"เจ้ากล้าสาบานต่อหน้าหัตถ์สวรรค์หรือไม่... ว่ากลิ่นกำยาน 'เมฆาคล้อย' กลิ่นนี้ มิใช่สิ่งที่เจ้ากำซาบลงในผ้าเช็ดหน้าของฝ่าบาทด้วยตัวเจ้าเอง?"
น้ำเสียงของมเหสีเหวินซูเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยคมมีดที่กรีดลึกลงบนความเงียบงันภายในตำหนักบรรทม หลิวมู่เหยียนนิ่งงัน นางจ้องมองถุงหอมสีชาดที่วางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอม หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะเยือกเย็นกลับกระตุกวูบ รอยยิ้มที่มุมปากของมเหสีร้ายกาจดุจพิษงูที่พร้อมจะฉกกัดในเสี้ยววินาทีที่เหยื่อเผลอไผล
"หม่อมฉันเพียงแค่ปรารถนาจะให้ฝ่าบาททรงบรรทมหลับสบายขึ้นในยามที่พระองค์ทรงงานหนักหนาสาหัส หม่อมฉันมิอาจทราบได้เลยเพคะ ว่าความหวังดีจะกลายเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการชีวิตตัวเองเช่นนี้" มู่เหยียนตอบกลับด้วยสุ้มเสียงราบเรียบ ดวงตาคู่สวยดุจกวางตื่นสบประสานกับนัยน์ตาอำมหิตของมเหสีอย่างไม่มีท่าทีเกรงกลัว
"หวังดี?" มเหสีเหวินซูหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะลุกขึ้นเดินวนรอบตัวมู่เหยียน กลิ่นน้ำอบดอกมะลิที่อบอวลอยู่รอบกายมเหสีกลับทำให้มู่เหยียนรู้สึกคลื่นเหียน "ในกฎมณเฑียรบาล การใช้เครื่องหอมที่มีส่วนผสมของ 'รากสังสารวัฏ' เพื่อเหนี่ยวรั้งพระทัยจักรพรรดิ... โทษนั้นรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตนะมู่เหยียน เจ้าคิดว่าฝ่าบาทจะยังทรงโปรดปรานสตรีที่ทำตัวเป็นนางมารร้ายคอยชักใยจิตใจพระองค์เช่นนี้อยู่หรือ?"
มู่เหยียนไม่ได้ตอบโต้ หากแต่นึกย้อนไปถึงค่ำคืนที่ผ่านมา รสสัมผัสที่ร้อนแรงและดุดันของอี้หลงยังคงประทับตราตรึงบนผิวเนื้อของนาง กลิ่นกายของจักรพรรดิที่อบอวลด้วยความปรารถนาและไออุ่นจากบุรุษเพศ... หากนี่คือกับดักที่นางถูกวางไว้ให้เดินเข้าไป ยิ่งดิ้นรนเท่าใด ก็ยิ่งรัดตัวแน่นหนาขึ้นเท่านั้น
"พระมเหสี... หากหม่อมฉันเป็นผู้บงการจริง เหตุใดหม่อมฉันถึงต้องทิ้งหลักฐานชิ้นนี้ไว้ในที่ที่ใครก็สามารถพบเห็นได้ง่ายดายเช่นนี้เพคะ? หรือนี่จะเป็นเพียงกลวิธีของใครบางคนที่ต้องการกำจัด 'เสี้ยนหนาม' ในวังหลังให้พ้นทางไป" มู่เหยียนเอ่ยเน้นย้ำ สายตาของนางปะทะเข้ากับสายตาของขันทีคนสนิทของมเหสีที่ยืนอยู่มุมมืด ความตื่นตระหนกที่แวบผ่านเข้ามาเพียงครู่เดียวนั้นไม่รอดพ้นสายตาของนางไปได้
บรรยากาศภายในตำหนักเริ่มบีบคั้น รัศมีอำนาจของมเหสีเหวินซูแผ่ขยายปกคลุมจนแทบหายใจไม่ออก ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของรองเท้าบูทหุ้มด้วยหนังมังกรก็ดังสะท้อนก้องมาจากโถงทางเดิน ร่างสูงใหญ่ในฉลองพระองค์สีดำสนิทของจักรพรรดิอี้หลงก้าวเข้ามา สายพระเนตรดุดันกวาดมองสตรีทั้งสองที่ยืนเผชิญหน้ากันด้วยความเย็นชา
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น... ถึงขั้นต้องมาเปิดอกคุยกันในตำหนักของข้า?" สุรเสียงทรงอำนาจทำเอาขันทีและนางกำนัลรอบด้านก้มกราบแทบพื้น
มเหสีเหวินซูรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นความอ่อนหวานทว่าแฝงความนัย "ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่ตรวจสอบพบสิ่งผิดปกติในตำหนักของสนมมู่เหยียน... กลิ่นเมฆาคล้อยที่ผสมรากสังสารวัฏ เป็นสิ่งต้องห้ามที่สตรีในวังหลังไม่อาจครอบครอง หม่อมฉันเกรงว่า... หากปล่อยไว้ จะเป็นภัยต่อพระพลานามัยของพระองค์เพคะ"
อี้หลงหยุดยืนตรงหน้ามู่เหยียน พระหัตถ์หนาคว้าคางมนของนางขึ้นมาอย่างแรงจนใบหน้างามแหงนเงยขึ้น สบตากับดวงตาที่ราวกับหลุมดำไร้ก้นบึ้งของจักรพรรดิ มู่เหยียนพยายามสะกดกลั้นความสั่นไหวในใจ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความโกรธเกรี้ยวที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความนิ่งเฉย
"จริงหรือ... มู่เหยียน?" อี้หลงเค้นเสียงถาม รอยยิ้มที่มุมปากช่างเย็นเยียบจนหัวใจของมู่เหยียนแทบหยุดเต้น
ก่อนที่นางจะทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ขันทีคนสนิทข้างกายฮ่องเต้ก็รีบก้าวเข้ามาคุกเข่า ทูลรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่ที่อุทยานหลวง... มีการพบหุ่นฟางฝังเข็มเขียนชื่อของพระองค์และชื่อของพระมเหสี ถูกขุดพบใต้ต้นไม้ที่สนมมู่เหยียนเพิ่งจะไปเดินเล่นเมื่อช่วงสายเพคะ!"
มู่เหยียนชะงักกึก ความเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วร่าง นี่มิใช่เพียงการใส่ร้ายเรื่องเสน่ห์ แต่นี่คือการโยนข้อหา 'กบฏและคุณไสย' ที่มีโทษถึงขั้นประหารทั้งตระกูล! อี้หลงปล่อยมือจากคางของนางอย่างแรงจนมู่เหยียนเซไปด้านหลัง สายพระเนตรของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความพิโรธที่มิอาจสะกดกลั้น
มเหสีเหวินซูแสร้งทำเป็นตกใจพลางปิดปากร้องอุทาน ทว่าแววตาที่จ้องมองมายังมู่เหยียนกลับเต็มไปด้วยชัยชนะอันโหดเหี้ยม อี้หลงหันกลับมามองนางอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้มองด้วยสายตาของบุรุษที่หลงใหลในกามารมณ์ แต่มองด้วยสายตาของนักล่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้ตายคาเท้า
"คุมตัวนางไปขังไว้ที่คุกหลวง... ห้ามผู้ใดเข้าเยี่ยมโดยเด็ดขาด จนกว่าข้าจะสอบสวนเรื่องนี้ด้วยตัวเอง"
ขณะที่ทหารองครักษ์กรูกันเข้ามาล้อมตัวนางไว้ มู่เหยียนสังเกตเห็นรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของมเหสี ก่อนที่นางจะก้มลงกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคนว่า "บนเตียงหงส์ที่เจ้าเคยปีนขึ้นไป... คืนนี้คงเหลือเพียงเลือดของเจ้าที่หยดลงมาแทนน้ำค้างแล้วล่ะ"
มู่เหยียนถูกลากตัวออกไปท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืน แต่ทว่าในขณะที่ประตูกรงขังกำลังจะปิดลง มือของใครบางคนกลับเอื้อมมาฉุดกระชากนางไว้ในมุมมืดของกำแพงคุก ความอบอุ่นที่คุ้นเคยพร้อมกับเสียงกระซิบที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกรุนแรงยิ่งกว่าความตายตรงหน้า
"หากเจ้าอยากรอด... จงทำตามที่ข้าบอกในคืนนี้เท่านั้น"
มิคายามวิกาลหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับจุดเริ่มต้นของมรสุมในครั้งนี้นะคะ
เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 13
กับดักของมเหสี
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!