เซฟเฮาส์เฉพาะกิจกับเชฟปากร้ายสายสปีด•ตอนที่ 7

อาหารมื้อเที่ยงที่เปลี่ยนไป

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
"สารวัตรบอกว่า... ภาคินถูกลอบสังหารคาห้องพักเมื่อสิบนาทีที่แล้ว และหลักฐานชิ้นสุดท้ายในที่เกิดเหตุ... มีชื่อของคุณแปะอยู่บนนั้นในฐานะผู้ต้องสงสัยร่วม!" ประโยคคำสั่งกึ่งประกาศิตนั้นลอยค้างอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดิน รินรดานิ่งค้างไปในวินาทีแรก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายที่เคยเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้กลับแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน สมองที่ปกติประมวลผลคดีอาชญากรรมได้อย่างรวดเร็วดั่งติดสปีด กลับสะดุดกริ๊กราวกับไฟล์ข้อมูลเสียหาย ภาคิน... ผู้ชายที่เพิ่งสร้างอุปสรรคชิ้นใหญ่ให้เธอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน คนที่พร้อมจะเหยียบย่ำชื่อเสียงของเชฟหนุ่มตรงหน้าเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง บัดนี้... กลายเป็นศพไปแล้วอย่างนั้นหรือ? และที่ร้ายกาจยิ่งกว่า คือชื่อของเธอ—สารวัตรสืบสวนมือฉกาจ—กลับไปโผล่อยู่ในที่เกิดเหตุฆาตกรรม ในฐานะ "ผู้ต้องสงสัยร่วม" เคียงบ่าเคียงไหล่กับเชฟอัจฉริยะที่เธอกำลังคุ้มครองตามคำสั่งเฉพาะกิจ "คุณ... พูดว่าอะไรนะ?" รินรดากะพริบตาปริบๆ สมองพยายามประติดประต่อเรื่องราวที่กระโดดข้ามขั้นจนตั้งตัวไม่ทัน "ภาคินตาย? แล้วชื่อฉันไปโผล่อยู่ที่นั่นได้ยังไง ในเมื่อฉันอยู่กับคุณที่นี่ตลอดเวลา!" คินน์ไม่ได้ตอบทันที เชฟหนุ่มเจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดผ้ากันเปื้อนสีดำสนิทไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายังคงยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์ครัวสแตนเลสเงางับ แววตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าอันหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ทอดมองเธอด้วยความนิ่งสงบที่ชวนให้รู้สึกหงุดหงิดเสียเหลือเกิน ความนิ่งของเขา ไม่ได้แปลว่าไม่สนใจ แต่มันคือความนิ่งของคนที่กำลังคำนวณหมากบนกระดานล่วงหน้าไปแล้วสามตา "คุณคิดว่าสารวัตรโทรมาแจ้งข่าว หรือโทรมาเพื่อเช็กว่าเรากำลังหนีหรือเปล่าล่ะครับ... รินรดา" คินน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่น่าฟังและบาดลึกในคราวเดียวกัน เขาก้าวเท้าช้าๆ ออกจากเคาน์เตอร์ เดินเข้ามาประชิดตัวเธอทีละก้าวอย่างคุกคาม "ในเมื่อหลักฐานชิ้นนั้นมันชี้ชัดว่า มีรอยนิ้วมือและเอกสารราชการของคุณตกอยู่ในห้องของคู่แข่งผม... เกมนี้มันเริ่มสนุกเกินกว่าที่คุณคาดไว้แล้วล่ะมั้งครับ" "สนุกบ้าอะไรเล่า!" รินรดาโพล่งขึ้นมาทันที ความตื่นตระหนกเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความกรุ่นโกรธตามสัญชาตญาณของสายสืบมืออาชีพ เธอยกนิ้วขึ้นชี้หน้าเขาโดยไม่เกรงกลัวความต่างของส่วนสูง "นี่มันจัดฉากชัดๆ! มีคนจงใจโยนความผิดให้ฉัน เพื่อทำลายทั้งชื่อเสียงตำรวจของฉัน และทำลายชื่อเสียงร้านอาหารของคุณด้วยซ้ำ! คุณไม่ตกใจเลยหรือไงฮะ!" "ตกใจเหรอครับ?" คินน์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะหยันที่ทรงเสน่ห์จนน่าหมั่นไส้ "ถ้าผมมัวแต่ตกใจเหมือนคุณ ป่านนี้ผมคงโดนพวกมันเชือดคอคาเขียงไปตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำซอสแล้วล่ะครับ... อีกอย่าง เลิกเอาชีมนิ้วมาจี้หน้าผมสักที มันเสียมารยาท และที่สำคัญ..." เชฟหนุ่มยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดลงบนปลายจมูกของเธอ กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องเทศชั้นดีและกลิ่นกายสะอาดสะอ้านเฉพาะตัวของเขา ทำให้รินรดาลืมหายใจไปชั่วขณะ "...ตอนนี้ ถึงเวลาที่คุณต้องเลิกคิดเรื่องคดีบ้าๆ นั่นสักสิบนาที แล้วมาจัดการกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ก่อนครับ" คินน์ผายมือไปยังโต๊ะอาหารไม้สักตัวยาวกลางห้องครัว ซึ่งบัดนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่จัดวางจานอาหารลึกลับ จานกระเบื้องสีขาวสะอาดตารองรับอาหารมื้อเที่ยงที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตบรรจง ราวกับงานศิลปะชั้นยอดในภัตตาคารมิชลินสามดาว แต่สำหรับรินรดากลับมองมันด้วยสายตาหวาดระแวงราวกับมันคือวัตถุระเบิดเวลา "มื้อเที่ยง? คุณเสียสติไปแล้วหรือไง คดีฆาตกรรมเพิ่งเข้าหูนะภาคิน! เพื่อนร่วมอาชีพโทรมาบอกว่าฉันตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมระดับประเทศ แต่คุณกลับบังคับให้ฉันมากินข้าวเนี่ยนะ!" รินรดาแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความเหลืออด เธอกลอกตามองบนอย่างเหนื่อยหน่าย "บอกลาความปกติในชีวิตฉันไปได้เลย ตั้งแต่มาเหยียบเซฟเฮาส์เฮงซวยนี่!" "เซฟเฮาส์นี้ไม่ได้เฮงซวยครับ แต่มันคือสถานที่เดียวที่คุณจะปลอดภัยและมีชีวิตรอดไปจับฆาตกรตัวจริง" คินน์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเข้มงวดและจริงจังขึ้นจนรินรดารู้สึกได้ถึงพลังกดดันบางอย่างจากตัวเขา "และฟังให้ดีนะ... คนที่กำลังจะตายไม่ใช่เพราะถูกฆาตกรฆ่า แต่จะเป็นคุณ... ที่ตายเพราะภาวะขาดสารอาหารและโรคกระเพาะกำเริบต่างหาก!" พูดจบ คินน์ก็คว้าต้นแขนของเธอเบาๆ แต่หนักแน่นพอที่จะออกแรงจูงให้ก้าวเดินไปที่เก้าอี้ได้อย่างไม่ยากเย็น แม้รินรดาจะพยายามขัดขืนด้วยการเกร็งข้อศอกไว้ แต่แรงโน้มถ่วงและพละกำลังของเชฟหนุ่มกลับเหนือกว่าอย่างคาดไม่ถึง สุดท้ายเธอก็ต้องจำยอมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้อย่างจำใจ ดวงตากลมโตตวัดมองจานตรงหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ ควันบางเบายังคงลอยกรุ่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมเย้ายวนที่เตะเข้าจมูกอย่างจัง กลิ่นหอมของซอสครีมเห็ดทรัฟเฟิลผสมผสานกับความหอมกรุ่นของเนื้อย่างมีเดียมแรร์ที่ปรุงมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันช่างยั่วยวนน้ำลายเสียจนท้องของเธอส่งเสียงร้องโครกคราออกมาอย่างน่าอับอาย รินรดารีบยกมือขึ้นกุมท้องตัวเอง ใบงดงามขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายที่ถูกจับไต๋ได้ เธอแอบค้อนใส่คนตัวสูงที่ยืนกอดอกอมยิ้มอยู่ข้างๆ "ท้องของคุณมันซื่อสัตย์กว่าปากเยอะเลยนะครับ รินรดา" คินน์เอ่ยแซะด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนจานอาหารเข้ามาใกล้ตัวเธออีกนิด พร้อมกับวางส้อมและมีดลงบนมือเรียวที่ยังคงกำหมัดแน่น "ทานเข้าไปซะครับ... นี่ไม่ใช่คำขอร้อง แต่เป็นคำสั่งจากเชฟเจ้าของบ้าน ถ้าคุณไม่อยากเป็นภาระให้ผมต้องคอยปั๊มหัวใจให้ทีหลัง" "ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ระวังจะไม่มีใครเอาเป็นสามีนะคุณคินน์" รินรดาบ่นงึมงำในลำคอ แต่ก็ยอมหยิบส้อมขึ้นมาจิ้มชิ้นเนื้อย่างเข้าปากอย่างเสียไม่ได้ ในวินาทีที่รสสัมผัสแรกแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก รินรดาก็ถึงกับชะงักกริบ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ ความนุ่มละมุนของเนื้อที่แทบจะละลายในปาก ผสานกับความกลมกล่อมของซอสทรัฟเฟิลที่รสชาติไม่จัดจ้านจนเกินไป แต่มันกลับปลุกเร้าความอยากอาหารที่หลับใหลไปนับสัปดาห์ให้ตื่นขึ้นมาอย่างรุนแรง ความเหนื่อยล้า ความเครียดจากคดีฆาตกรรม และความกดดันทั้งปวง ราวกับถูกปัดเป่าให้จางลงไปชั่วขณะด้วยฝีมือการทำอาหารอันไร้ที่ติของชายหนุ่มตรงหน้า อร่อย... อร่อยจนน่าโมโห! คินน์ยืนมองปฏิกิริยาของเธอผ่านหางตา รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากบ่งบอกถึงความพึงพอใจอย่างเงียบๆ เขาเองก็ดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงฝั่งตรงข้าม รินไวน์ขาวลงในแก้วทรงสูงของตัวเองช้าๆ สายตายังคงไม่ละไปจากใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างลืมภาพลักษณ์สารวัตรสาวมือปราบผู้ดุดันไปเสียสนิท "อร่อยล่ะสิครับ?" คินน์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงแววเจ้าเล่ห์นิดๆ "เลิกทำหน้าเหมือนผมวางยาพิษในอาหารได้แล้ว กินเข้าไปเยอะๆ สมองจะได้แล่นพอที่จะคิดว่า ใครกันแน่ที่อยากให้คุณกลายเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมภาคิน" รินรดาเคี้ยวคำสุดท้ายกลืนลงคออย่างยากลำบาก เธอดื่มน้ำตามอึกใหญ่เพื่อเรียกสติ ก่อนจะวางส้อมลงบนจานเสียงดัง *เคร้ง* จนเกิดเสียงสะท้อนก้องในห้องครัว "พูดถึงเรื่องนี้แล้ว... คุณคิดว่าใครเป็นคนทำ?" รินรดาโน้มตัวไปข้างหน้า สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของเขา "ภาคินตายในห้องพัก หลักฐานมีชื่อฉัน... ถ้าฉันซวย คนต่อไปก็ต้องเป็นคุณแน่ๆ ภาคินเพิ่งทะเลาะกับคุณเรื่องสูตรอาหารลับเมื่อวานนี้เองนะ" คินน์ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบรสชาติฝาดบางเบาช้าๆ ดวงตาคมกริบมองสบเธอนิ่งนาน ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะเปิดเผยไพ่ในมือดีหรือไม่ บรรยากาศรอบตัวเริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แม้กลิ่นหอมของอาหารจะยังอบอวลอยู่รอบตัว แต่ความหนาวเหน็บจากภัยเงียบที่กำลังคืบคลานเข้ามาก็เริ่มกัดกินความอบอุ่นนั้นไปจนหมดสิ้น "พวกมันไม่ได้อยากแค่ทำลายชื่อเสียงเราหรอกครับ รินรดา..." คินน์วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเสียงดังเบาๆ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและเย็นเยียบขึ้นจนน่ากลัว "แต่พวกมันกำลังต้องการ 'สูตรลับ' และ 'หลักฐาน' บางอย่างที่ภาคินบังเอิญไปเจอเข้า... และตอนนี้ คนที่กุมกุญแจดอกนั้นเอาไว้... ก็คือคุณที่นั่งอยู่ตรงนี้" "ฉันเนี่ยนะ?!" รินรดาร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นที่หน้าเซฟเฮาส์ ขัดจังหวะการสนทนาอันเข้มข้นลงในเสี้ยววินาที รินรดาชักปืนพกสั้นออกจากซองใต้รักแร้โดยอัตโนมัติด้วยสัญชาตญาณดิบ ขณะที่คินน์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าหล่อเหลาไร้ซึ่งรอยยิ้มใดๆ ดวงตาสาดประกายคมปลาบดุดันยิ่งกว่ายามปกติ เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่กำลังวิ่งตรงเข้ามาประชิดหน้าประตู และเสียงบิดลูกบิดประตูก็ดังขึ้น... ก่อนที่บานประตูนิรภัยจะถูกกระชากให้เปิดผางออกอย่างรุนแรง! รินรดากลั้นหายใจ นิ้วชี้แตะไกปืนแน่นพร้อมลั่นกระสุนทันทีที่เห็นเงาร่างของบุคคลแปลกหน้าก้าวล้ำเข้ามาในเขตหวงห้าม... แต่ทว่า ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้หัวใจของเธอร่วงไปตาตุ่ม เมื่อบุคคลที่ยืนอยู่หน้าประตูคือสารวัตรเจ้าของคดี พร้อมด้วยกองกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษที่ชักปืนเล็งตรงมาที่พวกเขา ทั้งคู่... "รินรดา ภาคินน์... พวกคุณถูกจับในข้อหาฆาตกรรมอำพราง!" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้เชฟปากร้ายกับสารวัตรสาวจอมลุยในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์เฉพาะกิจกับเชฟปากร้ายสายสปีด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%