เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 9

เล่ห์อุบายของพระพันปี

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
“เจ้าคิดหรือว่าตำแหน่งสนมเอกที่ฝ่าบาทประทานให้ จะเป็นเกราะคุ้มกันเจ้าได้ตลอดไป... หลี่มู่เหยียน?” เสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจของพระพันปีดังก้องอยู่ในตำหนักเย็นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปกำยานราคาแพง มู่เหยียนยืนนิ่งดุจรูปสลัก ทว่าฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อชุดผ้าไหมปักลายหงส์กลับกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเย็นเยียบจากพื้นหินอ่อนแทรกซึมผ่านรองเท้าผ้าไหมขึ้นมาถึงกระดูกสันหลัง มู่เหยียนค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับสตรีสูงศักดิ์ผู้กุมชะตาชีวิตคนทั้งวังหลัง สายตาของพระพันปีมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยว หากทว่าว่างเปล่าและนิ่งสนิทดุจก้นบึ้งของมหาสมุทรที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง “หม่อมฉันไม่เคยคิดเช่นนั้นเพคะ” มู่เหยียนเอ่ยเสียงเรียบ แม้ในใจจะตระหนักดีว่าตนกำลังเดินอยู่บนคมดาบ “หม่อมฉันเพียงแค่... ปฏิบัติหน้าที่ที่ฝ่าบาทมอบหมายให้สุดกำลัง” “หน้าที่?” พระพันปีแค่นหัวเราะ ก่อนจะวางถ้วยชาหยกในมือลงบนโต๊ะไม้จันทน์ดัง *เคร้ง* “หน้าที่ของสนมเอกคือการถวายตัวและให้กำเนิดรัชทายาท มิใช่การแทรกแซงราชกิจ หรือแม้แต่การรวบรวมรายชื่อขุนนางที่คดโกงเข้าทูลเกล้าฯ ต่อฝ่าบาท เจ้ากำลังเล่นเกมที่เกินตัวนัก” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มู่เหยียนรับรู้ได้ทันทีว่าข่าวเรื่องที่นางแอบสืบประวัติการทุจริตของสกุลจ้าวรั่วไหลไปถึงหูคนผู้นี้แล้ว นางพลาดไป... ความมั่นใจในกลยุทธ์ที่ใช้นำทางอี้หลงกลับกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง “หม่อมฉันเพียงอยากให้แผ่นดินสงบสุขเพคะ” มู่เหยียนตอบ สายตายังคงมั่นคง แม้เหงื่อเย็นจะเริ่มซึมตามไรผม “สงบสุขหรือ?” พระพันปีลุกขึ้นยืน ชายผ้าห่มยาวลากไปบนพื้นส่งเสียงเสียดสีอย่างน่าขนลุก นางก้าวเข้ามาใกล้จนมู่เหยียนได้กลิ่นอายของอำนาจที่เปื้อนเลือด “ในวังหลังนี้ไม่มีคำว่าสงบ มีเพียงคำว่า 'ใครถือไพ่เหนือกว่า' และเจ้า... หลี่มู่เหยียน เจ้าคือไพ่ที่ฝ่าบาทใช้เพื่อหยั่งเชิงข้า แต่เจ้ากลับหลงระเริงคิดว่าตนเองคือนักพนัน” มือที่เหี่ยวย่นแต่แข็งแรงบีบคางมู่เหยียนให้เงยขึ้น บังคับให้สบตากับดวงตาที่ผ่านการเห็นความตายมานับไม่ถ้วน “คืนนี้ ฝ่าบาทจะเสด็จมาที่ตำหนักของเจ้าสินะ? น่าเสียดายที่คืนนี้... ข้าได้จัดเตรียม 'ของขวัญ' ชิ้นพิเศษไว้ให้เจ้าและเขาร่วมสนุกกันแล้ว” มู่เหยียนหัวใจกระตุกวูบ ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีพุ่งพล่านไปทั่วร่าง แต่ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยโต้ตอบ ประตูตำหนักก็ถูกผลักออกอย่างแรง เงาร่างสูงใหญ่ของอี้หลงก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและแววตาที่อ่านไม่ออก “เสด็จแม่...” เสียงของจักรพรรดิเย็นเยียบ “ดูเหมือนว่าเราจะมาขัดจังหวะการสนทนาที่น่าสนใจเข้าแล้วกระมัง?” อี้หลงเดินตรงมาหามู่เหยียนก่อนจะโอบเอวนางเข้าหาตัว สัมผัสจากฝ่ามือที่ร้อนรุ่มชวนให้มู่เหยียนขนลุกซู่ ทั้งจากความหวาดหวั่นในเล่ห์กลของพระพันปี และความปรารถนาที่มักจะถูกกระตุ้นขึ้นมาทุกครั้งเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษผู้นี้ “เพียงแค่มาอบรมสนมคนโปรดของฝ่าบาทนิดหน่อยเท่านั้นเพคะ” พระพันปีแย้มยิ้ม แต่ดวงตามิได้ยิ้มตาม “เห็นทีฝ่าบาทคงต้องระวังพระองค์ให้ดี... เพราะสิ่งที่เจ้าเด็กคนนี้ทำ อาจไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการวังหลัง แต่มันคือการเขย่าบัลลังก์ที่บรรพบุรุษสร้างมา” อี้หลงเลิกคิ้วขึ้น สายตาคมกริบเหลือบมองมู่เหยียนที่อยู่ในอ้อมกอด สัมผัสที่บีบกระชับเอวนางแน่นขึ้นคล้ายเป็นการเตือน “หากนางจะเขย่าบัลลังก์ ข้าก็พร้อมจะเป็นฐานรองรับ... เสด็จแม่ไม่ต้องกังวลไปหรอกพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อพระพันปีเดินจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ทิ้งปมปริศนาไว้เบื้องหลัง ตำหนักก็เหลือเพียงความเงียบงันที่อบอ้าว อี้หลงดันมู่เหยียนจนแผ่นหลังชิดกับเสาตำหนัก ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดซอกคอจนร่างบางสั่นสะท้าน “เจ้าไปทำอะไรให้ท่านแม่ข้าไม่พอใจ?” อี้หลงกระซิบ น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยตัณหาที่เริ่มก่อตัว “รู้หรือไม่... ว่าทุกครั้งที่ข้าต้องมาเก็บกวาดปัญหาให้เจ้า ข้าต้องการ 'ค่าตอบแทน' ที่สาสมเพียงใด” มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามแนวสันหลัง กระดุมเสื้อตัวนอกถูกปลดออกอย่างชำนาญ มู่เหยียนกัดริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่านี่คือกับดักที่พระพันปีวางไว้... หากนางเผลอไผลไปกับอี้หลงในค่ำคืนนี้ บางสิ่งที่เลวร้ายกว่าความตายอาจกำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า “ฝ่าบาท... อย่าเพิ่งเพคะ...” มู่เหยียนพยายามผลักไส ทว่าอี้หลงกลับรวบข้อมือนางไว้เหนือหัว แล้วประทับจูบลงบนลำคออย่างหนักหน่วงจนนางครางอือในลำคอ ทันใดนั้น เสียงขลุ่ยแว่วหวานดังขึ้นจากภายนอกตำหนัก เป็นทำนองเพลงที่คุ้นหูแต่แฝงด้วยกลิ่นอายของยาพิษมึนเมา อี้หลงชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยตัณหาเริ่มพร่าเลือนลงทันตาเห็น เขาผละออกจากตัวมู่เหยียนแล้วกุมขมับ ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งโงนเงนไปมา “ฝ่าบาท! เกิดอะไรขึ้นเพคะ!” มู่เหยียนรีบประคองอี้หลงไว้ แต่เมื่อแตะตัวเขา นางกลับสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ อี้หลงจ้องมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันมิใช่ความปรารถนาอีกต่อไป แต่เป็นความอาฆาตมาดร้ายที่ดูคล้ายคนสติหลุด เขาคว้าคอเสื้อของมู่เหยียนไว้แน่นจนนางหายใจไม่ออก “เจ้า...” อี้หลงเค้นเสียง “เจ้าวางยาข้า... เจ้าเป็นสายลับของพวกมัน!” มู่เหยียนเบิกตากว้าง ความหวาดกลัวแล่นริ้วขึ้นสู่สมอง นางไม่ได้ทำ! ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูตำหนักก็ถูกพังเข้ามาโดยองครักษ์หลวงและเหล่านางกำนัล พร้อมกับเสียงของพระพันปีที่ตะโกนก้องมาจากเบื้องหลัง “จับตัวสนมหลี่ไว้! นางวางยาปลงพระชนม์ฝ่าบาท!” มู่เหยียนตกตะลึงจนไร้ทางหนี ในขณะที่อี้หลงเริ่มเสียสติจากฤทธิ์ยาที่อาจผสมอยู่ในกลิ่นกำยานที่พระพันปีเป็นคนเลือกให้เองแต่แรก นางถูกรุมล้อมด้วยคมดาบขององครักษ์ และในวินาทีที่วิกฤตที่สุดนั้นเอง มือหนึ่งที่สวมแหวนหยกสีเลือดก็ยื่นเข้ามาคว้าแขนนางจากมุมมืดหลังฉากกั้นห้อง พร้อมกับเสียงกระซิบที่นางไม่เคยคาดคิด “อยากรอดไปจากที่นี่... ก็ตามข้ามา!” มิคายามวิกาลหวังว่าทุกท่านจะยังคงดื่มด่ำไปกับรสชาติแห่งความลุ่มหลงในบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%