"ถ้าคุณยังเดินลากกระเป๋าด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เหมือนคนกำลังจะไปออกค่ายลูกเสือแบบนั้น เกรงว่าเราคงต้องทบทวนสัญญาเซฟเฮาส์ฉบับนี้กันใหม่ตั้งแต่หน้าแรกนะครับคุณรินรดา"
สุ้มเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราकारीมมีดโกนของคินน์ดังขึ้นทันทีที่บานประตูห้องชุดนิรภัยเปิดออก
รินรดาที่กำลังแบกกระเป๋าเดินทางใบโตพะรุงพะรังสะดุ้งสุดตัว เธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะเหวี่ยงกระเป๋าลงกระแทกพื้นห้องเสียงดังสนั่นเพื่อระบายความหงุดหงิด ดวงตากลมโตตวัดมองเชฟอัจฉริยะเจ้าของห้องด้วยประกายไฟที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า
"นี่คุณ! ฉันเป็นตำรวจสายสืบนะ ไม่ได้มาเดินแฟชั่นโชว์บนรันเวย์ จะให้ลากกระเป๋าแบบกุลสตรีศรีสยามในสถานการณ์ที่เพิ่งรอดตายจากการถูกลอบยิงมาหมาดๆ มันคงจะเกินมนุษย์ไปหน่อยมั้งครับ... อ๊ะ ขอโทษที ฉันติดนิสัยพูดครับเวลาประชดคนประสาทเสียใส่" รินรดาย้อนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอทั้งกวนประสาทและท้าทายในเวลาเดียวกัน
คินน์หรี่ตาลงเล็กน้อย เขาอยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนสีดำสนิทที่ขับเน้นรูปร่างสมส่วน ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่าตู้แช่อาหารทะเล
"ประสาทเสียเหรอครับ? คนที่กำลังทำให้ห้องครัวระดับมิชลินสตาร์ของผมต้องแปดเปื้อนด้วยกลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและกาแฟกระป๋องจากร้านสะดวกซื้อคือใครกันแน่" คินน์ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวเธอทีละก้าว ขายาวๆ นั้นทำให้ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงอย่างรวดเร็ว จนรินรดาต้องเผลอถอยหลังไปชนกับชั้นวางรองเท้า
กลิ่นอายความสะอาดแบบผู้ชายเจือจางด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของโรสแมรี่และเลมอนจากตัวของเชฟหนุ่มโชว์หรี่เข้าจมูก รินรดาชะงักไปชั่วขณะ เธอยอมรับในใจเลยว่าผู้ชายตรงหน้าต่อให้ปากจัดแค่ไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใบหน้าคมคายไร้ที่ติกับนัยน์ตาสีนิลคู่นั้นมีแรงดึงดูดมหาศาล
"ถอยไปเลยนะเชฟ! อย่ามาใช้จิตวิทยาบีบคั้นกับฉัน บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่กลัวหรอก" รินรดาเชิดหน้าขึ้น แม้หัวใจจะเต้นผิดจังหวะไปหลายริกเตอร์ก็ตาม
"ผมไม่ได้บีบคั้น... ผมแค่กำลังทำความสะอาดพื้นที่ส่วนรวม" คินน์ยื่นมือผ่านไหล่บางไปหยิบกล่องบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ติดมากับกระเป๋าของเธอขึ้นมาพิจารณาด้วยสีหน้าขยะแขยง ราวกับมันคือวัตถุอันตรายระดับชาติ "อาหารขยะพวกนี้ ห้ามนำเข้ามาในเขตพื้นที่ของผมเด็ดขาด ถ้าคุณหิว ผมมีซุปไก่ตุ๋นยาจีนเคี่ยวไฟอ่อนส 12 ชั่วโมงรออยู่บนโต๊ะ แต่ถ้าคุณอยากกินโซเดียมล้นๆ จนไตพังเชิญไปนอนนอกห้องครับ"
"โหดร้ายที่สุด!" รินรดาแย่งกล่องบะหมี่คืนมาด้วยความเร็วแสง "นี่มันคือเพื่อนแท้ในยามวิกฤตของฉันนะคุณคินน์ คุณมันคนโลกแคบที่ไม่เข้าใจชีวิตคนทำงานภาคสนามเอาเสียเลย"
"ชีวิตคนทำงานภาคสนามที่สะเพร่าจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดน่ะเหรอครับ" คินน์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและเจือด้วยความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความดุดัน "จำเหตุการณ์เมื่อคืนไม่ได้หรือไง ถ้าภาคินมันไม่ส่งคนสะกดรอยตามคุณมาจนถึงร้านอาหารของผม ป่านนี้คุณคงกลายเป็นศพไปแล้ว... การที่คุณมาอยู่ที่นี่ไม่ได้แปลว่าคุณมาพักผ่อน แต่คุณกำลังเป็นเป้าหมายที่ทำให้ชีวิตสงบสุขของผมพังทลายต่างหาก"
บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วขณะ คำพูดของคินน์ราวกับเข็มเล่มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงความรู้สึกของรินรดา เธอหลุบตาลงเล็กน้อย ความรู้สึกผิดและอึดอัดตีรวนขึ้นมาในอก แม้ภายนอกเธอจะเป็นตำรวจหญิงสายลุยที่ไม่เคยกลัวใคร แต่ลึกๆ แล้วเธอก็รู้ดีว่าการลากคินน์เข้ามาพัวพันกับคดีมาเฟียค้าน้ำเมาชุดนี้ เป็นการดึงคนบริสุทธิ์เข้ามาเสี่ยงอันตรายด้วย
"ฉัน... รู้ว่าฉันผิดที่ทำให้คุณเดือดร้อน" รินรดาถอนหายใจยาว น้ำเสียงแข็งกร้าวเมื่อครู่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด "แต่ฉันสัญญาว่าฉันจะอยู่แบบเงียบๆ ไม่ก้าวก่ายชีวิตคุณ และจะรีบสืบหาตัวหนอนบ่อนไส้ในกรมตำรวจให้จบๆ ไปภายในสัปดาห์นี้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้าฉันอีก"
คินน์มองท่าทางที่เปลี่ยนไปกะทันหันของหญิงสาว นัยน์ตาสีนิลไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ความรู้สึกบางอย่างที่เขาอธิบายไม่ถูกกำลังก่อตัวขึ้นในอก เขาไม่ได้รังเกียจการมีเธออยู่ใกล้... เขาแค่กลัวว่าผู้หญิงคนนี้จะหายไปจากโลกใบนี้เสียก่อนที่เขาจะได้เถียงชนะเธออีกสักยกต่างหาก
"พูดแล้วต้องทำนะครับ" คินน์ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบตามเดิม ก่อนจะหันหลังเดินนำไปยังห้องครัว "ตามมาสิ ผมตักซุปใส่ชามไว้แล้ว ถ้าคุณกล้าปฏิเสธความตั้งใจของเชฟล่ะก็ เตรียมตัวโดนปรับด้วยการล้างจานทั้งสัปดาห์ได้เลย"
รินรดาแอบเบะปากใส่แผ่นหลังกว้างนั้น แต่ก็ยอมเดินตามไปแต่โดยดี อย่างน้อยกลิ่นหอมกรุ่นของซุปที่ลอยมาจากห้องครัวก็เริ่มทำให้ท้องของเธอประท้วงเสียงดังแล้วจริงๆ
ทั้งสองใช้เวลาช่วงเย็นวันแรกในการปรับตัว แม้จะมีคำจิกกัดลอดออกมาจากปากของคินน์เป็นระยะๆ และมีเสียงเถียงคำไม่ตกฟากจากรินรดา แต่บรรยากาศความตึงเครียดรอบตัวก็เริ่มคลี่คลายลง กลายเป็นความคุ้นเคยประหลาดที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในเซฟเฮาส์เฉพาะกิจแห่งนี้
ทว่า... ความสงบสุขมักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ และมักจะมาในเวลาที่คนเราเผลอไผลที่สุด
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งด้วยจังหวะที่หนักแน่นและไร้ซึ่งมารยาท รินรดาที่กำลังตักซุปเข้าปากชะงักค้างทันที ส่วนคินน์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามวางช้อนลงบนโต๊ะไม้เสียงดังเคร้ง สีหน้าของเชฟหนุ่มเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาอีกครั้งในเสี้ยววินาที
"ใครมาตอนนี้?" รินรดาขมวดคิ้ว เธอส่งสายตาเป็นเชิงถามพร้อมกับเอื้อมมือไปจับด้ามปืนพกที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อแจ็คเก็ตโดยสัญชาตญาณ
"ผมไม่ได้สั่งอาหารเดลิเวอรี..." คินน์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาคมกริบมองตรงไปยังบานประตูห้องที่ถูกเคาะซ้ำอีกครั้งด้วยความแรงที่มากขึ้น
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ก่อนที่คินน์จะทันได้ก้าวเท้าไปถึงหน้าประตู มือถือบนโต๊ะอาหารของรินรดาก็สั่นครืดขึ้นมาพร้อมกัน หน้าจอแสดงเบอร์โทรศัพท์ของสารวัตรผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่วินาทีที่เธอกดรับสาย เสียงปลายสายกลับไม่ใช่เสียงของผู้บังคับบัญชา...
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ปราณธาตุเก้าสุริยัน" เสมอมานะครับ)*
เซฟเฮาส์เฉพาะกิจกับเชฟปากร้ายสายสปีด•ตอนที่ 4
เซฟเฮาส์แห่งความปั่นป่วน
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์เฉพาะกิจกับเชฟปากร้ายสายสปีด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!