เอกสารบนโต๊ะทำงานกระจกใสสะท้อนเงาของความฉิบหายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ รินทร์มองซองเอกสารสีน้ำตาลตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสนิท สัญชาตญาณที่กรีดร้องเตือนภัยเมื่อคืนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท เกมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องหึงหวงตบตีแบบเด็กๆ ของมินตราอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือแผนการฆาตกรรมทางธุรกิจที่ถูกชักใยจากเงาเบื้องหลัง และตัวเขาเอง... คือแพะรับบาปชั้นดีที่ถูกจัดวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
"นายจะยืนเป็นหุ่นทื่ออยู่อีกนานไหมรินทร์ หรือต้องให้ฉันแปลเอกสารพวกนั้นเป็นภาษามนุษย์ ถึงจะยอมเข้าใจว่าตอนนี้สถานการณ์มันบานปลายไปถึงไหนแล้ว"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดดังขึ้นจากมุมห้อง พยัคฆ์ในชุดสูทสีเข้มไร้รอยยับยืนกอดอกพิงผนังกระจก ดวงตาคมกราบกรานมองมาที่เขาด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก ทั้งห่วงใย รus และดุดันในเวลาเดียวกัน ตามสไตล์ของคนปากร้ายที่ไม่เคยพูดคำว่า 'เป็นห่วง' ออกมาตรงๆ สักครั้ง
รินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันทั้งต่อสถานการณ์และต่อตัวพยัคฆ์เอง
"แปลเป็นภาษามนุษย์เหรอครับคุณพยัคฆ์? หึ... พูดเสียไพเราะเชียว ทำไมไม่พูดตรงๆ ล่ะครับว่าคุณเองนั่นแหละที่เป็นคนลากผมเข้ามาอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้ตั้งแต่แรก!"
พยัคฆ์ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบผูกเป็นปม ก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวรินทร์ด้วยความเร็วที่ทำให้อีกฝ่ายถอยหลังไปชนขอบโต๊ะทำงานโดยอัตโนมัติ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ปะทะเข้ากับปลายจมูก ร่างสูงใหญ่ก้มลงมองคนตัวเล็กกว่าที่เชิดหน้าสู้สายตาอย่างไม่เกรงกลัว
"ระวังปากหน่อยรินทร์... ฉันดึงนายเข้ามา หรือนายดื้อดึงเอาตัวเองเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้เพราะความอวดดีกันแน่?"
"นั่นสินะครับ!" รินทร์ตอกกลับทันควัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยหยาดน้ำตาแห่งความอัดอั้นที่พยายามสะกดกลั้นไว้ "ผมมันอวดดีเอง! ผมมันโง่เองที่คิดว่าการยืนหยัดข้างคุณมันจะมีความหมายอะไรขึ้นมาบ้าง นอกจากเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่คุณใช้กันกระสุนจากพวกศัตรูทางธุรกิจของคุณ!"
"รินทร์!" พยัคฆ์คำรามต่ำในลำคอ มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าต้นแขนเรียวไว้ แต่รินทร์กลับสะบัดหนีอย่างแรงราวกับโดนของร้อน แรงปะทะนั้นทำให้เอกสารบนโต๊ะปลิวตกลงพื้นกระจาย
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งคู่ที่ยืนจ้องตากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ พยัคฆ์มองมือตัวเองที่คว้าได้เพียงความว่างเปล่า ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แววตาของรินทร์ในตอนนี้ไม่ได้มีความท้าทายหรือความกวนประสาทหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่า... และความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกถึงขั้วหัวใจ
รินทร์ก้มลงมองแหวนเงินเกลี้ยงๆ ที่นิ้วนางข้างซ้าย แหวนที่พยัคฆ์ยัดเยียดให้ใส่เพื่อ 'ประกาศอาณาเขต' ในงานเลี้ยงวันก่อน ในตอนนั้นเขาคิดว่ามันคือโซ่ตรวนแห่งความอึดอัด แต่ตอนนี้... มันกลับเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่าเขาโง่เง่าแค่ไหนที่ยอมเอาหัวใจตัวเองมาผูกไว้กับผู้ชายปากร้ายแต่ไร้ความชัดเจนคนนี้
"พอแค่นี้เถอะครับ"
เสียงหวานเอื้อonแผ่วเบา แต่กลับหนักแน่นราวกับประกาศิต พยัคฆ์ชะงัก ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่แน่ใจว่าตนเองหูฝาดไปหรือไม่
"นายว่าอะไรนะ..."
"ผมบอกว่าพอแค่นี้ครับคุณพยัคฆ์" รินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ แววตานิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่น "ผมถอนตัว เกมบ้าๆ นี่... ผมไม่เล่นด้วยแล้ว และชีวิตของผม... ก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ให้คุณมาบงการหรือปกป้องอีกต่อไป"
"นายพูดบ้าอะไรออกมา! รู้ตัวไหมว่ากำลังพูดกับใครอยู่!" พยัคฆ์ก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกครั้งด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมากลบเกลื่อนความกลัวลึกๆ ในใจ มือใหญ่ควחו้าข้อมือบางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก "คิดจะไปก็ไปง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ คิดว่าฉันเป็นสนามเด็กเล่นรึไงรินทร์!"
"ปล่อยผมครับ!" รินทร์ดิ้นขัดขืนสุดแรงเกิด แรงอารมณ์ที่สะสมมานานระเบิดออกมาพร้อมกับหยาดน้ำหน้าที่เอ่อล้นทะลักขอบตา "ปล่อย! ผมไม่ใช่ทาส ไม่ใช่สมบัติที่คุณจะนึกอยากเก็บไว้ตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ! ถ้าคุณยังอยากรอดจากคุกและเกมสกปรกของมินตรา... ก็ปล่อยผมไปเถอะครับ ให้ผมได้ออกไปจากชีวิตคุณเสียที มันคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งคู่แล้ว!"
คำว่า 'ทางเลือกที่ดีที่สุด' บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของพยัคฆ์ราวกับใบมีดโกน ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความกลัว... ความกลัวที่ผู้ชายเย่อหยิ่งและไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครอย่างเขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้สัมผัส มันคือความกลัวที่จะต้องสูญเสียคนตรงหน้าไปตลอดกาล
พยัคฆ์ออกแรงดึงรึงรอนเข้าหาตัว ร่างบางเซถลาเข้าปะทะกับแผงอกกว้างตามแรงดึง ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะก้มลงปิดกั้นเสียงโต้เถียงทั้งหมดด้วยความเร่าร้อน ดุดัน และเต็มไปด้วยความเว้าวอนที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความแข็งกระด้าง
มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนโยน แต่มันคือการลงทัณฑ์และการเรียกร้องสิทธิ์ในตัวตนของอีกฝ่าย รินทร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ พยายามทุบอกแกร่งเพื่อผลักไส แต่พยัคฆ์กลับยิ่งกระชับวงแขนโอบเอวสอบไว้แน่นราวกับจะหลอมรวมร่างของทั้งคู่ให้เป็นหนึ่งเดียว รสชาติความเค็มปร่าของหยาดน้ำตาผสมปนเปไปกับสัมผัสร้อนแรงที่ทำเอาสมองของรินทร์พร่ามัว หัวใจที่พยายามแข็งกระด้างเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง
แต่ทว่า... ในวินาทีที่รินทร์กำลังจะพ่ายแพ้ให้กับความอบอุ่นที่เจือความป่าเถื่อนนั้น เสียงเคาะประตูก็รัวเร็วขึ้นสามครั้งติดกัน ก่อนที่บานประตูห้องทำงานจะถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท
"พยัคฆ์คะ! แย่แล้วค่ะ เกิดเรื่องใหญ่ที่...!"
ร่างเพรียวของมินตราในชุดเดรสหรูพุ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แต่แล้วเธอก็ต้องหยุดชะงักกึก กลืนคำพูดที่เหลือลงคอทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ภาพที่พยัคฆ์กำลังกอดจูบรินทร์อย่างแนบชิดอยู่กลางห้องทำงาน
มินตรากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ดวงตาคู่สวยฉายแววริษยาและแค้นเคืองจนแทบเป็นไฟ ก่อนที่ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงสดจะยกยิ้มเหี้ยมเกรียม แล้วเอמהประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินทร์เย็นเฉียบลงทันที
"อุ๊ย... ขอโทษด้วยนะคะที่ขัดจังหวะความสวีท แต่ดูเหมือนว่าตำรวจจากกองปราบปรามกำลังเดินขึ้นมาถึงชั้นนี้แล้วนะคะคุณพยัคฆ์ ในข้อหา... สมคบกันฟอกเงินและฆาตกรรมอำพราง!"
---------------------------------------------
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับตัวละครเสมือนพวกเขามีชีวิตจริงๆ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 29
รอยร้าวที่ยากจะประสาน
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!