู้ตัวนะครับคุณรินทร์" กรวิชญ์หัวเราะในลำคอ พยายามรักษาฟอร์ม แต่ก็ยอมถอยหลังไปหนึ่งก้าวเมื่อเห็นดวงตาดุๆ ของพยัคฆ์ที่ยืนกอดอกอยู่ข้างหลัง ส่งรังสีอำมหิตพุ่งตรงมาที่เขาแบบไม่ปิดบัง
"เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับ" เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบของพยัคฆ์ดังขึ้น ทำเอาอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันตา พยัคฆ์ก้าวเข้ามาประชิดตัวรินทร์ มือหนาถือวิสาสะโอบเอวบางไว้หลวมๆ แต่หนักแน่น ราวกับตีตราจองต่อหน้าสักขีพยานนับร้อย "เพราะต่อให้เป็นเสือ... เขาก็เลือกเหยื่อของเขาเอง และคนคนนี้... ก็ไม่ใช่ของเล่นที่ใครจะมาแตะต้องส่งเดชได้"
รินทร์เหลือบมองมือที่วางอยู่บนเอวของตัวเอง หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบอย่างไม่น่าให้อภัย เขาอยากจะแกะมือหน้าๆ นั่นออกแล้วก้าวถอยหลังเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่ติดตรงที่สายตาของคนทั้งงานกำลังจับจ้องมาที่พวกเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นทวีคูณ
โดยเฉพาะ... มินตรา ที่ยืนถือแก้วไวน์อยู่ไม่ไกล สายตาของอดีตคนรักเก่าของพยัคฆ์กำลังจ้องมองมาที่รินทร์ด้วยความริษยาและเคียดแค้นจนแทบซ่อนไม่อยู่ รอยยิ้มที่เธอพยายามปั้นแต่งให้ดูสง่างามมันบิดเบี้ยวไปหมดเมื่อเห็นท่าทีที่พยัคฆ์ปกป้องรินทร์อย่างออกนอกหน้าขนาดนี้
"คุณพยัคฆ์นี่หวงของเก่งจังเลยนะคะ" มินตราตัดสินใจเดินเข้ามาแทรกวงสนทนาด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้า เธอกลั้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอเพื่อกลบเกลื่อนความไม่พอใจ "เดินตามติดคุณรินทร์แจเลยตั้งแต่เริ่มงาน จนคนอื่นเขานึกว่า... เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวเสียอีกค่ะ"
รินทร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเตรียมจะสวนกลับตามสไตล์คนปากจัดที่ไม่เคยยอมใคร แต่พยัคฆ์กลับเร็วกว่า มือที่โอบเอวรินทร์อยู่เปลี่ยนเป็นกระชับแน่นขึ้น พร้อมกับที่ร่างสูงก้าวเข้ามาบังตัวรินทร์ไว้ครึ่งหนึ่ง สายตาคมกริบมองมินตราด้วยความรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง
"ถ้าคุณมินตราว่างมาก... ไปหาอะไรทำแก้เบื่อที่อื่นดีกว่าครับ แถวนี้อากาศมันหายใจไม่ค่อยสะดวก"
คำพูดที่แทบไม่ต้องแปลความหมายทำเอาหน้าสวยของมินตราชาดิก เธอกัดริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด "พยัคฆ์คะ... เราแค่มาร่วมงานในฐานะคนรู้จักเก่า ทำไมต้องพูดจาทำร้ายกันขนาดนี้ด้วยล่ะคะ หรือเพราะเด็กคนนี้... ที่คอยเป่าหูคุณ?"
"อย่าเอาคนอื่นมาอ้างเรื่องนิสัยส่วนตัวของคุณเลยครับคุณมินตรา" พยัคฆ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เชือดเฉือนจนคนฟังแทบกระอักเลือด "และที่สำคัญ... รินทร์ไม่ใช่เด็กที่คุณจะมากล่าวหาตามอำเภอใจ"
รินทร์หันไปมองเสี้ยวหน้าของพยัคฆ์ด้วยความประหลาดใจระคนซับซ้อน ปรกติแล้วผู้ชายคนนี้ไม่เคยใส่ใจที่จะต่อปากต่อคำกับใครให้เสียเวลา แต่วันนี้... เขากลับยอมออกตัวปกป้องรินทร์ต่อหน้าคนหมู่มากอย่างไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม ยิ่งท่าทางที่ยืนบังเขาไว้ราวกับแม่ไก่ปกป้องลูก ยิ่งทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของรินทร์สั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
"พอเถอะครับพยัคฆ์" รินทร์กระซิบเสียงเบา เอื้อมมือไปสะกิดแขนแกร่งเบาๆ "เราไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกับใครนะ"
พยัคฆ์ก้มมองคนที่กระซิบอยู่ข้างๆ แววตาดุดันเมื่อครู่พลันอ่อนลงชั่วขณะ ราวกับมนต์สะกดบางอย่างที่ทำให้ความโกรธเกรี้ยวในใจมลายหายไปสิ้น เขายอมลดทิฐิลงพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน "ถ้าคุณเบื่อ เรากลับกันเลยไหมล่ะครับ"
"ยังหรอกครับ ผมยังไม่ได้กินเค้กมะพร้าวอ่อนของโปรดเลย" รินทร์ตอบกลับด้วยรอยยิ้มมุมปาก ยั่วเย้าเล็กน้อยตามประสาคนชอบกวนประสาท
"ดื้อจริง..." พยัคฆ์พึมพำด้วยความหมั่นไส้ แต่ก็ยอมตามใจโดยการใช้มืออีกข้างกุมมือของรินทร์ไว้หลวมๆ ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่เริ่มซุบซิบนินทรากันหนักกว่าเดิม ว่าตกลงแล้วความสัมพันธ์ของสองคนนี้มันคืออะไรกันแน่ ทำไมนักธุรกิจหนุ่มผู้เยชาชาถึงได้ยอมสยบให้เด็กหนุ่มหน้าหวานคนนี้ขนาดนี้
ทว่า ความเงียบสงบในโมเมนต์หวานๆ นั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก
"สวัสดีครับคุณพยัคฆ์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับแรงสะกิดที่หัวไหล่ ทำให้พยัคฆ์และรินทร์ต้องหันกลับไปมองพร้อมกัน
และในวินาทีนั้นเอง... รอยยิ้มบนใบหน้าของพยัคฆ์ก็แข็งค้าง ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ขณะที่รินทร์เมื่อหันไปเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ชัดเจน ลมหายใจของเขาก็สะดุดกึก ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนลงตรงหน้า
ผู้ชายรูปร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดพิเศษ ใบหน้าคมคายที่มีรอยยิ้มทรงเสน่ห์ประดับอยู่ กำลังยืนจ้องมองมาที่พวกเขา ดวงตาคู่นั้นคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าใคร...
"สวัสดีครับน้องรินทร์... ไม่คิดเลยนะครับว่าเราจะได้เจอกันเร็วจนาดนี้"
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ — *เมทริกซ์ซีโร่*
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 14
สายตาที่จับจ้อง
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!