คราบโลหิตจางๆ บนปลายกระบี่ตงจื่อยังคงส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งในตำหนักอี้คุน ทว่าสิ่งที่อบอวลยิ่งกว่ากลับเป็นกลิ่นหอมเย็นเยือกของดอกเหมยขาวที่ถูกลมหนาวพัดพาเข้ามาปะทะบานหน้าต่างแกะสลัก หลี่มู่เหยียนยืนนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปิ่นหยกขาวสลักลายหงส์ร่อนในมือสั่นน้อยๆ สะท้อนความเปราะบางที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็น
“เจ้ายังกลัวข้าอยู่หรือ... มู่เหยียน”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ยามราตรีดังขึ้นจากเบื้องหลัง จักรพรรดิอี้หลงก้าวเข้ามาในห้องบรรทมส่วนพระองค์โดยไม่มีขันทีขานรับ ร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์สีมังกรเข้มทอดเงาทาบทับร่างบอบบางของนางจนมิด พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นมิได้ทอดมองด้วยความระแวงสงสัยดังเช่นทุกครา หากแต่มีความระอุบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความเยียบเย็น
มู่เหยียนมิได้หันกลับไปทันที นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในทรวง ปลายนิ้วเรียวยาวค่อยๆ วางปิ่นหยกกระทบโต๊ะเครื่องแป้งเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเผชิญหน้ากับบุรุษผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดินและชีวิตของนาง
“หม่อมฉันมิได้หวาดกลัวฝ่าบาทเพคะ... หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า บัลลังก์มังกรที่สูงส่งเหตุใดจึงมักมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่เสมอ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงรอยเย้ยหยันเจือจางที่มุมปาก
อี้หลงแค่นพระสรวลเบาๆ ในลำพระoค พระบาทก้าวเข้าไปประชิดร่างบางทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและกลิ่นสุราฤทธิ์แรงผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของหิมะนอกหน้าต่าง ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในห้องอบอวลด้วยความเร่าร้อนอันตราย
“เลือดคือสิ่งเดียวที่ค้ำจุนอำนาจ... เจ้าก็รู้ดีมิใช่หรือ” พระองค์ยื่นพระหัตถ์หนาขึ้นเชยคางมนของนางขึ้นบังคับให้สบพระเนตร ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับกระบี่ลูบไล้กรอบหน้าเนียนนุ่มอย่างถือสิทธิ์ “ตระกูลหลี่ของเจ้าทอดทิ้งเจ้าให้เผชิญความตายในกองเพลิงวังหลัง แต่วันนี้... เจ้ากลับยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดเคียงข้างข้า เจ้ายังปรารถนาความเมตตาจากใครอีกเล่า?”
คำพูดนั้นจี้เข้าที่แผลเป็นในใจของมู่เหยียนอย่างแม่นยำ ความทรงจำอันเจ็บปวดในคืนที่ตระกูลหลี่หันหลังให้แล่นริ้วขึ้นมาในสมอง หยดน้ำตาแห่งความแค้นเอ่อคลอหน่วยดวงตาคู่สวย แต่นางกะพริบไล่มันกลับลงไปอย่างรวดเร็ว ปฏิเสธที่จะแสดงความอ่อนแอให้เขาได้ยล
“หม่อมฉันมิได้ต้องการความเมตตาจากผู้ใด... และยิ่งมิได้ต้องการความรักจากผู้ที่มองสตรีเป็นเพียงเบี้ยหมาก” นางสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงเนตรของจักรพรรดิอย่างไร้ความเกรงกลัว
แทนที่อี้หลงจะกริ้ว กลับปรากฏรอยยิ้มลึกล้ำที่มุมพระโอษฐ์ พระองค์รวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาพระurจนแนบชิด แรงปะทะทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุด ปลายจมูกโด่งคมคลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนนุ่ม กลิ่นหอมหวานประหลาดจากกายสาวรัญจวนพระทัยจนสติที่เคยควบคุมได้เริ่มสั่นคลอน
“เช่นนั้น... เบี้ยหมากตัวนี้ก็ช่างดื้อดึงและยั่วยวนเสียเหลือเกิน”
สุ้มเสียงพร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม ก่อนที่พระโอษฐ์ร้อนระอุจะประทับลงมาบดKขยี้กลีบปากของนางอย่างไร้ความปรานี จุมพิตในครานี้มิใช่การลงทัณฑ์หรือการทดสอบอำนาจดังเช่นค่ำคืนก่อนหน้า หากแต่มันเต็มไปด้วยความโหยหา ดุดัน และเว้าวอนราวกับต้องการสูบวิญญาณของกันและกันให้หลอมรวมเป็นหนึ่ง
มู่เหยียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจในคราแรก ก่อนที่สติอันเลือนรางจะพ่ายแพ้ต่อสัมผัสวาบหวามที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความโดดเดี่ยว ความแค้น และความหนาวยะเยือกในค่ำคืนเหมันต์ถูกแผดเผาจนมอดไหม้ด้วยเพลิงสิเน่หาที่อีกฝ่ายมอบให้ มือเรียวเล็กยกขึ้นโอบรอบพระศอแกร่งโดยไม่รู้ตัว เล็บคมจิกทึ้งลงบนแผ่นพระwากหนาเพื่อระบายความเสียวซ่านที่โถมกระหน่ำ
อาภรณ์ทีละชิ้นถูกปลดเปลื้องด้วยความเร่าร้อน เสียงลมหายใจหอบกระชั้นประสานไปกับเสียงลมหนาวที่พัดกระหน่ำบานหน้าต่างยามวิกาล บนแท่นบรรทมปูลาดด้วยผ้าไหมแพรต่วนสีชาด ร่างระหงของสนมเอกหลี่มู่เหยียนบิดเร้าอยู่ใต้ร่างกำยำของโอรสสวรรค์ สัมผัสอันลึกซึ้งและร้อนแรงทำให้กำแพงในใจที่นางสร้างขึ้นมานานนับปีพังทลายลงทีละน้อย
ในยามที่เปลวไฟแห่งความเสน่หาโหมกระหน่ำถึงขีดสุด อี้หลงฝังพระพักตร์ลงกับซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มผิวเนียนจนเกิดรอยกุหลาบสีแดงเข้ม พร้อมกับกระซิบคำที่สั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจของนาง
“อย่าทิ้งข้า... มู่เหยียน... เจ้าคือสิ่งเดียวที่ทำให้ข้ายังมีชีวิตอยู่จริงๆ”
คำสารภาพอันเปราะบางที่ไม่เคยหลุดออกจากพระโอษฐ์ของจักรพรรดิผู้เหี้ยมโหด ทำให้ดวงตาของมู่เหยียนพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตา นางหลับตาลงรับสัมผัสอันลึกซึ้งนั้น พร้อมกับปล่อยให้หัวใจที่เคยด้านชาเปิดรับความอบอุ่นจากอ้อมกอดของศัตรูหัวใจอย่างไม่ทันตั้งตัว
ทว่า... ในวินาทีที่ความสุขสมกำลังแผ่ซ่านถึงจุดสูงสุด เสียงฝีเท้าฝ่าความหนาวยะเยือกดังขึ้นอย่างรีบร้อนที่หน้าประตูตำหนัก ตามด้วยเสียงเคาะระรัวและเสียงตะโกนหวาดผวาของขันทีคนสนิท
“กราบทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพใหญ่กู้หนิง นำกำลังทหารหลวงปิดล้อมตำหนักอี้คุน อ้างราชโองการลับจากไทเฮาเพื่อปลงพระชนม์ผู้ก่อกบฏพ่ะย่ะค่ะ!”
อี้หลงชะงักกึก พระเนตรที่พึ่งคลายความเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งคมดาบในเสี้ยววินาที พระองค์ผุดลุกขึ้นจากแท่นบรรทมอย่างรวดเร็ว คว้าฉลองพระองค์มาสวมคลุมด้วยความรวดเร็วราสายฟ้าแลบ
มู่เหยียนลุกขึ้นตามมาอย่างไม่สะท้าน นางดึงผ้าแพรขึ้นคลุมกายเปลือยเปล่า ดวงตากลมโตคู่สวยทอดมองออกไปนอกหน้าต่างท่ามกลางหิมะโปรยปราย รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากของนางอีกครั้ง...
มิคายามวิกาลขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในความมืดมิดของวังหลังนี้ด้วยกันนะคะ
เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 11
ดอกเหมยท่ามกลางหิมะ
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!