"ถ้าเจ้ายังดึงดันจะเปิดหน้ากระดาษนั้นด้วยอัตราการไหลเวียนมานาแบบเมื่อครู่ ข้าเกรงว่ากระดูกนิ้วมือของเจ้าคงจะกลายเป็นผุยผงก่อนที่หมึกเวทมนตร์บรรทัดแรกจะทันได้ซึมเข้าสู่ผิวหนังกระดาษเสียก่อนนะครับ ลินน์"
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความระaอมเตือนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องสมุดใต้ดิน หอคอยวิจัยส่วนตัวของเซน โซลาริส แสงตะเกียงเวทมนตร์สีนวลสาดส่องกระทบสันปกหนังสือหนังแท้สีดำสนิทที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองนับร้อยปีลอยอบอวลผสมผสานกับกลิ่นจาง ๆ ของชาสมุนไพรที่ยังคงอุ่นอยู่บนถ้วยเซรามิก
ลินน์ เอสเทล สะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบดึงมือเรียวบางของตนเองกลับจากหน้ากระดาษโบราณที่เพิ่งแผ่รังสีสีครามจาง ๆ ออกมาเมื่อครู่ ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกปนความดื้อรั้น เธอมองหน้าชายหนุ่มผู้เป็นทั้งอาจารย์และคู่หูจำเป็นอย่างเซน ที่กำลังนั่งไขว่ห้างพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย แต่ดวงตาสสีเทาเข้มคู่นั้นกลับจ้องมองมาที่เธออย่างพิจารณาและเป็นห่วงในเวลาเดียวกัน
"แต่ว่า... เซนคะ... อ่า ขอโทษทีครับ... แต่ว่าคุณเซนก็เห็นนี่ครับว่าโครงสร้างเวทมนตร์ในหน้านี้ มันมีรูปแบบการเรียงตัวที่ตรงกับร่องรอยพลังงานที่เราเจอในห้องโถงใต้ดินเมื่อวานนี้อย่างไม่ผิดเพี้ยนเลยนะฃรับ" ลินน์รีบเปลี่ยนสรรพนามและปรับน้ำเสียงตามความคุ้นชินที่เซนคอยเคี่ยวเข็ญ เพื่อไม่ให้เผลอใช้คำพูดที่ไม่เป็นทางการในยามที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ความเป็นทางการต่อหน้าบุคคลภายนอก แม้ว่าในห้องนี้จะเหลือเพียงแค่พวกเขาสองคนก็ตาม
เซนถอนหายใจยาวออกมาเบา ๆ เขายื่นมือเรียวลงไปหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาที่เปิดค้างไว้อย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาไล้ไปตามตัวอักษรเวทมนตร์โบราณที่เลือนรางราวกับจะสลายตัวได้ทุกเมื่อหากสัมผัสแรงจนเกินไป
"ผมไม่ได้บอกว่าข้อสังเกตของเธอผิดพลาดนะครับ ลินน์..." เซนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว สมองอันปราดเปรื่องของอดีตจอมเวทอัจฉริยะกำลังประมวลผลข้อมูลนับพันบรรทัดในเสี้ยววินาที "สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ ไม่ใช่แค่การอ่านตำราประวัติศาสตร์ธรรมดา แต่มันคือการ 'เชื่อมต่อ' จิตวิญญาณของเธอกับโครงสร้างรากฐานของเวทมนตร์ยุคปฐมกาล ซึ่งคนธรรมดา... หรือแม้แต่จอมเวทระดับสูงในสภาปัจจุบัน ก็ไม่มีใครสามารถทำได้โดยปราศจากการสะท้อนกลับของมานาจนสมองไหม้เกรียมหรอกนะครับ"
คำพูดของเซนทำให้บรรยากาศภายในห้องเงียบลงไปชั่วขณะ ลินน์ก้มมองมือทั้งสองข้างของตนเองที่สั่นเทาเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เธอเผชิญมาตลอดตั้งแต่เข้ามาศึกษาในโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้ คือความจริงที่ว่าเธอมักจะได้ยิน 'เสียง' ของอักขระเวท ร่ำไห้ ส่งสัญญาณ หรือแม้แต่ร้องขอความช่วยเหลือจากสิ่งก่อสร้างและตำราโบราณ ราวกับว่าพวกมันมีชีวิตจิตใจ และมีเพียงเธอเท่านั้นที่รับรู้ความลับนี้ได้
แต่ทว่า ในค่ำคืนนี้... ทุกอย่างกลับชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีพ้นผ่าน หลังจากที่แขกไม่ได้รับเชิญผู้ลึกลับคนนั้นทิ้งข่าวสารเกี่ยวกับ 'ประตูบานที่สาม' เอาไว้ เซนก็รีบพาเธอดิ่งลงมายังห้องสมุดใต้ดินแห่งนี้ทันที และเมื่อลินน์เปิดตำราเล่มที่ถูกผนึกไว้ด้วยเวทมนตร์โบราณสี่ชั้น ร่างกายของเธอก็ถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงมิติแห่งความทรงจำที่เก่าแก่ยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้เสียอีก
"เซนครับ..." ลินน์เงยหน้าขึ้นสบตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น "ตอนที่ฉันสัมผัสหน้ากระดาษนั้น... ฉันไม่ได้แค่เห็นตัวอักษรครับ แต่ฉันเห็น... เห็นภาพของนครเวทมนตร์ที่ล่มสลายลงในชั่วพริบตา เห็นเงาร่างของจอมเวทคนหนึ่งที่สวมผ้าคลุมสีดำสนิท ไร้ซึ่งใบหน้า และที่สำคัญที่สุด... พลังที่เขาใช้ มันมีรูปแบบการหมุนวนแบบเดียวกับที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของฉันตอนที่ฉันควบคุมมานาไม่ได้เลยครับ"
เซนชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มที่มักจะประดับอยู่มุมปากเป็นประจำเลือนหายไปแทนที่ด้วยความเคร่งขรึม ดวงตาคู่นั้นหรี่ลงอย่างใช้ความคิด
ภาพที่ลินน์เห็นไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
ในโลกของเวทมนตร์ ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นใหม่โดยผู้ชนะมานับครั้งไม่ถ้วน ความลับเกี่ยวกับยุคสมัยแห่งการล่มสลายของจอมเวทโบราณถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงตำนานปรัมปราที่ถูกสอนให้เด็กนักเรียนท่องจำในห้องเรียน แต่โครงสร้างที่แท้จริงของเวทมนตร์กลับถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของหอคอยแห่งนี้
และถ้าหากสิ่งที่ลินน์พูดเป็นความจริง... นั่นหมายความว่าเด็กสาวผู้ถูกตราหน้าว่า 'ไร้พลังเวท' คนนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้ไร้พลังเลย แต่พลังของเธอกลับเป็น 'ต้นกำเนิด' ของเวทมนตร์สายพันธุ์ดั้งเดิมที่สูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เมื่อหลายพันปีก่อนต่างหาก!
"เด็กโง่..." เซนพึมพำออกมาเบา ๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความซับซ้อน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะไม้มาหยุดอยู่ตรงหน้าของลินน์ ก่อนจะวางมือลงบนศีรษะของเธอเบา ๆ อย่างอ่อนโยน "เธอรู้ตัวไหมว่าเธอกำลังเปิดประตูบานไหนอยู่... การที่พลังของเธอเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่ถูกลบเลือน นั่นหมายความว่า เธอกำลังดึงดูดสายตาของ 'บางสิ่ง' ที่เฝ้ารอการตื่นขึ้นมาตลอดกาลเวลาอันยาวนานนะครับ"
ก่อนที่ลินน์จะได้เอ่ยถามอะไรกลับไป เสียงกระดิ่งเวทมนตร์เตือนภัยที่หน้าประตูห้องสมุดก็ดังขึ้นกังวาน บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน ราวกับว่าอุณหภูมิลดฮวบลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็งในเสี้ยววินาที
ไม่เพียงเท่านั้น แสงไฟจากตะเกียงเวทมนตร์ทั่วทั้งห้องก็กะพริบไหวและเปลี่ยนจากสีนวลอุ่นกลายเป็นสีม่วงเข้มอันน่าสะพรึงกลัว หน้ากระดาษโบราณที่เปิดค้างอยู่บนโต๊ะเริ่มพลิกสะบัดด้วยตัวเองอย่างรุนแรง ราวกับมีลมพายุหมุนวนอยู่ภายในห้องแคบ ๆ แห่งนี้
เซนดึงตัวลินน์มาหลบอยู่ด้านหลังของตนเองโดยสัญชาตญาณ มือขวาของเขาตวัดขึ้นกลางอากาศ ร่ายวงแหวนเวทมนตร์ป้องกันระดับสูงขึ้นมาปกป้องพวกเขาทั้งสองคนไว้ในพริบตา สายตาดุดันจ้องมองไปยังประตูทางเข้าที่บานประตูไม้หนาหนักกำลังถูกเคาะเบา ๆ สามครั้ง...
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
และก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำใด บานประตูไม้โบราณก็ถูกผลักเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นเงาร่างของบุคคลปริศนาในชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ใบหน้าถูกบดบังด้วยหน้ากากโลหะรูปทรงประหลาดที่ไร้ซึ่งดวงตา แต่กลับส่งเสียงหัวเราะต่ำทุ้มดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวของพวกเขาทั้งสองคน
"ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนที่แท้จริง... ทายาทแห่งจอมเวทไร้เงา..."
ขอบคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับตัวละครทุกท่านเสมอนะครับ
เซียนเวทตกอับกับจอมเวทไร้เงา•ตอนที่ 8
ความจริงหลังตำราเก่า
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเวทตกอับกับจอมเวทไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!