“เจ้าคิดว่าความลับในวังหลวงนี้ มีสิ่งใดที่ข้าไม่ล่วงรู้บ้างหรือ มู่เหยียน?”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยไอสังหารของจักรพรรดิอี้หลงดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดภายในตำหนักบูรพา เขาไม่ได้รอให้หลี่มู่เหยียนอนุญาต กายแกร่งในฉลองพระองค์ชุดลำลองสีเข้มขยับเข้ามาประชิดจนร่างบางรับรู้ได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง
มู่เหยียนไม่ถอยหนี นางวางถ้วยชาที่เพิ่งชงเสร็จลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมอย่างแช่มช้า ก่อนจะหันไปสบตาผู้ที่ก้าวเข้ามาโดยไร้สุ้มเสียงราวกับภูตพรายในเงามืด ดวงตาคู่สวยของนางนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่ซ่อนคลื่นใต้น้ำเอาไว้ “หากฝ่าบาททรงทราบทุกเรื่องแล้ว การที่หม่อมฉันยังคงมีลมหายใจอยู่ถึงตอนนี้ คงไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่เป็นเพราะหม่อมฉันยังมีประโยชน์ต่อแผนการของพระองค์อยู่... ใช่หรือไม่เพคะ?”
อี้หลงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความอบอุ่น แต่กลับทำให้นางสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ มือหนาคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่นก่อนจะดึงร่างบางเข้าหาตัวจนแผ่นหลังของนางกระแทกกับอกกว้างของเขา “ประโยชน์หรือ? เจ้ามองตนเองเป็นเพียงเครื่องมือของข้าเช่นนั้นหรือ มู่เหยียน เจ้าช่างเป็นสตรีที่ฉลาดจนน่าชังนัก”
ความอัดอั้นจากการชิงไหวชิงพริบในราชสำนักมาตลอดทั้งวันถูกระบายออกมาผ่านสัมผัสที่รุนแรงและป่าเถื่อน อี้หลงไม่ปล่อยให้มู่เหยียนได้ตั้งตัว มือหนึ่งเชยคางนางขึ้น อีกมือหนึ่งเลื่อนลงไปปลดปมสายคาดเอวของชุดนางออกอย่างชำนาญ ผ้าไหมเนื้อดีหลุดร่วงลงกองกับพื้นเผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียดภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่าง
มู่เหยียนกัดริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อต้องการร่างกายนาง แต่เขาต้องการพิสูจน์อำนาจเหนือจิตวิญญาณที่นางพยายามปกป้องไว้ “ฝ่าบาท... ที่นี่ตำหนักของหม่อมฉัน หากมีใครผ่านมาเห็น...”
“ไม่มีใครกล้าก้าวเข้ามาในเงามืดของข้า หากข้าไม่บัญชา” เขาตัดบท เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อจมูกโด่งคลอเคลียไปตามซอกคอหอมกรุ่น “วันนี้ข้าจัดการกับพวกขุนนางเฒ่าพวกนั้นจนเหนื่อยล้า... ความแค้นของเจ้าที่แบกไว้บนบ่า มันหนักหนาเสียจนเจ้าลืมไปแล้วหรือว่า แท้จริงแล้วเจ้าก็แค่สตรีคนหนึ่งที่โหยหาการปลดปล่อย”
มู่เหยียนหลับตาลงปล่อยให้หยดน้ำตาแห่งความคับแค้นรินไหลออกมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความกระหายที่รุนแรงไม่แพ้กัน นางหันกลับมาประจันหน้ากับเขา มือเรียวปลดสายรัดพระองค์ของจักรพรรดิออกอย่างใจเย็น สัมผัสถึงความร้อนผ่าวของผิวเนื้อที่เบียดเสียดกันทำให้สติของทั้งคู่เริ่มพร่าเลือน ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความเกลียดชังและเล่ห์เพทุบาย บัดนี้ได้กลายเป็นสนามรบที่ไม่มีใครยอมใคร
บนเตียงกว้างที่มีเพียงแสงจันทร์อาบไล้ ท่ามกลางเสียงหอบหายใจและกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่อบอวลไปทั่วห้อง อี้หลงกดร่างนางลงกับพื้นเตียงนุ่ม มือหนาพันธนาการข้อมือทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะนาง บังคับให้นางต้องเผชิญหน้ากับดวงตาที่วาวโรจน์ไปด้วยไฟแห่งกามารมณ์ “แสดงให้ข้าดูสิ... ว่าสตรีที่คิดจะโค่นล้มข้า จะมีน้ำเสียงยามพ่ายแพ้เช่นไร”
มู่เหยียนหัวเราะเบาๆ ทั้งที่เหงื่อกาฬซึมตามไรผม “แพ้หรือเพคะ? หม่อมฉันเพียงแค่กำลังรอเวลา... เวลาที่ฝ่าบาทจะหลงมัวเมาในตัวหม่อมฉันจนลืมระวังหลัง”
สัมผัสของเขาเปลี่ยนจากความดิบเถื่อนเป็นความเนิบนาบแต่หนักแน่น ทุกจังหวะที่เคลื่อนไหวเปรียบเสมือนการจารึกอาณัติลงบนร่างของนาง มู่เหยียนรู้สึกราวกับว่าหัวใจที่ปิดตายมานานกำลังถูกกระชากให้เปิดออกด้วยความเจ็บปวดที่แฝงไปด้วยความสุขสมอย่างประหลาด นางไม่ได้เป็นเพียงเบี้ยหมากในมือเขาอีกต่อไป ในขณะที่เขาก็ไม่ใช่เพียงผู้ควบคุมเกมที่อยู่เหนือทุกสิ่งเมื่อเขาหลงใหลในตัวนางถึงเพียงนี้
เมื่อพายุอารมณ์สงบลงในยามวิกาล ความเงียบเข้าปกคลุมตำหนักอีกครั้ง อี้หลงนอนตะแคงมองสตรีในอ้อมกอดที่ใบหน้ายังคงประดับด้วยความทระนง แม้จะอยู่ในสภาพที่น่าอับอายที่สุด เขายื่นมือไปเกลี่ยไรผมที่ปรกหน้าผากนางอย่างอ่อนโยนจนน่าขนลุก
“มู่เหยียน... หากข้าบอกว่าสิ่งที่ข้าทำวันนี้ ไม่ใช่แค่การบรรเทาความใคร่ แต่เป็นการตอกย้ำว่าเจ้าคือของข้าเพียงผู้เดียวตลอดกาล เจ้าจะทำอย่างไร?”
มู่เหยียนลืมตาขึ้นช้าๆ สบตากับจักรพรรดิผู้เหี้ยมโหดด้วยความนิ่งเฉย “หม่อมฉันคงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะทำให้พระองค์ทรงทราบว่า... ของที่พระองค์ทรงครอบครองอยู่นี้ อาจจะแหลมคมจนบาดมือพระองค์จนเลือดตกยางออกได้ทุกเมื่อ”
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์หลวงที่รีบร้อนผิดปกติก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงรายงานที่ทำให้น้ำเสียงของจักรพรรดิเปลี่ยนไปทันที “ฝ่าบาท! เกิดเหตุร้ายที่คุกหลวง... นักโทษหมายเลขเก้าที่พระองค์ทรงคุมขังไว้ด้วยพระองค์เอง ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับหลักฐานชิ้นสำคัญที่หม่อมฉันใช้ในการต่อรองกับตระกูลของพระองค์!”
อี้หลงลุกขึ้นนั่งทันที ใบหน้าที่เคยผ่อนคลายกลับมาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง มู่เหยียนที่นอนเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงมองดูแผ่นหลังของจักรพรรดิด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก มุมปากนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ดูคล้ายกับการสมเพชตัวเอง หรือไม่ก็ความสะใจที่กำลังจะระเบิดออกมา... เพราะนางคือคนที่ส่งข่าวลับนั้นออกไปก่อนที่เขาจะมาถึงที่นี่เพียงหนึ่งชั่วยาม
ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่รักทุกท่านที่อยู่เคียงข้างมู่เหยียนในเงามืดนี้นะคะ
เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 20
การปลดปล่อยในเงามืด
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!