“หากวันนี้ข้าต้องตาย ขอให้เจ้าจำไว้เพียงว่า... ในวินาทีที่เลือดไหลออกจากอก ข้าไม่ได้นึกถึงบัลลังก์หรือแผ่นดิน แต่ข้านึกถึงกลิ่นกายของเจ้าเพียงผู้เดียว”
จักรพรรดิอี้หลงเอ่ยถ้อยคำนั้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับดั่งขุนเขา ปลายดาบของอริราชศัตรูที่จ่ออยู่ตรงลำคอไม่ได้ทำให้บุรุษผู้กุมชะตาแผ่นดินหวาดหวั่นเท่ากับความร้าวรานในแววตาของหลี่มู่เหยียน นางยืนอยู่เบื้องหลังเขา ร่างอรชรในชุดผ้าไหมสีเพลิงที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นจากการหนีตาย ดวงตาคู่คมของนางไม่ได้ทอดมองดาบเล่มนั้น แต่มองผ่านมันไปราวกับเห็นความว่างเปล่าที่รออยู่เบื้องหน้า
“ฝ่าบาท... คำหวานเหล่านั้นเก็บไว้ใช้ในวังหลวงเถอะค่ะ” มู่เหยียนแค่นหัวเราะ เสียงของนางสั่นพร่าทว่าเต็มไปด้วยอำนาจลึกลับ “ในยามที่ความตายกรายใกล้เช่นนี้ ยศถาบรรดาศักดิ์มันก็เป็นเพียงกองขี้เถ้า ท่านไม่ใช่จักรพรรดิ และข้าก็ไม่ใช่สนมเอก... เราเป็นเพียงชายหญิงสองคนที่กำลังจะดับสูญ”
นางคว้าข้อมือหนาของเขาไว้ แรงบีบที่ส่งผ่านฝ่ามือบอกเล่าความรู้สึกทั้งหมดที่นางมี—ทั้งความแค้นที่เคยกัดกินหัวใจและความถวิลหาที่ไม่อาจปฏิเสธ นางลากเขาออกมาจากโถงวังร้างสู่เรือนไม้ผุพังกลางหมู่บ้านที่ถูกทิ้งร้าง ท่ามกลางเสียงหรีดหริ่งเรไรที่กรีดร้องดั่งสัญญาณเตือนภัย
เมื่อประตูกระดาษที่ขาดวิ่นปิดลง กักขังโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยไอสังหารไว้เบื้องหลัง ความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าปกคลุม อี้หลงกระชากตัวนางเข้าหา อ้อมแขนแข็งแกร่งโอบรัดเอวคอดกิ่วของมู่เหยียนไว้แน่นราวกับจะหลอมรวมนางให้เป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ
“มู่เหยียน... มองตาข้า” เสียงของเขาทุ้มต่ำ แหบพร่าด้วยอารมณ์ที่พุ่งพล่าน “หากนี่เป็นค่ำคืนสุดท้ายจริง ข้าจะไม่ยอมตายในฐานะจักรพรรดิที่ถูกลืม แต่ข้าจะตายในฐานะบุรุษที่ครอบครองเจ้า... อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด”
มู่เหยียนเชิดหน้าขึ้น ริมฝีปากของนางแย้มยิ้มท้าทาย ก่อนที่เขาจะโน้มลงมาประทับจูบ รสจูบนั้นไม่ใช่ความอ่อนหวานที่เคยได้รับในห้องบรรทม แต่มันดิบเถื่อน เร่าร้อน และเต็มไปด้วยความโหยหาที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน มือหนาปลดเปลื้องอาภรณ์ของนางออกอย่างไร้ปราณี ผ้าไหมสีแดงร่วงหล่นลงพื้นราวกับกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรย เผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียดดั่งหยกที่ดูโดดเด่นท่ามกลางความสลัวของห้องร้าง
เขาสัมผัสไปทั่วเรือนร่างของนางด้วยฝ่ามือที่ร้อนผ่าว นิ้วหัวแม่มือคลึงเคล้นยอดอกที่ชูชันตอบรับสัมผัสของเขา มู่เหยียนครางกระเส่า นางแอ่นอกรับสัมผัสวาบหวามที่เขามอบให้ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจางหายไป เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่เรียกร้องหากัน
“ท่านมันคนเห็นแก่ตัว... อี้หลง” นางกระซิบชิดใบหูของเขา ในขณะที่มือเรียวขยุ้มเส้นผมของจักรพรรดิไว้แน่นเพื่อระบายความเสียวซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วสันหลัง
“ข้าอาจจะเห็นแก่ตัว... แต่ข้าไม่เคยโกหกในสิ่งที่ข้ารู้สึกต่อเจ้า” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน ก่อนจะประคองร่างของนางลงบนกองฟางแห้งที่พอจะต่างแทนแท่นบรรทม แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาสาดส่องลงมาตกกระทบผิวพรรณที่เปียกชื้นด้วยหยาดเหงื่อ ก่อเกิดภาพที่งดงามราวกับงานศิลปะชั้นเลิศในสถานที่อันโสมม
เขาสอดแทรกตัวตนเข้าไปในความอ่อนนุ่มของนางอย่างหนักหน่วงและหนักแน่น ความเจ็บปวดจากการเสียดสีถูกแทนที่ด้วยความสุขสมที่ลึกซึ้ง มู่เหยียนร้องครางก้อง เสียงของนางดังสะท้อนไปทั่วห้องสี่เหลี่ยม สะโพกมนขยับตอบรับจังหวะของเขาอย่างเร่าร้อน สองร่างสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางความมืดมิด ความรักที่ถูกตัดขาดจากยศถาบรรดาศักดิ์ถูกปลดปล่อยออกมาผ่านทุกแรงกระแทก ทุกรอยจูบ และทุกเสียงลมหายใจที่ประสานกันเป็นจังหวะเดียว
ในจังหวะที่ความสุขสมถึงขีดสุด อี้หลงฝังใบหน้าลงที่ซอกคอของนาง กัดเม้มเบาๆ ด้วยความรักและหลงใหล มู่เหยียนจิกเล็บลงบนไหล่กว้างของเขาจนเลือดซิบ ดวงตาของนางพร่าเลือนไปด้วยม่านน้ำตาแห่งความสุขที่ปนเปไปกับความเจ็บปวด
ทว่า ท่ามกลางความเงียบหลังพายุอารมณ์สงบลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นใกล้ตัวเรือนร้าง... มู่เหยียนเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสะท้อนผ่านรอยแตกของประตูไม้ บานประตูค่อยๆ เปิดออกเผยให้เห็นชายในชุดดำนับสิบที่ถือดาบอาบยาพิษในมือ
และร่างของผู้ที่เดินนำหน้าเข้ามาไม่ใช่ใครอื่น... หากแต่เป็นเสด็จแม่ของอี้หลง—พระพันปีหลวง ผู้ซึ่งควรจะสวรรคตไปนานแล้วในความทรงจำของทุกคน
“ลูกรัก... เจ้าช่างมีความสุขได้ยาวนานจริงๆ นะ” สุรเสียงเย็นเยียบดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้มู่เหยียนเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง “ข้าเฝ้าดูเจ้าเสพสมกับนังแพศยาผู้นี้จนพอใจแล้ว... ตอนนี้ ถึงเวลาที่เจ้าต้องเลือกว่าจะเก็บชีวิตของนางไว้ หรือจะส่งมอบชีวิตของเจ้าให้ข้า?”
มู่เหยียนมองสลับไปมาระหว่างสายตาที่ว่างเปล่าของอี้หลงกับดาบที่เงาวับในมือของสตรีผู้เป็นแม่ ก่อนที่มือหนาของจักรพรรดิจะเอื้อมไปหยิบดาบของศัตรูที่ตกอยู่ข้างกาย... มู่เหยียนตัวแข็งทื่อ ไม่รู้ว่าคมดาบนั้นจะมุ่งหน้าไปทางใด
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความเร่าร้อนและความลับในค่ำคืนนี้กับมิคายามวิกาลนะคะ
เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 46
ค่ำคืนในหมู่บ้านร้าง
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!