“ท่านพี่... หากจะสังหารข้า เหตุใดต้องเป็นคืนที่จันทร์เต็มดวงเช่นนี้ด้วยเล่า”
เสียงของหลี่มู่เหยียนนิ่งเรียบ ทว่าทุกคำกลับบาดลึกดุจคมมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันภายในตำหนักบรรทม นางมิได้ขยับกายหนีจากสัมผัสของคมกระบี่ที่พาดอยู่เหนือลำคอระหง ดวงตาหงส์คู่สวยที่เคยฉายแววอ่อนโยนยามทอดมอง ‘เฟยเทียน’ บุรุษผู้เป็นดั่งพี่ชายร่วมสาบาน บัดนี้กลับว่างเปล่าราวกับหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง
เฟยเทียนชะงักไปเล็กน้อย แววตาของเขาไหววูบราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพัดแรง “เจ้าไม่ควรฉลาดเกินไป มู่เหยียน... หากเจ้าทำเพียงเป็นสนมที่ว่างเปล่า วันนี้ข้าคงไม่ต้องมาที่นี่”
“ความฉลาดคือโทษทัณฑ์ หรือเป็นเพียงข้ออ้างของคนที่กำลังจะทรยศกันแน่คะ?” มู่เหยียนแค่นยิ้มที่มุมปาก มือเรียวบางค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปแตะที่ปลายคมดาบอย่างเชื่องช้า ความร้อนรุ่มในกายที่เคยได้รับจากหยาดเหงื่อและไออุ่นของจักรพรรดิอี้หลงเมื่อครู่ยังมิได้จางหาย แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบของเหล็กกล้าที่แตะอยู่บนผิวหนัง “ในวังหลวงแห่งนี้ ทุกคนล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย แต่ข้าไม่เคยคิดเลยว่าราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความไว้วางใจ จะเป็นชีวิตของข้าเอง”
จักรพรรดิอี้หลงมิได้ปรากฏกายในห้อง แต่เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่หยุดอยู่หลังม่านบังตาทำให้นางรู้ว่าพระองค์กำลังทอดพระเนตรการแสดงละครฉากนี้อยู่ด้วยความสำราญพระทัย พระองค์มิได้มาเพื่อช่วยนาง แต่มาเพื่อรอดูว่า ‘หมาก’ ตัวนี้จะดิ้นรนอย่างไรเมื่อถูกต้อนเข้ามุม
“เจ้าเป็นหมากที่งดงามเกินไป มู่เหยียน” เฟยเทียนกระซิบ เสียงนั้นสั่นพร่าด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากแห่งภารกิจ “ข้าถูกบีบให้เลือก ระหว่างความภักดีต่อสายเลือดที่หลั่งไหลในกาย หรือความซื่อสัตย์ต่อสตรีผู้หนึ่งที่ข้า... มิอาจเอื้อม”
“หากท่านมิอาจเอื้อม ก็จงถอยไป” มู่เหยียนออกแรงดันคมกระบี่ให้บาดลงบนผิวเนื้อเล็กน้อยจนหยดเลือดสีแดงสดซึมออกมาเปรอะเปื้อนอาภรณ์ผ้าแพรเนื้อดี นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเฟยเทียนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและเสน่ห์ล่อลวง “ท่านคิดว่าการฆ่าข้าจะทำให้ท่านหลุดพ้นจากกรงทองนี้ได้หรือ? ดูนั่นสิ...”
นางบุ้ยปากไปยังเงาตะคุ่มที่ขยับเขยื้อนอยู่หลังม่านอิง “ฝ่าบาททรงรอดูอยู่... หากท่านลงมือ ท่านก็เป็นเพียงเครื่องมือที่หมดประโยชน์ หากท่านวางกระบี่ ท่านก็คือศัตรูของคนที่ถืออำนาจเหนือชีวิตท่าน”
เฟยเทียนขบกรามแน่น สันกรามคมสันขึ้นรอยชัดเจน ความลังเลในสายตาทำให้นางรู้ว่านางยังมีช่องว่างให้แทรกตัวเข้าไปได้ ‘ความหวาดระแวง’ ที่มู่เหยียนเพาะบ่มไว้ในใจมิใช่เพียงแค่ต่อเฟยเทียน แต่นางกำลังสงสัยในทุกสรรพสิ่ง ทุกผู้คนรอบตัว... แม้กระทั่งกลิ่นหอมของกำยานในห้องนี้ที่ดูแปลกไปกว่าทุกค่ำคืน
บรรยากาศในตำหนักเริ่มอบอวลด้วยความกดดัน อี้หลงก้าวพ้นม่านออกมา แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบหน้าที่เรียบเฉยทว่าแฝงไปด้วยไอสังหาร พระองค์ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงแค่กวาดสายตามองทั้งสองคนราวกับมองดูมดปลวกที่กำลังต่อสู้กันเพื่อเศษอาหาร
“เฟยเทียน... ความเมตตาเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับสุนัขรับใช้” สุรเสียงกังวานของจักรพรรดิดังขึ้น ทำลายความเงียบจนเฟยเทียนต้องคุกเข่าลงทันที “ถ้าเจ้าไม่ลงมือเอง ข้าจะเป็นผู้พิพากษาโทษทัณฑ์ความลังเลของเจ้าแทน”
มู่เหยียนหันไปมองอี้หลง สายตาของนางไม่ได้มีความหวาดกลัวอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ฝ่าบาทเพคะ... ความหวาดระแวงของพระองค์ ช่างลึกซึ้งยิ่งนัก พระองค์มิได้สงสัยในตัวข้า แต่พระองค์กำลังสงสัยว่า ‘พี่ชาย’ ของข้าผู้นี้ จะกล้าทรยศต่อพระองค์หรือไม่... และในเมื่อเขาไม่กล้า พระองค์จึงต้องการให้ข้าเป็นผู้ลงมือกับเขา เพื่อให้เขาดับสูญไปพร้อมกับความลับที่ข้าถือครอง”
ความจริงถูกกระชากออกมาจนหมดเปลือก อี้หลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบดุจพยัคฆ์ทอประกายพึงพอใจ “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว มู่เหยียน ข้าเพียงแค่อยากเห็น... ว่าสตรีที่ข้าปรารถนา จะมีความเด็ดขาดเพียงใดในการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด”
อี้หลงโยนกริชทองคำเล่มหนึ่งลงบนพื้นต่อหน้ามู่เหยียน เสียงกระทบพื้นดังกังวานก้องตำหนัก “เลือกเอา... เจ้าจะแทงเขาด้วยมือตนเอง หรือจะให้ข้าสั่งประหารทั้งเจ้าและเขาในค่ำคืนนี้”
ความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันหนักอึ้งกว่าครั้งใด มู่เหยียนมองกริชเล่มนั้นสลับกับใบหน้าที่ซีดเผือดของเฟยเทียน ในหัวของนางไม่ได้มีความเห็นใจอีกต่อไป มีเพียงเสียงกระซิบของความอยู่รอดที่ดังขึ้นซ้ำๆ
นางก้มลงหยิบกริชขึ้นมาด้วยมือที่มั่นคง ความหวาดระแวงในใจมอดดับลงแทนที่ด้วยความเย็นชาที่เด็ดขาด เฟยเทียนหลับตาลงเตรียมรับชะตากรรม ทว่าในวินาทีที่นางเงื้อกริชขึ้น... แสงไฟในตำหนักกลับดับวูบลงพร้อมกันทุกดวง!
ท่ามกลางความมืดมิดที่เข้าปกคลุม สัมผัสเย็นเยียบของปลายมีดอีกเล่มหนึ่งกลับจ่ออยู่ที่ลำคอของมู่เหยียนแทน! พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่พุ่งเข้าสู่โสตประสาทของนางในความมืด:
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นหมากเพียงตัวเดียวที่ถือโอกาสอยู่หรือ... มู่เหยียน? หมากที่แท้จริงไม่เคยอยู่บนกระดานหรอกนะ... แต่เขาคือผู้ที่กำกระดานนั้นไว้นานแล้ว”
มิคายามวิกาลขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางเข้าสู่เงาจันทร์แห่งความลวงนี้ไปพร้อมกับข้านะคะ
เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 35
ความหวาดระแวงที่ก่อตัว
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!