กลิ่นซิการ์ราคาแพงจางๆ ผสมกับกลิ่นมัสก์เย็นเยือกของน้ำหอมผู้ชายลอยอบอวลอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวที่ปิดม่านสนิท บนโต๊ะไม้โอ๊คขนาดมหึมาไม่มีเอกสารใดๆ วางอยู่ นอกจากขวดเหล้าสีอำพันที่พร่องไปกว่าครึ่งและปืนพกกระบอกสีดำขลับที่ถูกวางทิ้งไว้อย่างไม่ใส่ใจ
คีรินนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ร่างกายกำยำเอนพิงพนักเงียบเชียบ ราวกับเสือดำที่กำลังบาดเจ็บในถ้ำมืด แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบเพียงใบหน้าครึ่งซีก เห็นสันกรามชัดเจนและดวงตาคมปลาบที่วูบไหวราวกับเปลวเทียนใกล้ดับ เขาไม่ได้เมา แต่แววตาของเขากำลังเปลือยเปล่า... เปลือยเปล่าจนดูน่าใจหาย
รินรดาที่เพิ่งก้าวเข้ามาเพื่อนำแฟ้มเอกสารมาวางให้ หยุดฝีเท้าลงโดยสัญชาตญาณ เธอไม่ได้ตั้งใจจะแอบมอง แต่ม่านตาสีน้ำตาลเข้มของเธอกลับจับจ้องไปที่แผ่นหลังกว้างนั้นอย่างไม่อาจละสายตา นี่ไม่ใช่คีริน มาเฟียจอมเผด็จการที่เธอกลัวเกรงในเวลากลางวัน หรือชายผู้เร่าร้อนในค่ำคืนแห่งตัณหา แต่เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าที่สั่นเทานิดๆ โดยไม่รู้ตัว
เขากำลังร้องไห้... ไม่ใช่ด้วยหยาดน้ำตา แต่มันคือความเหงาที่แผ่ออกมาจากรูขุมขน
"คิดจะมองนานแค่ไหน รินรดา?"
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้นโดยที่เขาไม่ได้หันมามอง รินรดาสะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นรัวด้วยความตกใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกหน่วงที่อกซ้าย
"ฉัน... ฉันแค่จะเอาเอกสารมาวางให้ค่ะ" เธอรีบแก้ตัวเสียงแผ่ว พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
คีรินลุกขึ้นช้าๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหาเธอเหมือนนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุม แสงไฟสลัวเปลี่ยนเงาของเขาให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ปะทะเข้าที่จมูกของเธอเมื่อเขาหยุดยืนห่างเพียงคืบ ฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านจากการจับปืนเชิดคางมนของเธอขึ้นให้สบตากับเขา
"ในแววตาเธอ... มันมีอะไรอยู่ข้างในนั้น?" เขาถาม ลมหายใจอุ่นๆ รดรินใบหน้าของเธอ "ความสมเพช? หรือว่าความอยากรู้อยากเห็น?"
"มันคือความสงสัยต่างหาก" รินรดาตอบกล้าๆ กลัวๆ เธอไม่ได้ถอยหนี แต่กลับขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผงอกของเขา "ทำไมคนที่มีทุกอย่าง... ถึงดูเหมือนคนที่ไม่เหลืออะไรเลยแบบนี้คะ?"
คีรินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูขมขื่นและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาคว้าข้อมือของเธอแล้วกดลงกับโต๊ะทำงานอย่างแรง แต่ไม่ใช่เพื่อทำร้าย หากแต่เป็นการตรึงร่างเธอไว้กับพื้นที่ส่วนตัวของเขา
"โลกของฉันมันไม่มีที่ว่างสำหรับความเห็นใจ" เขาโน้มตัวลงมาจนริมฝีปากแทบจะแตะกัน "รินรดา... เธอเป็นแค่ลูกหนี้ที่ต้องชดใช้ด้วยร่างกาย ไม่ใช่ผู้เยียวยาบาดแผลให้ฉัน อย่าได้พยายามมองเข้าไปลึกกว่าที่ฉันอนุญาต"
ทว่าการกระทำของเขากลับสวนทางกับคำพูด ฝ่ามือร้อนผ่าวของเขาลูบไล้ไปตามเส้นผมของเธออย่างเบามือ ความขัดแย้งในตัวเขาทำให้นางเอกสาวรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่สั่นประสาท เธอเอื้อมมือไปสัมผัสที่ข้างแก้มของเขา แตะต้องรอยแผลเป็นจางๆ ที่มุมปากเบาๆ ด้วยความอ่อนโยนที่เกินจะห้ามใจ
"ถ้าการเป็นลูกหนี้ทำให้ฉันมีสิทธิ์ได้เห็นความลับในแววตาของคุณ... ฉันยินดีที่จะเป็นให้คุณตลอดไป"
คำพูดนั้นราวกับจุดชนวนระเบิด คีรินครางต่ำในลำคอ แววตาที่เคยเย็นชาเปลี่ยนเป็นไฟปรารถนาที่แผดเผา เขาโฉบจูบริมฝีปากเธออย่างเร่าร้อน รุนแรงแต่แฝงไปด้วยความโหยหาที่อัดอั้นมานาน รินรดาตอบสนองเขาทุกจังหวะ แรงจูบที่ร้อนแรงราวกับจะกลืนกินเธอนั้นทำให้สติของเธอพร่าเลือน เขาอุ้มเธอขึ้นวางบนโต๊ะไม้กวาดทุกอย่างที่ขวางหน้าทิ้งลงพื้นโดยไม่เสียดาย
เสื้อผ้าของเธอถูกถอดออกด้วยความรีบร้อนและดุดัน ผิวเนื้อขาวนวลปะทะกับอากาศเย็นในห้องทำให้เขายิ่งคลั่งไคล้ เขาตรึงข้อมือเธอไว้เหนือหัวด้วยมือเดียว ส่วนอีกมือลูบไล้ไปทั่วสรีระอันอวบอัดที่เขารู้จักทุกตารางนิ้ว ทุกสัมผัสของเขาคือการประกาศความเป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์แบบ
"บอกฉันซิ ว่าเธอเห็นอะไร" เขาขยับตัวเข้าหาเธอจนแนบสนิท เสียงกระซิบที่ข้างหูนั้นสั่นพร่าไปด้วยแรงอารมณ์ "เห็นคนขี้ขลาด... หรือเห็นปีศาจที่กำลังต้องการเธอจนแทบบ้า"
เขาสอดประสานกายเข้าหาเธออย่างหนักหน่วงและเร่าร้อน ความลึกซึ้งของการรวมร่างท่ามกลางความเงียบของห้องทำงานทำให้ทุกเสียงครางของรินรดากลายเป็นเสียงดนตรีที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบของเขา จังหวะที่รุนแรงและสม่ำเสมอนั้นสะท้อนถึงความอัดอั้นที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากมาเฟียผู้ไร้หัวใจ รินรดาโอบกอดแผ่นหลังกว้างของเขาไว้แน่น รับเอาทุกความดิบเถื่อนของเขาเข้ามาไว้ในตัวเธอด้วยความเต็มใจ
ในขณะที่พายุแห่งอารมณ์กำลังหมุนวนถึงขีดสุด คีรินก็หยุดชะงักลงกะทันหัน เขาฝังหน้าลงกับซอกคอของเธอ หอบหายใจถี่กระชั้นเหมือนคนที่เพิ่งผ่านสนามรบมาหมาดๆ
"มีอะไรเหรอคะ...?" เธอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยแต่แฝงความห่วงใย
เขายังไม่ตอบในทันที แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองที่ประตูห้องที่ปิดสนิท แววตาของเขาเปลี่ยนจากความหลงใหลเป็นความเหี้ยมเกรียมในชั่วพริบตา เขารีบผละออกจากร่างของเธอแล้วเอื้อมไปหยิบปืนที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาตรวจสอบกระสุนอย่างคล่องแคล่ว
"เสียงรองเท้าหนังที่เดินผ่านหน้าห้องเมื่อครู่... ไม่ใช่เสียงยามของฉัน" เขาเค้นเสียงต่ำด้วยความเย็นเยียบ "และในคาสิโนนี้ ไม่มีใครกล้าเดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานฉัน... ยกเว้นคนของเมฆา"
เขากระชากเสื้อเชิ้ตมาสวมใส่รวดเร็วแล้วหันมามองรินรดาที่ยังคงนั่งตัวสั่นอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะกดปุ่มสัญญาณเตือนภัยสีแดงที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ
"แต่งตัวซะ... คืนนี้เกมล่าชีวิตเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และดูเหมือนว่า 'ความลับ' ของฉัน จะไม่ได้มีแค่ในแววตาแล้วล่ะ"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงเสน่หาและเงื่อนงำไปกับนิยายเรื่องนี้นะครับ
- ธานินทร์แดนเถื่อน -
กับดักรักฉบับร้าย (คาสิโนหนี้สวาท)•ตอนที่ 7
ความลับในแววตา
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักฉบับร้าย (คาสิโนหนี้สวาท) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!