"พยัคฆ์คะ... แย่แล้ว มินตรามีเรื่องจะ—"
เสียงของมินตราที่ลากยาวเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของประธานหนุ่ม ถูกตัดขาดลงฉับพลันด้วยสายตาคมกริบราวกับใบมีดโกนที่ตวัดมอง พยัคฆ์ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของอดีตคนรักแม้แต่น้อย ความสนใจทั้งหมดของเขากลับพุ่งตรงไปยังหน้าจอสมาร์ทโฟนบนโต๊ะทำงาน ที่สั่นเตือนเบาๆ พร้อมกับข้อความจากสายสืบส่วนตัวที่แนบภาพถ่ายชุดใหญ่มาให้
ภาพของรินทร์... คนปากเก่งที่บอกว่า "ติดธุระด่วน" จนต้องปฏิเสธนัดดินเนอร์ของเขา กำลังนั่งยิ้มรับความเอาใจใส่จากชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งในร้านอาหารอิตาเลียนหรูใจกลางเมือง รอยยิ้มพริมใจที่รินทร์มักจะใช้กวนประสาทเขา กลับถูกมอบให้ผู้ชายอื่นอย่างง่ายดาย
"ออกไปก่อน มินตรา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างไร้เยื่อใย นัยน์ตาคมดุจเสือร้ายจดจ้องภาพในโทรศัพท์จนแทบจะทะลุออกมาเป็นควันไฟ
"แต่เรื่องที่เราคุยกันค้างไว้..." มินตราพยายามจะเดินเข้ามาใกล้ พร้อมส่งสายตาออดอ้อนหวังจะรื้อฟื้นความหลัง
"ผมบอกให้ออกไป!" พยัคฆ์ตวาดลั่น แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที มินตราสะดุ้งสุดตัว หน้าซีดเผือกด้วยความตกใจ ก่อนจะจำใจหมุนตัวเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากห้องด้วยความแค้นเคือง
ทันทีที่ประตูปิดลง พยัคฆ์ก็คว้ากุญแจรถบนโต๊ะขึ้นมา ความหึงหวงที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ กำลังแผดเผาจนสติสัมปชัญญะเกือบขาดผึ่ง ปากร้ายๆ ของเขาพึมพำลอดไรฟันด้วยความเคืองแค้น "กล้าดียังไง... บอกว่าติดงาน แต่ระรื่นไปกินข้าวกับไอ้หน้าอ่อนที่ไหนก็ไม่รู้"
ทางด้านรินทร์ ที่กำลังนั่งตักพาสต้าเข้าปากอย่างสบายใจ โดยมี "กรณ์" เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยคอยเล่าเรื่องตลกให้ฟังเพื่อคลายเครียดจากโปรเจกต์งานที่เพิ่งเคลียร์เสร็จ
"อร่อยไหมครับคุณชายรินทร์ เห็นหน้าเครียดๆ ช่วงนี้ เลยพามาเติมความหวานสักหน่อย"กรณ์ยิ้มพลางยื่นแก้วน้ำให้อย่างเอาอกเอาใจ
รินทร์หัวเราะเบาๆ "ขอบใจมากนะกรณ์ แกนี่รู้ใจที่สุด ไม่เหมือนใครบางคนหรอก เอาแต่สั่งๆๆๆ นึกว่าตัวเองเป็นพระเจ้า" พูดถึงตรงนี้แล้วก็นึกถึงหน้าบึ้งๆ ของประธานบริษัทคนนั้นขึ้นมาหมั่นไส้
"ใครเหรอลูกค้าคนสำคัญคนนั้น? หรือว่าคุณพยัคฆ์สุดโหดที่แกชอบบ่นให้ฟังบ่อยๆ" กรณ์เลิกคิ้วแซว
"อย่าเอ่ยชื่อนั้นขึ้นมาเลย เสียรสชาติอาหารหมด" รินทร์ทำหน้ายู่ใส่เพื่อนสนิท ก่อนจะตักอาหารเข้าปากอีกคำ
ทว่า บรรยากาศสบายๆ กลับถูกกระชากกระชั้นด้วยเงาดำทะมึนที่ทาบทับลงมาบนโต๊ะอาหาร ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษยืนค้ำหัวพวกเขาอยู่ รังสีความเย็นยะเยือกแผ่กระจายออกมาจนโต๊ะข้างๆ ต้องหันมามอง
รินทร์สำลักพาสต้าแทบพุ่ง รีบคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแก้ไอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าของเงาปริศนา ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง "คะ... คุณพยัคฆ์!"
พยัคฆ์ไม่เอ่ยทักทาย รอยยิ้มเหยียดหยามปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก ดวงตาคมปลาบกวาดมองกรณ์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาดดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะเบนกลับมาจ้องหน้ารินทร์ที่เริ่มเปลี่ยนสี
"นี่เหร่องานด่วนที่เธอว่า... งานชิ้นโบว์แดงสินะ ถึงได้มานั่งป้อนข้าวป้อนน้ำกันสนุกสนานขนาดนี้" น้ำเสียงเยียบเย็นเอ่ยลอดไรฟัน ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะมากขึ้นจนรินทร์ต้องขยับถอยหลังหนีโดยอัตโนมัติ
กรณ์เห็นท่าไม่ดีจึงรีบวางช้อนส้อมลงแล้วลุกขึ้นยืนบังรินทร์ไว้ครึ่งตัว "เอ่อ... ขอโทษนะครับ คุณเป็นใครเหรอครับ มาพูดจาแบบนี้หมายความว่ายังไง"
พยัคฆ์หันขวับไปจ้องกรณ์ด้วยสายตาดุจคมมีด "คนที่ไม่มีมารยาทมารบกวนเวลาส่วนตัวของ 'คนของฉัน' ควรถอยไปก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน"
"คนของฉัน?" รินทร์ทวนคำเสียงดังลั่น ความโกรธพุ่งปรี๊ดขึ้นมาแทนที่ความตกใจ ร่างบางลุกพรวดขึ้นเผชิญหน้าทันที "พูดจาให้มันดีๆ นะครับคุณพยัคฆ์ ผมไม่ใช่ข้าวของของคุณ จะมาเหมาเอาเองตามอำเภอใจไม่ได้!"
"ไม่ใช่เหรอ?" พยัคฆ์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนปากเก่ง "ถ้าไม่ใช่คนของฉัน แล้วทำไมเวลาฉันชวนถึงปฏิเสธ แต่กับไอ้หน้าอ่อนนี่กลับวิ่งแจ้นมาหาถึงที่นี่ได้ล่ะ หืม?"
"ผมจะไปไหน กับใคร มันก็เรื่องส่วนตัวของผม! เราไม่ได้เป็นอะไรกัน ทำไมผมต้องมารายงานคุณด้วย!" รินทร์เถียงกลับเสียงแข็ง ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความโมโห ทั้งอายทั้งโกรธที่อีกฝ่ายมาทำตัวรุ่มร่ามและใช้น้ำเสียงกดขี่ต่อหน้าเพื่อน
กรณ์พยายามดึงแขนรินทร์เบาๆ "รินทร์... คนนี้ใช่ไหมที่คุณพยัคฆ์ที่แกเล่าให้ฟัง... ดูท่าทางเขาจะเข้าใจผิดนะ"
"ไม่ได้เข้าใจผิด!" พยัคฆ์สวนกลับทันควัน มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อแขนเรียวของรินทร์หมับแล้วดึงเข้ามาหาตัวอย่างถือวิสาสะ แรงบิดที่พอเหมาะทำให้รินทร์เซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างตามสัญชาตญาณ "กลับบ้านกับฉันเดี๋ยวนี้!"
"ปล่อยนะ! ผมเจ็บนะคุณพยัคฆ์!" รินทร์พยายามสะบัดแขนออกสุดแรง แต่รอกมือของชายหนุ่มกลับเหนצוแน่นราวกับคีมเหล็ก ยิ่งดิ้นก็ยิ่งถูกดึงเข้าไปชิดมากกว่าเดิมจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของอีกฝ่าย
"อย่ามาดื้อกับฉันนะรินทร์ ถ้าไม่อยากให้ฉันจัดการนายตรงนี้" พยัคฆ์กระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความหึงหวงที่เจ้าตัวพยายามกลաղกลืนไว้อย่างยากลำบาก กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางปะปนกับความโกรธทำให้บรรยากาศรอบตัวร้อนระอุขึ้นอย่างประหลาด
รินทร์เม้มปากแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวไม่ใช่เพราะกลัว แต่เป็นเพราะสัมผัสแนบชิดและแววตาที่สะท้อนความหวงแหนอย่างชัดเจนโดยที่เจ้าตัวปากแข็งไม่ยอมรับ "คุณมันเผด็จการ... ปล่อยผมบอกให้ปล่อย!"
"หุบปากแล้วเดินตามมาเงียบๆ..." พยัคฆ์ตวาดเสียงต่ำ ก่อนจะออกแรงดึงรินทร์ให้ก้าวเดินตามออกไปจากร้านทันท่ามกลางสายตาของผู้คนนับสิบที่มองมาเป็นตาเดียว
กรณ์ทำท่าจะเข้าไปช่วยเพื่อน แต่เมื่อเจอสายตาดุร้ายระดับฆาตกรที่พยัคฆ์หันกลับมามองเตือน ก็ทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้าลงทันที
พยัคฆ์ลากตัวรินทร์เดินจ้ำอ้าวออกมาถึงลานจอดรถ V.I.P. บรรยากาศเงียบสงบและไร้ผู้คนทำให้ความอดทนที่เหลืออยู่น้อยนิดระเบิดออกมา เขาเหวี่ยงร่างบางไปพิงแนบกับประตูรถหรูของตัวเอง ก่อนจะใช้แขนแกร่งทั้งสองข้างกักขังไว้ไม่ให้หนีไปไหน
รินทร์หอบหายใจฮึกฮัก ใบหน้าหวานเชิดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ แม้แผ่นหลังจะแนบชิดกับตัวรถเย็นเฉียบ แต่ไอร้อนจากตัวของพยัคฆ์ที่โน้มเข้ามาใกล้จนแทบไม่มีช่องว่าง กลับทำให้เขาต้องผินหน้าหนีเพื่อหลบสายตาคมคายคู่นั้น
"คุณทำบ้าอะไรของคุณเนี่ย! เสียมารยาทที่สุด!" รินทร์ต่อว่าทันทีที่ตั้งหลักได้
พยัคฆ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มใส นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความคาดคั้น "เสียมารยาทเหรอ? แล้วที่เธอนัดผู้ชายอื่นลับหลังฉันล่ะ มันเรียกว่าอะไร หึงเหรอ... หรือว่าติดใจมันมากกว่าฉัน?"
"ปากเสีย!" รินทร์หันขวับกลับมาตวาดใส่หน้า "ผมกับกรณ์เป็นแค่เพื่อนกัน! แก่แดดแก่อมลมอะไรของคุณ ถึงได้เที่ยวพาลใส่คนอื่นเขาไปทั่ว!"
"เพื่อน?" พยัคฆ์ทวนคำ น้ำเสียงเยาะหยัน "เพื่อนที่ไหนเขาป้อนข้าวป้อนน้ำ มองตาเยิ้มหยดย้อยแบบนั้น ถ้าฉันไม่ตามไปเห็นกับตา ป่านนี้คงลามไปถึงไหนต่อไหนแล้วใช่ไหม?"
"คุณมันบ้า!" รินทร์ผลักอกแกร่งเต็มแรง แต่พยัคฆ์กลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย เขากลับใช้มือข้างหนึ่งรวบข้อมือทั้งสองข้างของรินทร์ขึ้นไปตรึงไว้เหนือหัวด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ส่วนมืออีกข้างก็เชยคางมนขึ้นบังคับให้สบตา
"ใช่... ฉันมันบ้า" พยัคฆ์กระซิบเสียงพร่า ใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนริมฝีปากแทบจะแนบชิดกับกลีบปากนุ่มที่กำลังเผยอเถียง "บ้าจนทนเห็นเธอยิ้มให้ผู้ชายอื่นไม่ได้... รู้ไว้ซะด้วย"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนปากร้าย ทำเอารินทร์ชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะเมื่อซีกหน้าแนบชิดจนรับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นโครมครามของอีกฝ่าย
พยัคฆ์เองก็ชะงักไปเช่นกันเมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป นัยน์ตาคมเข้มฉายแววความประหม่าชั่ววินาที ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันกลบเกลื่อนความเขินอายในแบบฉบับของคนฟอร์มจัด
"เอ่อ... คือว่า..." รินทร์อ้าปากค้าง สมองกำลังประมวลผลคำพูดเมื่อครู่
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองคนกำลังเต้นรัวระทึกและบรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาจากมุมมืดของลานจอดรถ พร้อมกับเสียงปรบมือเบาๆ ที่ชวนให้ขนลุกซู่
"โอ้โห... ภาพบาดตาบาดใจอะไรขนาดนี้คะเนี่ย ประธานพยัคฆ์ผู้เยือกเย็น ถึงกับต้องแปลงร่างเป็นหมาหวงก้างตามมาหึงเด็กเสิร์ฟถึงลานจอดรถเลยเหรอคะเนี่ย?"
เสียงหวานแหลมที่แฝงด้วยความเย้ยหยันดังขึ้น ทำให้พยัคฆ์และรินทร์ต้องผละออกจากกันอย่างตกใจ พยัคฆ์หันขวับไปมองตามเสียงด้วยแววตาวาวโรจน์ ขณะที่รินทร์หน้าซีดเผือกเมื่อเห็นร่างของมินตราชemยิ้มร้ายกาจก้าวออกมาจากเสาปูน พร้อมกับถือโทรศัพท์มือถือในมือที่หน้าจอสว่างวาบ—ภาพถ่ายระยะประชิดเมื่อครู่ปรากฏหราอยู่บนนั้น!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านตอนนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 7
หวงก้างแบบซึนๆ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!