กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับอ๋องทมิฬผู้สยบใต้ปลายพู่กัน•ตอนที่ 2

ก้าวแรกของคนตายที่ฟื้นคืน

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายจางๆ ของจันทน์หอมผสมคาวโลหิตยังคงลอยวนอยู่ปลายนาสิก ราวกับรอยแผลเป็นที่ประทับไว้โดยอดีตชาติอันร้าวราน ซูเหม่ยหลินไม่ยอมก้มหน้าลงมองถ้วยกระเบื้องเคลือบสีนิลที่วางนิ่งอยู่เบื้องหน้า ภายในนั้นบรรจุของเหลวสีชาเข้มจัดที่อ๋องจ้านเป่ยเฉินเพิ่งรินให้ด้วยมือของเขาเอง นางเพียงแต่เงยขึ้นสบกับดวงเนตรคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงาแสงตะเกียงอันสลัวราง "ดื่มมันเสีย..." น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในฤดูหนาวดังลอดริมฝีปากที่เหยียดยิ้มเยียบเย็น แววตาของเขาจับจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนาง ราวกับต้องการจะเฉือนเปลือกนอกของสตรีผู้บังอาจบุกรุกเข้ามาในเขตพระราชฐานชั้นในเพื่อค้นหาดวงวิญญาณที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใน "ในฐานะของขวัญต้อนรับ... ก่อนที่รุ่งอรุณแห่งความพินาศจะมาถึง" ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านกดทับลงบนบ่าของนางจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าซูเหม่ยหลินกลับแย้มยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นงดงาม ทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งบนยอดเขาอู๋ซาน นางไม่สะดุ้งสะเทือน ไม่หวาดกลัว และที่สำคัญที่สุด... นางไม่อ้อนวอน นิ้วเรียวขาวดั่งหยกภายใต้แขนเสื้อกว้างขยับเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่นางจะยื่นมือออกไปรับถ้วยชานั้นด้วยท่าทีสง่างามราวกับราชนิกุลผู้สูงศักดิ์หาใช่โจรภูเขาหรือผู้ลักลอบเข้าเมือง ท่วงทีนี้ทำให้มุมปากหนาของอ๋องทมิฬกระตุกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจที่ถูกเก็บงองำไว้ภายใต้หน้ากากความไร้ความปรานี "ท่านอ๋องทรงเมตตาส่งความตายมาให้ถึงมือ มีหรือที่หม่อมฉันผู้เป็นเพียงคนไร้ค่าจะไม่กล้ารับไว้" ซูเหม่ยหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความสั่นเครือ แม้จะรู้ดีว่าหยดน้ำในถ้วยนั้นคือพิษสลายเส้นเอ็นที่สามารถทำให้คนตายทั้งเป็นได้อย่างทรมาน นางยกถ้วยขึ้นจดริมฝีปาก... ทว่าก่อนที่ของเหลวพิษจะสัมผัสกลีบปากสีชาด นางกลับพลิกข้อมือเล็กน้อย เทของเหลวครึ่งหนึ่งลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ เสียงของเหลวหยãดกระทบพื้นดังสะท้อนก้องในห้องโถงที่เงียบสงัด "เจ้ากล้าดียังไง!" เสียงตวาดกร้าวพร้อมกับแรงลมวูบใหญ่พัดเข้าปะทะร่างของนางทันที คมดาบอวี้หลงที่เหน็บอยู่ข้างเอวของจ้านเป่ยเฉินถูกชักออกมาครึ่งเล่ม ประกายแวววาวสีเงินยวงสะท้อนกับแสงไฟจนน่ากลัว ปลายคมดาบจ่อเข้าที่ลำคอระหงของนางในระยะห่างเพียงแค่กระดาษกั้น ซูเหม่ยหลินไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางเพียงแค่เงยหน้าขึ้นท้าทาย ปลายดาบคมกริบกดลงจนผิวเนื้อบริเวณลำคอมีรอยแดงเรื่อและหยดเลือดสีชาดซึมออกมาเล็กตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ "หากหม่อมฉันดื่มจนหมดสิ้นในคราเดียว ชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้กล่าววาจาที่ท่านอ๋องทรงปรารถนาจะฟังที่สุดในยามนี้เพค่ะ" นางกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าว ดวงตาดอกท้อคู่นั้นฉายแววเย่อหยิ่งทระนงจนน่าประหลาดใจสำหรับสตรีที่กำลังเผชิญหน้ากับมัจจุราช "วาจาอันใดที่ข้าอยากฟังจากคนใกล้ตาย?" จ้านเป่ยเฉินเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงที่ถูกอำพรางไว้ด้วยชุดบุรุษผ้าแพรปักลายเมฆสีนิล แม้จะพยายามปกปิดทรวดทรงและกลิ่นกายหอมกรุ่นด้วยกำยานกลิ่นไม้สน ทว่าความฉลาดเฉลียวและประกายในดวงตานั้นไม่เคยอำพรางได้เลย "วาจาที่บอกว่า... ท่านอ๋องกำลังเดินหมากผิดกระดาน และหากยังทรงดึงดันเช่นนี้ แคว้นฉีอันเกรียงไกรจะเหลือเพียงชื่อในบันทึกประวัติศาสตร์ภายในสามปีเพค่ะ!" สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงก็ราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา อ๋องจ้านเป่ยเฉินนิ่งงันไป ดวงเนตรคมปลาบหรี่แคบลงอย่างอันตราย รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนทำให้เปลวไฟในตะเกียงไหววับ ในอดีตชาติ ซูเหม่ยหลินเคยเป็นถึงฮองเฮาผู้กุมอำนาจเบื้องหลังบัลลังก์ นางรู้ดีทุกซอกทุกมุมของวังหลวง รู้จักกลยุทธ์การศึกของแคว้นรอบด้านยิ่งกว่าเสนาบดีฝ่ายซ้าย และที่สำคัญที่สุด... นางรู้ว่าปมในใจของอ๋องจ้านเป่ยเฉินคืออะไร การก้าวเข้ามาในจวนอ๋องครั้งนี้ในฐานะ "กุนซือฝึกหัด" หาใช่ความบังเอิญ แต่มันคือเกมเดิมพันด้วยชีวิตที่นางเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นเองทั้งหมด จ้านเป่ยเฉินหรี่ตามองบุรุษรูปงามหน้าตาหมดจดแต่ผอมบางตรงหน้า มือหนาที่ถือดาบค่อยๆ ผ่อนแรงลงทีละน้อย ความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะเก็บดาบเข้าฝักด้วยเสียงดัง *กริ๊ก* กังวาน "เจ้าเป็นใครกันแน่... ซูหลาง?" เขาเอ่ยเรียกนามปลอมที่นางใช้สมัครเข้ามาในจวนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการจับผิดและความสงสัยที่กัดกินจิตใจ ซูเหม่ยหลินแย้มยิ้มบางเบา นางย่อกายลงทำความเคารพตามธรรมเนียมบุรุษอย่างสง่างาม แม้จะสวมชุดบุรุษ ทว่ากิริยาอาการกลับเปี่ยมด้วยความเย้ายวนและน่าเกรงขามในคราเดียวกัน "หม่อมฉัน... อ๋อ ไม่สิ ตัวน้อยเป็นเพียงผู้กำความลับที่ท่านอ๋องกำลังตามหาเพค่ะ" นางเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง "หากท่านอ๋องต้องการกวาดล้างกาลกิณีในราชสำนัก และล้างแค้นให้แก่กองทัพพิทักษ์ชายแดนเหนือที่ถูกทรยศเมื่อสามปีก่อน... ท่านย่อมปฏิเสธกุนซือเช่นตัวน้อยไม่ได้อย่างแน่นอน" หัวใจของจ้านเป่ยเฉินกระตุกวูบ ทหารสามหมื่นนายที่ตายตกอย่างอยุติธรรมที่หุบผาอู๋หยาง... เป็นความลับสูงสุดที่แม้แต่เงาของฮ่องเต้ก็ยังไม่ล่วงรู้เหตุผลที่แท้จริง เหตุใดบุรุษหน้าหวานผู้นี้จึงเอ่ยมันออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยราวกับอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตนเอง? ชายหนุ่มก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง ร่างสูงใหญ่ก้มลงกระซิบชิดใบหูขาวสะอาดที่ประดับด้วยไรผมชื้นเหงื่อ "หากเจ้าโกหกแม้แต่คำเดียว... ข้าจะถลกหนังหัวเจ้ามาทำเป็นพรมเช็ดเท้าหน้าห้องทรงอักษร" ซูเหม่ยหลินไม่สะดุ้งสะเทือน นางเพียงแต่เอียงคอเล็กน้อย ปล่อยให้ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาปัดผ่านต้นคอ ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับยิ่งทวีความลึกล้ำและอันตรายขึ้นไปอีก "ท่านอ๋องโปรดรอดูฝีมือของตัวน้อยเถอะเพค่ะ..." นางกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจเกินร้อย "เพราะหมากตาแรกที่จะทำให้เสนาบดีเฒ่าผู้นั้นกระอักเลือด... กำลังจะเริ่มขึ้นในคืนนี้แล้ว" ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็แว่วดังขึ้นจากนอกประตู พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระชั้นชิดที่ทำลายความเงียบงัน "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่ที่เรือนรับรองของไทเฮาแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชโองการลับจากฮ่องเต้... เพิ่งมาถึง!" -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมแค้นไป1ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — เงียบแต่ฟาดเรียบ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับอ๋องทมิฬผู้สยบใต้ปลายพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%