“เจ้าจะยอมให้ข้าเหยียบย่ำลงบนกองซากศพของตระกูลจาง หรือจะให้ข้าเหยียบย่ำเจ้าไปพร้อมกับพวกมันกันแน่... มู่เหยียน?”
เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในยามค่ำคืนดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันภายในตำหนักบรรทมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานมัสก์ราคาแพง จักรพรรดิอี้หลงมิได้หันมามองนาง สายพระเนตรของเขาจับจ้องอยู่เพียงเปลวเทียนที่ไหวระริกบนเชิงทองคำสลักลวดลายมังกรเหินเวหา พระหัตถ์หนาหมุนจอกสุราหยกในมือไปมาอย่างแช่มช้า
หลี่มู่เหยียนนั่งนิ่งอยู่บนแท่นบรรทมที่ปูด้วยผ้าแพรไหมสีแดงฉาน ความเย็นเยียบจากปลายเท้าค่อยๆ คืบคลานขึ้นมาจับหัวใจ นางไม่ได้ตอบรับในทันที หากแต่เลือกที่จะขยับกายเปลือยเปล่าภายใต้ชุดคลุมผ้าไหมบางเบาเข้าไปใกล้พระองค์ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของนางซ่อนความนัยที่อ่านยาก ทว่าดวงตากลับสะท้อนเงาของเปลวไฟที่กำลังลุกโชนเช่นเดียวกับความทะเยอทะยานในใจ
“หมากบนกระดานที่ฝ่าบาททรงกำไว้นั้น... ดูท่าจะเริ่มส่งกลิ่นคาวเลือดเสียแล้วกระมังเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วหวาน แต่แฝงด้วยความคมกริบของคมมีด ก่อนจะเอื้อมมือเรียวขาวไปแตะลงบนไหล่กว้างของจักรพรรดิเบาๆ “จดหมายที่ข้าได้รับมาเมื่อครู่นี้ มิใช่แค่คำขู่จากตระกูลจางหรอกนะเพคะ แต่มันคือคำสารภาพ... ว่าอำนาจที่พวกเขาภาคภูมิใจนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงโซ่ตรวนที่พระองค์ทรงล่ามไว้รอวันกระชากให้ขาด”
อี้หลงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ความปรานีนั้นดังก้องไปทั่วตำหนัก เขาตวัดร่างของนางเข้ามาในอ้อมกอดอย่างแรงจนมู่เหยียนแทบสิ้นลมหายใจ สัมผัสจากฝ่ามือที่กร้านจากการจับดาบและกุมอำนาจลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียดอย่างถือสิทธิ์
“เจ้าช่างกล้าหาญนักที่เอาเรื่องนี้มาต่อรองกับข้า” เขาโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับซอกคอหอมกรุ่น “เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังเล่นสนุกกับสิ่งใดอยู่รู้หรือไม่ ตระกูลจางหนุนหลังกรมคลัง อำนาจในมือพวกเขาคือรากฐานของแผ่นดิน หากข้าถอนรากถอนโคนพวกเขาคืนนี้ ความวุ่นวายย่อมตามมา... เจ้าพร้อมจะรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตัวเจ้าแล้วหรือยัง?”
“หม่อมฉันไม่เคยหวังความสงบสุขนับตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้าสู่วังหลังแห่งนี้แล้วเพคะ” มู่เหยียนตอบ สายตาของนางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ราวกับหลุมดำของจักรพรรดิ “หม่อมฉันต้องการเพียงอย่างเดียว... คือการได้เห็นผู้ที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของครอบครัวข้า ต้องคุกเข่าลงต่อหน้าข้า และหากพระองค์ทรงกริ่งเกรงเรื่องความวุ่นวาย หม่อมฉันก็พร้อมจะเป็น 'ดาบ' เล่มนั้นให้พระองค์เอง”
มือเรียวของมู่เหยียนหยิบจดหมายที่ยับยู่ยี่ออกมาจากแขนเสื้อ มันคือหลักฐานการทุจริตและการสมคบคิดกับข้าศึกที่ขุนนางตระกูลจางพยายามปกปิดมานานปี นางไม่ได้มอบมันให้เขาในทันที หากแต่ใช้นิ้วเรียวกรีดไปตามรอยพับของกระดาษช้าๆ ยั่วเย้าให้อีกฝ่ายร้อนรน
“พระองค์ตรัสว่าหมากไม่เคยอยู่บนกระดาน... เช่นนั้นแล้ว หมากตัวนี้ก็ขออาสาเป็นผู้ขยับกระดานเองก็แล้วกันนะเพคะ”
อี้หลงจ้องมองจดหมายในมือนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความกระหายในกามารมณ์ กลายเป็นความสนใจในตัวตนของนางที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม เขาบดจูบลงบนริมฝีปากของนางอย่างดุดัน รุนแรง และเต็มไปด้วยความกระหายที่ต้องการจะครอบครองทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของนางให้ราบคาบ ราวกับต้องการตอกย้ำว่า ต่อให้ฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด นางก็ยังเป็นเพียงสตรีที่อยู่ใต้ร่างของเขา
“หากเจ้าจะเล่นเกมนี้ เจ้าต้องรู้วิธีการใช้มันให้คุ้มค่า” อี้หลงกระซิบข้างหูขณะที่มือเริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายของนางออก “พรุ่งนี้เช้า ข้าจะเปิดงานเลี้ยงรับรองทูตต่างเมือง เจ้าจงนำจดหมายนี้ไปวางไว้บนโต๊ะเสวยของหัวหน้าตระกูลจางต่อหน้าธารกำนัลทุกคน... ทำให้ความอัปยศของพวกมันกลายเป็นเรื่องที่ทั่วทั้งเมืองหลวงต้องจดจำ”
มู่เหยียนรับฟังคำสั่งด้วยหัวใจที่เต้นรัว นี่มิใช่เพียงการทำลายตระกูลจาง แต่มันคือการทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาป่นปี้จนไม่เหลือซาก นี่คือบทลงโทษที่สาสมที่สุดสำหรับผู้ที่ริอ่านทรยศต่อราชบัลลังก์และครอบครัวของนาง
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยคำรับคำสั่ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของขันทีคนสนิทก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับน้ำเสียงสั่นเครือที่ทำลายบรรยากาศอันร้อนแรงจนสิ้น
“ฝ่าบาท... พ่ะย่ะค่ะ... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... ใต้เท้าจางนำกองกำลังทหารรักษาการณ์ล้อมรอบพระราชวังเอาไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ... พวกเขาอ้างว่าได้รับจดหมาย... ว่าพระองค์กำลังจะกักขังพวกเขา!”
มู่เหยียนชะงักไป ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ นี่คือแผนที่วางไว้ล่วงหน้า หรือเป็นความบังเอิญที่ซ้อนทับกันแน่? ในขณะที่นางกำลังจะหันไปถามความจริงจากชายที่โอบกอดนางอยู่ อี้หลงกลับคลี่ยิ้มออกมาอย่างเย็นชา เขาหยิบจดหมายฉบับนั้นจากมือนางไปแล้วเผามันกับเปลวเทียนตรงหน้าทันที
“ดูเหมือนว่าหมากในกระดานตัวนี้... จะเริ่มดิ้นรนแรงเกินไปเสียแล้วกระมัง?” เขากระซิบพลางหันไปหยิบดาบทองคำที่วางอยู่ข้างเตียง “มู่เหยียน... ตอนนี้แหละ ที่เจ้าจะได้เห็นว่าสิ่งที่ข้ากำไว้นั้น... มิใช่เพียงแค่กระดานหมาก... แต่เป็นชีวิตของเจ้าและทุกคนที่เกี่ยวข้อง!”
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงโลหะกระทบกันที่ดังก้องมาจากภายนอกกำแพงวัง เงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่หลังม่านบังตาค่อยๆ ก้าวออกมา... มันคือบุคคลที่มู่เหยียนคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ครอบครัวนางล่มสลาย
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในวังหลังอันเร่าร้อนและเต็มไปด้วยกลยุทธ์แห่งกามารมณ์กับมิคายามวิกาลนะคะ
เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 36
จดหมายปริศนา
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!