เสียงหัวeาะเยาะหยันของมินตราที่ดังลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์มือถือยังไม่น่าปวดหัวเท่ากับร่างสูงใหญ่ของคนที่ยืนกอดอกตีสีหน้าถมึงทึงอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานในตอนนี้
รินทร์กดตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ดวงตากลมโตตวัดมองผู้ชายปากร้ายที่เพิ่งสร้างปัญหาชวนปวดเศียรเวียนเกล้าให้เขาต้องมารับมือกับอดีตคนรักจอมวุ่นวาย พยัคฆ์ยังคงยืนค้ำหัวเขาด้วยความสูงที่ได้เปรียบ แววตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดไม่แพ้กัน แต่กลับเลือกที่จะพ่นคำพูดชวนประสาทเสียใส่เขาแทนที่จะอธิบาย
"มองหน้าผมแบบนี้หมายความว่ายังไงครับคุณรินทร์ หรือว่าคุณคิดจะยกธงขาว ยอมแพ้ให้กับเกมที่ผมเป็นคนกำหนดตั้งแต่แรกแล้วล่ะครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเย้าแหย่ ทั้งที่สันจมูกโด่งเป็นสันนั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างคนถือดี
รินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาเรียวสวยหรี่ลงครึ่งหนึ่งเพื่อส่งสายตารำคาญใจไปให้อย่างไม่คิดจะเกรงกลัวอำนาจมืดของท่านประธานหนุ่มเลยแม้แต่น้อย มือบางวางปากกาในมือลงบนโต๊ะกระจกเสียงดัง ‘ปัง’ จนอีกฝ่ายชะงัก
"ยกธงขาวเหรอครับ? คุณเอาสมองส่วนไหนคิดว่าผมจะยอมแพ้ผู้หญิงน่ารำคาญคนนั้นกันล่ะ คุณพยัคฆ์... ปัญหาของคุณ คุณก็เคลียร์เอาเองสิครับ อย่าลากผมเข้าไปเอี่ยวในละครฉากใหญ่ของคุณเลย" รินทร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันชัดเจน
"ละครอะไรครับ? สิ่งที่มินตราพูดเมื่อกี้ คุณก็น่าจะหูดีพอที่จะได้ยินนี่ครับ... หรือว่าที่คุณทำเป็นหงุดหงิดใส่ผมตอนนี้ เป็นเพราะคุณกำลังหึงผมอยู่กันแน่ล่ะครับ คุณภรรยาจำเป็น" พยัคฆ์โน้มตัวลงมาท้าวแขนทั้งสองข้างกับขอบโต๊ะทำงาน รุกคืบเข้ามาใกล้จนพื้นที่ส่วนตัวของรินทร์หดหายไปในพริบตา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านลอยเข้าแตะจมูกจนคนตัวเล็กต้องผละตัวถอยหลังอัตโนมัติ
"หึง? ประสาทหรือเปล่าครับใครจะไปหึงคุณ คนอย่างคุณต่อให้เดินแก้ผ้าประจานหน้าตึก ผมยังขี้เกียจจะชายตามองเลยด้วยซ้ำ!" รินทร์เถียงเสียงแข็ง ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความฮึดฮัด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือเพราะระยะห่างระหว่างใบหน้าที่ใกล้กันเกินไปจนน่าอันตรายกันแน่
"ปากเก่งจังนะครับ..." พยัคฆ์กระิบเสียงต่ำ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ ดวงตาคมกริบมองสำรวจริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุดด้วยสายตากรุ้มกริมที่ทำเอาหัวใจดวงน้อยของรินทร์เต้นผิดจังหวะ "ไหนลองพูดคำเดิมให้ผมฟังใกล้ๆ อีกทีสิครับ ถ้าแน่จริง..."
"ถอยออกไปเลยนะคุณพยัคฆ์! คุณกำลังละเมิดกฎข้อที่สอง..."
รินทร์พยายามดันอกแกร่งให้ออกห่าง แต่ทว่าแรงผู้ชายหรือจะสู้แรงของนักธุรกิจหนุ่มที่ออกกำลังกายเป็นประจำได้ พยัคฆ์ไม่เพียงแต่ไม่ถอย เขากลับทิ้งน้ำหนักตัวลงมาข้างหน้ามากขึ้นตามสัญชาตญาณของการเป็นผู้ล่า รินทร์ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนจึงเสียหลัก หงายหลังล้มลงไปพร้อมกับเก้าอี้ที่ลื่นไถลไปตามพื้นปาร์เกต์ขัดเงา
"เฮ้ย!"
รินทร์อุทานลั่นด้วยความตกใจ หลับตาปี๋เตรียมรับความเจ็บจากการกระแทกพื้น ทว่า... แรงกระแทกที่คิดว่าจะมีกลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและสัมผัสแน่นหนาของแผ่นอกกว้าง พยัคฆ์ไวกว่า เขารั้งเอวบางของรินทร์ไว้ได้ทันก่อนที่ศีรษะจะฟาดพื้น แต่ด้วยแรงเหวี่ยงและมุมที่จำกัด ทำให้ร่างสูงต้องล้มทับลงมาคร่อมร่างของคนตัวเล็กไว้ทั้งตัวอย่างช่วยไม่ได้
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานกว้างชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของคนทั้งคู่ที่ดังประสานกันอย่างน่าประหม่า
รินทร์ลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าคมคายของพยัคฆ์ที่อยู่ห่างกันแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดพวงแก้มทำให้ผิวเนื้อบริเวณนั้นร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ดวงตาคมกริบของพยัคฆ์ที่มองลงมาไม่ได้เต็มไปด้วยความเยาะ cยันเหมือนทุกที แต่กลับลุ่มลึกและเต็มไปด้วยประกายบางอย่างที่รินทร์ไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นแววตาที่ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนกำลังจะจมดิ่งลงไปในห้วงมหาสมุทรที่ไม่มีวันหาทางขึ้น
"คุณ..." รินทร์เอ่ยเสียงแผ่วเบาอย่างไร้เรี่ยวแรงจะเถียงต่อ ความใกล้ชิดแบบแนบเนื้อนี้มันอันตรายเกินไป มากเสียจนสมองสั่งการให้ผลักไส แต่มือกลับไม่มีแรงแม้แต่จะยกขึ้นดันอกเขา
พยัคฆ์เองก็ดูเหมือนจะลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ สายตาของเขาไล่ระดับจากดวงตากลมโตคู่สวย ลงมาที่พวงแก้มใสที่ขึ้นสีแดงจัด และหยุดนิ่งอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่กำลังเผยอขึ้นเล็กน้อยอย่างตกใจ
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง เข็มนาฬิกาบนผนังห้องหยุดเดิน ความเงียบงันทำให้เสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของคนทั้งสองดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท พยัคฆ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามกดทับเอาไว้ภายใต้ท่าทีปากร้ายและเย็นชาตลอดหลายวันที่ผ่านมา กำลังปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงจนยากจะควบคุม
"คุณรินทร์..." เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดริมฝีปาก มันไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่การเหน็บแนม แต่มันคือเสียงเรียกที่เจือความปรารถนาบางอย่างไว้อย่างชัดเจน
ก่อนที่รินทร์จะได้ทันเอ่ยคำปฏิเสธหรือผลักไส ใบหน้าคมคายก็โน้มลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด จนกระทั่งริมฝีปากอุ่นร้อนทาบทับลงบนเรียวปากนุ่มของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
สัมผัสที่เกิดขึ้นไม่ได้รุนแรงหรือดุดัน แต่มันนุ่มนวลและลึกซึ้งจนทำให้รินทร์รู้สึกเหมือนสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ ความตกใจทำให้ดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย กลิ่นอายความเป็นผู้ชายและความอบอุ่นจากอ้อมกว้างของพยัคฆ์โอบล้อมรอบตัวเขาไว้จนหนีไปไหนไม่ได้
รินทร์พยายามจะเบือนหน้าหนี แต่ปลายนิ้วแข็งแรงของพยัคฆ์กลับเอื้อมขึ้นมาประคองกรอบหน้าของเขาเอาไว้แผ่วเบา บังคับให้อยู่รับสัมผัสที่ชวนให้ใจสั่นระรัวนี้อย่างจำยอม ความลังเลใจในตอนแรกค่อยๆ มลายหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก มือบางที่เคยคิดจะผลักไส ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตตรงอกแกร่งของอีกฝ่ายไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
จังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนแทบทะลุออกมานอกอกของคนทั้งคู่ เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าสัมผัสในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และมันไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญเพียงอย่างเดียว
ทว่า ในวินาทีที่ความหอมหวานกำลังจะล Cกเลยเถิดไปไกลกว่าที่ควรจะเป็น เสียงปลดล็อกประตูหน้าห้องทำงานก็ดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน
"พยัคฆ์คะ... แย่แล้ว มินตรามีเรื่องจะ—"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมกำลังใจให้กันเสมอนะครับ
ดีลลับฉบับคนปากร้าย•ตอนที่ 6
รอยจูบที่ไม่ได้ตั้งใจ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!