"เจ้ากล้าดีอย่างไร... ถึงได้ถือวิสาสะเปลี่ยนตารางเครื่องเสวยของวังหลังโดยไม่ผ่านกงกงประจำตำหนัก!"
เสียงตวาดกร้าวของสนมเอกกุ้ยเฟยดังก้องไปทั่วโถงตำหนักเมฆาคล้อย นางปาถ้วยน้ำชาหยกชั้นดีลงพื้นจนแตกกระจาย เศษกระเบื้องคมกริบบาดเฉี่ยวผ่านแก้มของนางกำนัลผู้โชคร้ายจนเลือดซึมออกมา ทว่าหลี่มู่เหยียนกลับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม มือเรียวบางจรดพู่กันเขียนบัญชีรายจ่ายของวังหลังอย่างใจเย็น ราวกับเสียงก่นด่าเหล่านั้นเป็นเพียงเสียงแมลงวันหึ่งๆ ที่น่ารำคาญ
มู่เหยียนวางพู่กันลงช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ดวงตาดอกท้อที่เคยอ่อนหวานบัดนี้เรียบเฉยจนน่าสะพรึงกลัว นางคลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
"กุ้ยเฟย... การคุมอำนาจวังหลังไม่ใช่เรื่องของการ 'ถือวิสาสะ' แต่เป็นเรื่องของการ 'จัดระเบียบ' ค่ะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วห้อง "ในเมื่อฝ่าบาททรงมอบตราประทับนี้ให้หม่อมฉันดูแล ก็หมายความว่าทุกอย่างที่ผ่านเข้าออกประตูตำหนัก ต้องผ่านการคัดกรองจากสายตาของหม่อมฉัน... ไม่ใช่ความพอใจของใครบางคน"
"เจ้า!" กุ้ยเฟยหน้าแดงก่ำ ก้าวเท้าจะพุ่งเข้ามาหมายจะตบสั่งสอน แต่ถูกสายตาคมกริบของมู่เหยียนตรึงเอาไว้
"จำไว้ว่าเลือดที่ไหลเวียนในกายท่าน ยังต้องพึ่งพาสเบียงจากคลังที่ข้าดูแล หากท่านยังใช้ถ้อยคำต่ำช้าเช่นนี้อีก... พรุ่งนี้เช้า อย่าว่าแต่เครื่องเสวยชั้นเลิศเลย แม้แต่น้ำล้างหน้าท่านก็อาจจะไม่ได้เห็น"
มู่เหยียนลุกขึ้นยืน ร่างอรชรในชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าเย้ายวน สายตาที่นางมองสนมเอกมิใช่สายตาของสตรีผู้ต่ำต้อย แต่เป็นสายตาของพญาหงส์ที่กำลังสยายปีกปกคลุมเหนือวังหลังทั้งหมด กุ้ยเฟยได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความแค้นเคืองก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างเสียไม่ได้
ทว่าเมื่อประตูปิดลง มู่เหยียนกลับถอนหายใจยาว นางทิ้งตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง การกดดันเหล่าสนมที่มากบารมีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นางไม่มีทางเลือก... ในวังหลวงแห่งนี้ หากไม่เป็นผู้ล่า ก็ต้องเป็นผู้ถูกล่า
ตกดึกยามวิกาล... กลิ่นกำยานดอกเหมยอบอวลไปทั่วห้องบรรทมส่วนพระองค์ อี้หลงก้าวเข้ามาในชุดคลุมสีดำสนิท ดวงตาคมปลาบดุจพยัคฆ์จ้องมองร่างบางที่นั่งอยู่หน้ากระจกเงา เขาเดินเข้าไปใกล้ มือหนาสัมผัสที่ต้นคอระหง ลากไล้ผ่านผิวเนียนนุ่มจนมู่เหยียนสะท้านไปทั้งกาย
"วันนี้เจ้าจัดการเหล่าสตรีพวกนั้นได้อย่างงดงามนัก มู่เหยียน..." เสียงทุ้มต่ำพร่ามัวกระซิบข้างใบหู "เจ้าเริ่มเรียนรู้แล้วสินะว่าอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปาก แต่อยู่ที่การบีบคั้นจุดตาย"
มู่เหยียนหลับตาลง ปล่อยให้สัมผัสร้อนแรงของชายผู้เป็นทั้งคนรักและศัตรูแทรกซึมเข้าสู่ผิวเนื้อ "หม่อมฉันเพียงแค่ทำตามสิ่งที่ฝ่าบาทปรารถนา... หวังเพียงให้วังหลังสงบสุข ภายใต้เงื้อมมือของหม่อมฉัน"
"สงบสุขหรือ...?" อี้หลงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะรวบตัวนางขึ้นมาวางบนโต๊ะไม้จันทน์หอม มือหนึ่งจับยึดสะโพกมนแน่น อีกมือหนึ่งเชยคางนางให้สบตา "ข้าไม่ต้องการความสงบ... ข้าต้องการไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้า เจ้าคือไฟดวงนั้น มู่เหยียน"
เขาประกบจูบลงมาอย่างเร่าร้อน ดุดัน ราวกับจะสูบเอาลมหายใจนางไปจนหมดสิ้น มู่เหยียนตอบรับสัมผัสนั้นอย่างไม่ยอมแพ้ มือบางขยุ้มกลุ่มผมของจักรพรรดิเอาไว้แน่น ในห้วงอารมณ์ที่สับสนปนเป นางรู้ดีว่านี่คือเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต แต่นางก็ถอยหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาหยุดที่หน้าห้องบรรทมอย่างรีบร้อน ขันทีคนสนิทตะโกนผ่านบานประตูเข้ามาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ฝ่าบาท! พะย่ะค่ะ... กองทัพชายแดนเหนือส่งจดหมายด่วนมาถึงมือกงกงแล้ว... มีรายงานว่า 'คนผู้นั้น' ที่ท่านตามหามาตลอด ได้รับการปล่อยตัวจากคุกหลวงและกำลังมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองหลวงแล้วพะย่ะค่ะ!"
ร่างของอี้หลงชะงักกึกทันที ดวงตาทรงอำนาจเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจที่ปิดไม่มิด มือที่เคยโอบรัดมู่เหยียนพลันคลายออกโดยอัตโนมัติ มู่เหยียนหอบหายใจถี่ สายตาของนางที่มองจักรพรรดิตรงหน้าเปลี่ยนไปจากความลุ่มหลงเป็นความหวาดระแวงอย่างถึงที่สุด
เพราะนางรู้ดี... ว่าชื่อของบุรุษที่เพิ่งได้รับอิสรภาพผู้นั้น คือคนเดียวที่จะทำให้แผนการทั้งหมดของนางพังทลายลงในพริบตาเดียว!
มิคายามวิกาลหวังว่าทุกท่านจะใจเต้นระทึกไปกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้ในตอนถัดไปนะคะ
เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 26
สนมผู้ทรงอิทธิพล
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์สิเน่หาพันธนาการหงส์: สุราเมามายใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!