"เจ้าไม่ใช่คนของข้า... เจ้าคือใครกันแน่ หลี่มู่เหยียน!"
เสียงคำรามต่ำที่แฝงไปด้วยความพรั่นพรึงของจักรพรรดิอี้หลงดังก้องไปทั่วตำหนักบรรทม เขาผละออกจากการครอบครองเรือนร่างที่ยังคงหอบหายใจรวยริน มือหนาที่เคยลูบไล้สัดส่วนโค้งเว้าด้วยความหลงใหลบัดนี้กลับบีบต้นคอระหงแน่นจนขึ้นรอยแดงฉาน
มู่เหยียนไม่ได้สะทกสะท้าน ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววอ่อนหวานดุจกวางน้อย บัดนี้กลับนิ่งสนิทราวกับผืนน้ำในคืนไร้จันทร์ เธอแย้มยิ้ม มุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย ทว่ากลับเป็นรอยยิ้มที่สั่นคลอนหัวใจมังกรผู้ยิ่งใหญ่ให้สั่นคลอนไปถึงรากเหง้าของความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบ
"ใต้ฝ่าพระบาททรงเรียกหาคนตาย... หม่อมฉันก็เพียงแค่หญิงสาวผู้โชคร้ายที่บังเอิญมีแววตาที่พระองค์ทรงหวาดกลัวก็เท่านั้นเพคะ" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นชา จนอีกฝ่ายต้องขบกรามแน่น
อี้หลงสะบัดมือออกราวกับถูกของร้อน เขามองสตรีเบื้องหน้าด้วยแววตาสับสนระคนโกรธเกรี้ยว ความเงียบงันภายในห้องหอถูกฉีกทึ้งด้วยลมหายใจที่หนักหน่วงของชายผู้กุมอำนาจเหนือแผ่นดิน ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับและก้าวออกไปโดยไม่เหลียวหลังทิ้งไว้เพียงคำสั่งที่ดังก้องไปถึงหูเหล่านางกำนัลหน้าตำหนัก
"ขังนางไว้ที่ตำหนักหย่งเหอ ห้ามผู้ใดเข้าใกล้... หากนางตายข้าจะเอาชีวิตพวกเจ้าทุกคน!"
---
ตำหนักหย่งเหอในยามนี้ดูราวกับสุสานทองคำที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ข่าวลือเรื่อง 'สนมปีศาจ' ที่มีใบหน้าคล้ายคนรักเก่าที่ถูกเขาสั่งประหารแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงดั่งไฟลามทุ่ง
มู่เหยียนนั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามขอบถ้วยชาที่เย็นชืด แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างฉลุลายตกกระทบลงบนใบหน้าครึ่งซีกของเธอ เน้นให้เห็นร่องรอยของความแค้นที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวพรรณอันผุดผ่อง
"ขังข้าไว้หรือ..." เธอพึมพำกับความมืดมิด เสียงนั้นแผ่วเบาทว่าเต็มไปด้วยความสมเพช "กรงทองแห่งนี้หรือจะกักขังวิญญาณที่ตายไปแล้วอย่างข้าได้"
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารองครักษ์ที่เดินลาดตระเวนอยู่รอบตำหนักทำให้เธอรู้ดีว่าอิสรภาพนั้นห่างไกลออกไปทุกที ทว่าในใจของมู่เหยียนกลับปราศจากความหวาดกลัว การถูกกักบริเวณหาใช่การลงทัณฑ์สำหรับนาง แต่มันคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการวางหมากรุกกระดานถัดไป
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่หน้าหน้าต่างกลับสั่นไหวเบาๆ แม้ในยามที่ไร้สายลม กลิ่นหอมจางๆ ของดอกอวี้หลานลอยเข้ามาในอากาศ ทั้งที่ในตำหนักนี้ไม่มีดอกไม้ชนิดนี้อยู่เลย
มู่เหยียนวางถ้วยชาลง เสียงกระเบื้องกระทบโต๊ะดัง 'กริ๊ก' ดับความเงียบงัน นางไม่ได้หันไปมองเงามืดที่ทอดตัวอยู่มุมห้อง แต่กลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
"ท่านมาช้าไปหนึ่งชั่วยามนะ... ท่านอัครเสนาบดี"
ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงามืด ใบหน้าคมเข้มนั้นเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปยังสตรีที่นั่งหลังตรงสง่างามท่ามกลางความมืดมิด เขาก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมกรุ่นจากผิวกายของนาง กลิ่นที่ทำให้ผู้ชายทุกคนที่ได้ใกล้ชิดต้องมัวเมา
"เจ้าถูกกักขังเพราะความโง่เขลาของตัวเองที่ไปเล่นกับความทรงจำของอี้หลง" อัครเสนาบดีกล่าวเสียงต่ำ มือหนาเชยคางของมู่เหยียนขึ้น สบตากับดวงตาคู่ที่เต็มไปด้วยความลับ "ข้าเตือนเจ้าแล้ว ว่าอย่าขุดคุ้ยสิ่งที่ควรตายไปนานแล้ว"
มู่เหยียนปัดมือเขาทิ้งอย่างไม่แยแส ก่อนจะลุกขึ้นยืน เผยให้เห็นอาภรณ์สีแดงสดที่ขับผิวขาวผ่องให้ดูเย้ายวนใจเกินกว่าจะเป็นนักโทษ นางก้าวเดินเข้าไปหาชายหนุ่มจนลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งคู่ปะทะกัน
"ท่านรู้ดีแก่ใจว่าสิ่งที่ข้าทำคือสิ่งเดียวที่ทำให้อี้หลงหวาดกลัว" มู่เหยียนกระซิบข้างหูเขา เสียงนั้นพร่าสั่นและเต็มไปด้วยเสน่ห์อันตราย "คนเราเมื่อหวาดกลัว ย่อมทำพลาด... และเมื่อเขาพลาด บัลลังก์ของเขาก็จะเป็นของท่าน... หรือบางที... อาจจะเป็นของข้า"
อัครเสนาบดีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ เขาคว้าเอวบางของนางเข้ามาประชิดกาย บีบเค้นจนได้ยินเสียงผ้าเสียดสีกัน "เจ้ามันนางปีศาจจริงๆ มู่เหยียน ข้าควรจะฆ่าเจ้าทิ้งเสียตั้งแต่คืนนี้ เพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลม"
มู่เหยียนไม่ถอยหนี กลับแอ่นกายเข้าหาอย่างท้าทาย นางใช้นิ้วเรียวกรีดกรายไปตามแผงอกแกร่งใต้ชุดขุนนาง "ท่านไม่กล้าหรอก เพราะท่านหลงใหลในตัวข้าพอๆ กับที่เขาสั่งขังข้า... จริงหรือไม่?"
บรรยากาศภายในตำหนักเริ่มร้อนระอุขึ้นอีกครั้งด้วยกามารมณ์ที่แฝงมากับความขัดแย้ง ทว่าในเสี้ยววินาทีที่มือของชายหนุ่มกำลังจะปลดสายรัดเอวของนางนั้นเอง เสียงฝีเท้าของนางกำนัลฝีเท้าเบาดังใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงเคาะประตูที่รัวเร็วจนผิดสังเกต
"พระสนมหลี่เพคะ! ใต้ฝ่าพระบาทเสด็จมาที่ตำหนักหย่งเหอพร้อมกับราชโองการประหารชีวิต! พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ข้าหลวงนำยาพิษมาประทานให้พระสนมเดี๋ยวนี้เพคะ!"
มู่เหยียนเบิกตากว้างเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มกลับผุดขึ้นที่มุมปากอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า เธอหันไปสบตากับอัครเสนาบดีที่ใบหน้าเคร่งขรึมลงถนัดตา
อัครเสนาบดีผละจากนางอย่างรวดเร็ว กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ไม่มีทางออกอื่นนอกจากประตูบานนั้น "เจ้าต้องหนี... ออกทางช่องลับใต้พื้นนี่เร็วเข้า!"
เขากระชากแผ่นไม้พื้นออกเผยให้เห็นทางเดินมืดมิด มู่เหยียนมองทางรอดนั้นแล้วหันกลับมามองประตูห้องที่กำลังจะถูกพังเข้ามาในอีกไม่กี่อึดใจ นางไม่ได้ก้าวลงไป แต่กลับคว้ากริชเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ใต้หมอนออกมาแล้วซ่อนไว้ในแขนเสื้อ
"ถ้าข้าต้องตายในวันนี้..." มู่เหยียนกระซิบด้วยน้ำเสียงกังวานและเด็ดขาด "ข้าจะลากเอา 'ความลับ' ที่อี้หลงพยายามซ่อนไว้ที่สุดติดลงนรกไปด้วย... ไปดูกันว่า ใครกันแน่ที่จะต้องเป็นฝ่ายกราบกรานข้าก่อนจะสิ้นใจ!"
เสียงพังประตูโครมใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับร่างของจักรพรรดิอี้หลงที่ก้าวเข้ามาด้วยแววตาฆ่าฟัน ในมือของเขามีจอกยาพิษที่ส่งกลิ่นหอมหวานแต่รุนแรง ทว่าเขากลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นสตรีที่เขาตั้งใจจะสังหารกำลังยืนถือดาบจ่อคอหอยของตัวเอง และคนข้างกายที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างนางคือคนที่เขาไว้ใจที่สุด... อัครเสนาบดี
ฝากติดตามตอนต่อไปนะคะว่ามู่เหยียนจะพลิกเกมนี้อย่างไร... เพราะความตายเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของเกมอำนาจที่แท้จริงค่ะ!
ด้วยความเคารพในอรรถรสแห่งความเร่าร้อนและเล่ห์เพทุบาย
มิคายามวิกาล
เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 19
กรงขังทองคำ
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!