"สรุปว่านี่คือการมานั่งกินข้าวต้มปลาข้างมอด้วยกันสองต่อสองในฐานะ... พี่น้องร่วมโลกที่บังเอิญมาติดแหง็กอยู่หน้าลิฟต์พังเมื่อสัปดาห์ก่อนว่างั้นเถอะครับ?"
ผมเลิกคิ้วมองคนตรงข้ามที่กำลังใช้ตะเกียบเขี่ยเศษขึ้นฉ่ายออกจากชามข้าวต้มอย่างเอาเป็นเอาตาย ต้นหนาวเงยหน้าขวับขึ้นมาทันที ดวงตากลมโตคู่นั้นวาวโรจน์ขึ้นมาวับหนึ่งราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติแล้วทำเป็นมองไปทางอื่น
"ใครบอกพี่ว่ามันคือเดตล่ะครับ? เพ้อเจ้อใหญ่แล้วพี่สิงห์!" เสียงสะบัดสะบัดนั่นมาพร้อมกับการตักข้าวต้มเข้าปากคำโตจนแก้มตุ่ย "นี่มันคือการมาทานมื้อเย็นเพื่อมนุษยสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนบ้านต่างคณะต่างหาก เลิกมโนแล้วก้มหน้ากินปลาซะ ไม่งั้นผมจะคิดค่าลิขสิทธิ์คำพูดที่พี่เอาไปแซวผมเมื่อกี้"
ผมหลุดหัวเราะพรืดออกมาเบาๆ กับท่าทางปากแข็งที่พยายามทำเป็นดุแต่หูทั้งสองข้างกลับแดงแจ๋ราวกับลูกตำลึงสุก ปากบอกว่าไม่ใช่เดต แต่คนตัวเล็กตรงหน้ากลับยอมสละเวลาอันมีค่าในการปั่นโปรเจกต์ปีสาม มายืนรอผมเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่หน้าห้องนานร่วมยี่สิบนาทีแถมยังเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักก่อนด้วยซ้ำว่า *'ร้านนี้คนเยอะ ถ้ารอนานจะอดกินนะ'* ทั้งที่ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักแอะ
หัวใจของผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มตั้งแต่ตอนที่เดินตามหลังเขาลงมาจากตึกหอพักแล้วครับ รู้สึกได้ทันทีว่าตัวเองกำลังเดินตกลงไปในหลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดดักรอไว้ด้วยความสมัครใจ และต่อให้พยายามหนีแค่ไหน ก็ไม่มีทางรอดเงื้อมมือของคนคนนี้ไปได้อีกแล้ว... ยิ่งได้เห็นจังหวะที่เขาแอบเหลือบมองผมผ่านแสงไฟนีออนสลัวๆ ของร้านข้าวต้มโต้รุ่ง ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่า เกมนี้คนที่กำลังจะแพ้ราบคาบไม่ใช่ผมคนเดียวแน่นอน
"ครับๆ ไม่เดตก็ไม่เดตครับ... งั้นถือเสียว่าเป็นการเลี้ยงฉลองให้ผมที่รอดพ้นจากการโดนอาจารย์เฉ่งในคาบเลคเชอร์บ่ายนี้ก็แล้วกัน" ผมแกล้งถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมกับรวบช้อน "ว่าแต่... สั่งปลาลวกจิ้มมาเพิ่มอีกสักจานดีไหมครับ ผมเห็นเราคอยเขี่ยแต่เนื้อปลาในชามตัวเอง สงสัยจะไม่ชอบขิง"
ต้นหนาวชะงักมือที่กำลังถือช้อน ปลายตะเกียบในมือสั่นน้อยๆ ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองผมด้วยความเคืองระคนตกใจ "พ...พี่แอบมองผมเหรอ? โรคจิตชะมัด ใครเขาให้มานั่งสังเกตพฤติกรรมการกินของคนอื่นเขาเล่า!"
"เปล่าโรคจิตสักหน่อยครับ แค่สายงามันบังเอิญกวาดไปเจอความน่ารักเข้าพอดี"
เพล้ง!
เสียงช้อนกระทบขอบชามดังลั่นโต๊ะจนลูกค้าโต๊ะข้างๆ หันมามอง ต้นหนาวสำลักน้ำซุปจนหน้าดำหน้าแดง มือไม้ปัดป่ายควานหาแก้วน้ำพัลวัน ผมรีบยื่นทิชชูและแก้วน้ำไปให้ด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับช่วยลูบหลังเบาๆ อย่างลืมตัว
"แคกๆ... พี่สิงห์! อยากให้ผมสำลักข้าวต้มตายคาโต๊ะนี้หรือไงฮะ ถึงได้สรรหาคำพูดเลี่ยนๆ แบบนี้ออกมาพูดหน้าตาเฉย!" เจ้าตัวโหลกโหลกโวยวายเสียงดังลั่นพลานใช้หลังมือเช็ดปากป้อยๆ ใบหน้าเนียนใสตอนนี้แดงก่ำลามไปจนถึงต้นคอ ดวงตาคู่สวยพยายามถลึงใส่ผมเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินอายที่พยายามซ่อนไว้แต่ไม่เคยเนียนเลยสักครั้ง
"ก็เห็นหน้ามันเครียดๆ เลยอยากหยอกให้ยิ้ม... ใครจะไปรู้ว่าเด็กบริหารปีสามจะใจเสาะแพ้คำชมแค่นี้ล่ะครับ" ผมอมยิ้มบางๆ สายตาพินิจพิเคราะห์มองใบหน้าที่กำลังงอเป็นปลาทูแม่กลองของคนตรงข้าม บรรยากาศรอบตัวเราในตอนนี้มันช่างอบอุ่นเสียจนเสียงจอแจรอบร้านดูเบาบางลงไปถนัดตา
ระหว่างทางเดินกลับหอพัก ลมยามค่ำคืนพัดโชยกลิ่นไอฝนจางๆ มาปะทะผิวกาย เราเดินทิ้งระยะห่างกันแค่ช่วงแขนเดียว เสียงฝีเท้ากระทบพื้นปูนดังสลับกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก แต่ความเงียบครั้งนี้ไม่ได้น่าอึดอัดเลยสักนิด กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในใจของคนทั้งคู่
จนกระทั่งเราเดินมาถึงหน้าลิฟต์ชั้นเจ็ด ต้นหนาวหยุดยืนกอดอกพิงผนังปูน ทำท่าทางขยุกขยิกราวกับมีอะไรบางอย่างติดอยู่ในลำคอ ท่าทางอึกอักแบบนั้นทำให้ผมต้องเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ
"มีอะไรหรือเปล่าครับ หรือว่าอิ่มเกินจนเดินไม่ไหว เดี๋ยวผมแบกขึ้นห้องให้เอาไหม"
"ใครอิ่มไม่ทราบ!" ต้นหนาวสวนกลับทันควัน หน้ามุ้งมิ้งเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างถือดี ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ เหมือนรวบรวมความกล้าครั้งใหญ่ในชีวิต "เอ่อ... คือว่า... เมื่อกี้... ที่ร้านข้าวต้ม..."
"ครับ? ที่ร้านข้าวต้มทำไมเหรอครับ?" ผมก้าวเข้าไปประชิดตัวขึ้นอีกนิดโดยไม่รู้ตัว กลิ่นสบู่อ่อนๆ จากตัวเขาโชยมาแตะจมูกท่ามกลางแสงไฟสลัวของโถงทางเดิน
"ก็... ก็ที่พี่บอกว่า..." เสียงของเขาเบาลงเรื่อยๆ จนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศ ปลายนิ้วเรียวเล็กบิดชายเสื้อตัวเองจนยับยู่ยี่ ใบหน้าหวานเบือนหนีไปมองหน้าต่างกระจกฝั่งตรงข้าม ไม่กล้าสบตาตรงๆ "ที่บอกว่าสายตามันบังเอิญเจอ... ความน่ารัก... น่ะ..."
ผมกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นโครมครามดังยิ่งกว่าตอนวิ่งมาราธอน
"ครับ? ผมพูดความจริงนะ ทำไมเหรอครับ" ผมแกล้งเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่สุภาพบุรุษคนหนึ่งจะทำได้
ต้นหนาวเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะหันขวับกลับมามองหน้าผมด้วยดวงตาที่ประกายแสงวับวัวราวกับตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว และก่อนที่ผมจะทันได้ตั้งตัว มือเรียวนั้นก็ยื่นมาคว้าปกเสื้อของผมกระชากเข้าไปหาตัวจนระยะห่างระหว่างเราเหลือแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ตรงปลายจมูก
"ถ้า... ถ้าพูดแบบนี้บ่อยๆ อีก... ผมจะถือว่าพี่จีบจริงๆ แล้วนะ!"
พูดจบ เจ้าตัวก็ปล่อยมือจากเสื้อผม ผลักอกผมเต็มแรงจนเซถอยหลังไปสองก้าว แล้วหมุนตัววิ่งหายเข้าไปในห้องพัก ปิดประตูใส่หน้าผมดัง *ปัง!* สนั่นหวั่นไหว ทิ้งให้ผมยืนยิ้มค้างอยู่หน้าห้องตามลำพังท่ามกลางความเงียบงัน
ติ๊ง! เสียงเตือนข้อความในสมาร์ทโฟนในกระเป๋าเสื้อกางเกงดังขึ้นเบาๆ ผมหยิบขึ้นมาดูพบว่าเป็นแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชท ภาพโปรไฟล์รูปแมวหน้ามึนส่งข้อความสั้นๆ เข้ามาว่า...
*[ต้นหนาว]: ห้ามหัวเราะนะเว้ย! ถือว่าเตือนแล้วนะไอ้พี่บ้า!*
*[ต้นหนาว]: (Sender has unsent a message)*
ผมหลุดขำพรืดออกมาเสียงดังลั่นโถงทางเดิน ปลายนิ้วสไลด์หน้าจอเพื่อพิมพ์ข้อความตอบกลับไปทันทีโดยไม่ลังเล... แต่ทว่า ก่อนที่ผมจะทันได้กดส่งข้อความนั้น หน้าจอมือถือก็ปรากฏสถานะ *'ต้นหนาว is typing...'* ค้างไว้นานผิดปกติ ตามด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ดังแว่วมาจากด้านหลังประตูห้องตรงข้าม...
และก่อนที่ผมจะได้ตั้งสติ ประตูห้องที่ควรจะปิดสนิทไปแล้ว กลับค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างบางในชุดนอนลายการ์ตูนที่โผล่หน้าออกมามองผมด้วยแววตาสั่นระริกราวกับกำลังซ่อนความลับบางอย่างไว้ไม่อยู่...
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกดีๆ ที่ค่อยๆ ผลิบานนี้นะครับ
- สายลมแผ่วเบา -
พี่ข้างห้องครับ อย่าจีบหนูบ่อย หนูใจคอไม่ดี•ตอนที่ 9
กินข้าวเย็นด้วยกันไหมครับ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องครับ อย่าจีบหนูบ่อย หนูใจคอไม่ดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!