เสียงกระแทกประตูห้องรับรองวีไอพีดังสนั่นจนกรอบกระจกแทบสะเทือน ทว่ามันยังไม่น่าตกใจเท่ากับภาพของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแห่งปีอย่าง "พยัคฆ์" ในเวลานี้ สภาพของเขาไร้ซึ่งความเนี้ยบกริบตามแบบฉบับสูทตัดAigleราคาหลักแสน เนคไทไหมอิตาลีถูกกระชากจนหลวมร่น กระดุมเสื้อเม็ดบนปลดออกอย่างไร้ระเบียบ และเรือนผมสีเข้มที่มักจะเซ็ตมาอย่างดีกลับยุ่งเหยิงจากแรงขยี้ด้วยความหงุดหงิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาตามหารินทร์มาสามชั่วโมงเต็ม
สามชั่วโมงที่ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และความมาดนิ่งสุขุมถูกโยนทิ้งลงถังขยะเมื่อพยัคฆ์ก้าวขาเข้าร้านกาแฟสไตล์มินิมอล ร้านอาหารไฮend หรือแม้แต่ล็อบบี้โรงแรมหรูในเครือคู่ค้า เพียงเพราะคำว่า "อยากหนีไปให้พ้นหน้าคนปากร้าย" ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท ร่างสูงโปร่งที่ก้าวฉับๆ ไปอย่างไร้ทิศทางทำให้การ์ดหน้าห้องถึงกับหน้าถอดสี ไม่เคยมีใครเห็นเสือร้ายแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์สูญเสียการควบคุมได้มากขนาดนี้มาก่อน
"คุณรินทร์ไม่ได้จองห้องพักไว้ในระบบครับท่านประธาน..." เสียงเลขาหนุ่มละล่ำละลักรายงานผ่านโทรศัพท์มือถือ ขณะที่พยัคฆ์ยืนหอบหายใจอยู่กลางโถงทางเดินของโรงแรมชื่อดัง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวราวกับสัตว์ป่ากำลังไล่ล่าเหยื่อ
"เช็คใหม่! เอาบัตรประชาชนของมันมาสแกนดูทุกสาขาเดี๋ยวนี้ ถ้ามันยังลอยนวลอยู่ได้โดยไม่เช็คอินที่ไหน แสดงว่ามันต้องซ่อนตัวอยู่กับไอ้พวกเพื่อนปากมากของมัน... โธ่เว้ย!"
พยัคฆ์สบถออกมาอย่างเหลืออด เขากดวางสายตัดความรำคาญก่อนจะซบหน้าลงกับฝ่ามือตัวเอง ความร้อนรุ่มในอกมันไม่ใช่แค่ความโกรธที่ถูกปฏิเสธ แต่มันคือความกลัวลึกๆ ที่ว่ารินทร์อาจจะหายออกไปจากชีวิตเขาจริงๆ ภาพรอยยิ้มเยาะเย้ยและวาจากัดเจ็บแสบของคนหน้าหวานลอยวนอยู่ในหัว ยิ่งมินตราโผล่เข้ามาทำลายบรรยากาศเมื่อตอนเย็นด้วยแผนการน้ำเน่า ยิ่งทำให้พยัคฆ์อยากจะบดขยี้ทุกอย่างให้แหลกคามือ แต่สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่การสะ a-count กับอดีตคนรักเก่า หากแต่เป็นการตามหาเจ้าตัวแสบที่ถือดีหนีเขาออกมาท่าoidกลางสายฝนปรอยๆ ด้านนอก
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของรินทร์...
"นายจะสั่งกาแฟคาปูชิโน่แก้วที่สามเพื่อกดดันฉันหรือไง?"
เสียงใสเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงแก้วกาแฟออกจากมือของคนตรงข้าม รินทร์นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาเบาะนุ่มของคาเฟ่ลับแห่งหนึ่งย่านอารีย์ ดวงตากลมโตมองเพื่อนสนิทที่นั่งทำหน้าเครียดอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความระอา
"ชั้นไม่ได้กดดันแก รินทร์... แต่แกกำลังเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงกับสงครามประสาทของอีตาสิงห์โตหงุดหงิดนั่นต่างหาก ดูข่าวซิ! เขาพลิกเมืองหาแกจนหุ้นบริษัทแทบจะร่วงกวาดล้างกระดานอยู่แล้วนะเว้ย!" เพื่อนสนิทชูโทรศัพท์มือถือที่มีภาพข่าวพยัคฆ์เดินหัวเสียออกจากตึกใหญ่ให้ดู
รินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าหวานเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เกรงกลัว "ช่างหัวหุ้นเขาสิ ใครใช้ให้เขาเคลียร์ปัญหาตัวเองไม่ขาดรื้อ... คิดจะควงแฟนเก่ามาเปิดตัวกลางงานเลี้ยงแล้วค่อยมาทำหน้าหมาหงอยตามง้อฉัน ฝันไปเถอะ!"
"แต่สายตานายตอนพูดประโยคนี้มันไม่ได้บอกว่าเกลียดเขานะ..."
"นายตาฝาดแล้ว!" รินทร์สวนกลับทันควัน ใบเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เมื่อนึกถึงสัมผัสอุ่นจัดที่ข้อมือและแววตาดุดันคู่นั้นของพยัคฆ์ตอนที่ตะโกนใส่หน้าเขาว่า *'อย่าเพิ่งไปไหน... อยู่เคลียร์บัญชีกับผมตรงนี้ให้จบก่อน'*
ความรู้สึกแปลกประหลาดตีรวนอยู่ในอก มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความตื่นเต้นเร้าใจที่ยากจะอธิบาย ผู้ชายคนนั้นปากร้าย เย่อหยิ่ง และเผด็จการที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาในชีวิต แต่ทุกครั้งที่พยัคฆ์แสดงอาการหึงหวงอย่างไร้เหตุผล รินทร์กลับรู้สึกว่ามันคือชัยชนะอันหอมหวาน
ครืน... เสียงฟ้าร้องคำรามเบาๆ ด้านนอก พร้อมกับเม็ดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมากระทบกระจกหน้าร้านอีกระลอก บรรยากาศภายในร้านเริ่มเงียบสงบลงเพราะลูกค้าทยอยเช็คบิลกลับบ้านกันหมด เหลือเพียงรินทร์และเพื่อนที่นั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
"ฉันว่าแกหลบอยู่ที่นี่ไม่รอดหรอกรินทร์ สายข่าวของพยัคฆ์เขามืออาชีพจะตาย..."
"ก็ลองดู..." รินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนให้เข้ารูป "ฉันไม่ใช่ลูกน้องในโอံกาสของเขา และไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องยอมให้เขาลากกลับไปอบรมสั่งสอนเหมือนเด็กๆ ป่ะ... กลับคอนโดกันเถอะ ฉันชักจะเบื่อบรรยากาศอุดคู่นี่เต็มทีแล้ว"
สองร่างเดินเคียงคู่กันออกมาที่ประตูกระจกหน้าร้าน ความมืดของยามค่ำคืนเคล้าคลอด้วยละอองฝนบางเบา ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู รินทร์ก็ต้องชะงักฝีเท้ากึกเมื่อเงาสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวเข้ามาขวางทางไว้เสียก่อน
กลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูกปะปนกับกลิ่นไอฝนจางๆ... กลิ่นอายอันตรายที่รินทร์จำได้แม่นยำ
พยัคฆ์ยืนกอดอกพิงเสาหน้าร้าน แสงไฟสลัวจากป้ายร้านสาดกระทบใบหน้าคมคายที่ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่แววตากลับลุกโชนไปด้วยไฟโทสะผสมความโล่งใจอย่างประหลาด เสื้อสูทตัวนอกหายไป เหลือเพียงเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นกล้ามเนื้อตึงแน่นและเส้นเลือดที่ปูดโปนตามอารมณ์
"สนุกมากไหม... ที่ได้วิ่งเล่นซ่อนแอบกับผมนานขนาดนี้?"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่า รินทร์กลืนน้ำลายลงคออั้วใหญ่ ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติเมื่อร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดด้วยความเร็วที่ตั้งตัวไม่ทัน
"คุณ... คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?" รินทร์พยายามเค้นเสียงให้แข็งกร้าวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก
พยัคฆ์ไม่ตอบคำถามนั้น ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจคนตรงตั้งแต่วรยุทธ์การแต่งตัวยันปลายรองเท้า ก่อนที่มือหนาจะคว้าหมับเข้าที่ข้อศอกของรินทร์แล้วดึงเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว
"กลับบ้าน..." น้ำเสียงนั้นไม่ใช่การขอร้อง แต่มันคือคำสั่งเด็ดขาดที่ทรงพลังที่สุด "อย่าทำให้ผมต้องหมดความอดทนไปมากกว่านี้... รินทร์"
"ปล่อยนะ! ผมบอกว่าไม่..." รินทร์สะบัดแขนหนีสุดแรงเกิด แต่พยัคฆ์กลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นจนร่างทั้งสองแทบจะแนบติดกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันท่ามกลางสายฝนที่เริ่มลงเม็ดหนักขึ้นเรื่อยๆ
"อยากลองดีนักใช่ไหม?" พยัคฆ์ก้มหน้าลงกระซิบชิดริมฝีปากของคนอวดดี แววตาคมกริบฉายแววอันตราย "งั้นคืนนี้... เราคงต้องเคลียร์กันยาวจนถึงเช้าแน่"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนและร่วมเดินทางไปกับความปากร้ายแต่คลั่งรักของบอสพยัคฆ์นะครับ
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 35
การไล่ล่าของหมาบ้า
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!