"ถ้าพูดยังไม่เลิกยุกยิกแบบนี้ ระวังพี่จะจับจูบปิดปากจริงๆ ด้วยนะ... ต้นหนาว"
เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบอยู่ข้างใบหู พร้อมกับลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดลาดไหล่ ทำให้ผมที่กำลังยืนถือตะกร้าผ้าอยู่ในห้องซักรีดของหอพักถึงกับแข็งค้างไปชั่วขณะ สมองที่เคยประมวลผลเรื่องงานโปรเจกต์บริหารธุรกิจได้อย่างรวดเร็วดั่งติดเทอร์โบ กลับชัตดาวน์สนิทเหลือเพียงภาพใบหน้าหล่อเหลาของพี่สิงห์ที่ขยับเข้ามาใกล้เสียจนระยะห่างระหว่างเราแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ฝุ่นละอองได้เล็ดลอด
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้เกิดมาจากอะไร ทำไมถึงขยันทำให้ใจผมทำงานหนักเกินอัตราอยู่เรื่อย
"พี่... พี่สิงห์ ถอยไปเลยนะ! มายืนหายใจรดต้นคอผมอยู่ได้ เป็นโรคจิตหรือไงเล่า!" ผมหันขวับกลับไปโวยวายใส่ทันทีเพื่อกลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นรำที่ดังตุမ်းๆ จนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน แต่มันดันพลาดตรงที่ลืมกะระยะ... ปลายจมูกของเราจึงเฉียดกันไปนิดเดียวอย่างเฉียดฉิว
ดวงตาคมกริบของรุ่นพี่วิศวะไทpแบดบอยคนนี้พราวระยับ เขายกยิ้มมุมปาก ยิ้มแบบที่ผมเห็นทีไรเป็นต้องอยากคว้าหมอนมาฟาดสักทีสองทีให้หายหมั่นไส้
"อ้าว ก็เห็นยืนบ่นงึมงำอยู่คนเดียวนานสองนาน นึกว่าต้องการคนช่วยซะอีก... หรือว่าที่หน้าแดงนี่ ไม่ได้ร้อนเครื่องซักผ้า แต่เขินพี่กันแน่ครับ ตัวเล็ก"
"ใครตัวเล็กวะ! สูงตั้งร้อยแปดสิบสองเว้ย พูดจาให้เกียรติส่วนสูงผมด้วย!" ผมสะบัดหน้าหนี พยายามดันอกแกร่งของเขาให้ออกห่าง แต่ไอ้หมอนี่ก็ทำตัวเป็นเสาไฟฟ้าแรงสูงที่ไม่ยอมขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังยืนกอดอกมองผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ที่ทำเอาผิวแถวต้นคอร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
"ครับๆ สูงเท่าเสาไฟฟ้าก็ดะ... แต่เมื่อกี้ใครนะที่ยืนกัดปากแล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ตอนเครื่องซักผ้าปั่นผ้าห่มเสียงดัง" พี่สิงห์ยังคงลอยหน้าลอยตาแซต่อไม่หยุด
ผมค้อนใส่ควักใหญ่ "ก็มันตกใจนี่หว่า ใครจะไปรู้ว่าเครื่องมันจะกระโดดได้เหมือนผีเข้าแบบนั้นล่ะ!"
"ฮ่าๆๆ โอ๋ๆ ไม่แกล้งแล้วก็ได้ครับ มานี่มา เดี๋ยวช่วยยกผ้าใส่เครื่องอบให้ จะได้รีบกลับห้องไปนอน พรุ่งนี้มีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอเรา"
น้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนกะทันหันนั้นเล่นเอาผมชะงักไปอีกรอบ พี่สิงห์เอื้อมมือมาแย่งตะกร้าผ้าในมือผมไปถือไว้เองอย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะจัดการโยนผ้าทุกชิ้นลงในเครื่องอบผ้าตามขั้นตอนด้วยความคล่องแคล่ว ผิดลุควิศวกรสายเถื่อนที่ชอบกวนประสาทผมตลอดเวลาเสียจริง... และความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหละ ที่มันคอยแต่จะเซาะกรังกำแพงความเย็นชาที่ผมพยายามสร้างขึ้นมาป้องกันตัวเองทุกที
ระหว่างรอมันทำงาน เราสองคนก็เดินเรื่อยเปื่อยขึ้นมาถึงชั้นเจ็ด ซึ่งเป็นชั้นห้องพักของเรา ผมไขกุญแจห้องตัวเองด้วยความรีบร้อน อยากจะรีบพ้นจากรัศมีรบกวนของคนข้างห้องคนนี้เต็มที เพราะขืนอยู่ใกล้ต่อนานกว่านี้ มีหวังระบบประสาทผมได้รวนเรจนเผลอทำอะไรแปลกๆ ออกไปแน่ๆ
"อ่ะ กุญแจห้องผม ล็อกเรียบร้อย ฝันดีครับพี่สิงห์ เชิญกลับห้องตัวเองไปได้เลยครับ" ผมพูดรัวเร็วพร้อมกับทำท่าจะผลักประตูห้องปิดใส่หน้า
แต่เร็วกว่าความคิด... มือหนาของพี่สิงห์ยื่นมาดันขอบประตูไว้ได้ทันอย่างฉิวเฉียด ดวงตาคู่นั้นมองลอดช่องว่างเข้ามาด้วยแววตาที่อ่านยากขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย บรรยากาศรอบตัวที่เคยมีความกวนประสาทเมื่อครู่ จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่ชวนให้หายใจไม่ค่อยทั่วท้อง
"ใจร้ายจังนะตัวเล็ก ไล่กันตรงๆ แบบนี้เลยเหรอ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเบาๆ
"ใครใจร้าย ผมแค่จะนอน! ง่วง!"
"ง่วงก็เรื่องของง่วง แต่เรื่องนี้... ยังเคลียร์ไม่จบนะ" พี่สิงห์ขยับเข้ามาประชิดกรอบประตูมากขึ้น จนผมต้องถอยหลังกรูดเข้าไปในห้องโดยอัตโนมัติ "เรื่องที่แอบไปโพสต์พาดพิงถึงพี่ในสตอรี่ไอจีเมื่อคืนน่ะ... จะรับผิดชอบยังไงดี หื้ม?"
สตอรี่ไอจี?
ผมเบิกตากว้างทันที สมองนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน... ตอนนั้นผมเมาไวน์ที่ยัยมะลิหิ้วมาฝาก แล้วดันหงุดหงิดที่ไอ้พี่นี่ส่งข้อความมากวนประสาทก่อนนอน เลยเผลอพิมพ์ระบายลงไอจีแบบปิดเพื่อนสนิท (Close Friends) แต่ลืมไปว่า... พี่สิงห์ดันเป็นหนึ่งในแก๊ง Close Friends ที่ผมลืมกดเอาออกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
*‘รำคาญคนข้างห้องชะมัด ยิ้มอยู่ได้ทั้งวัน หน้าเป็นตู้ปลาหรอวะ กินพื้นที่หัวใจคนอื่นอยู่ได้... ไปตายซะ!’*
ฉิบหายแล้ว... ผมลืมเรื่องนี้สนิทเลย!
"ะ... เปล่าสักหน่อย! ผมไม่ได้หมายถึงพี่นะ! หมายถึง... หมายถึงแมวข้างห้องต่างหาก!" ผมแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก เหงื่อกาฬเริ่มผุดพรายขึ้นตามไรผม ทั้งๆ ที่ห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำ
พี่สิงห์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนมุมปากอีกครั้ง "อ๋อ... แมวใส่เสื้อช็อปวิศวะ พันธุ์เดียวกับพี่ว่างั้นเถอะ?"
"เออ... ใช่! แมวพันธุ์นั้นแหละ ดื้อจะตาย!" ผมเถียงข้างๆ คูๆ หลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมาเหมือนจะทะลุทะลวงเข้าไปในความคิด
"หึๆ ดื้อจริงหรือเปล่าไม่รู้... แต่ที่รู้ๆ..." พี่สิงห์ก้าวเข้ามาในห้องของผมโดยพละการ แถมยังปิดประตูห้อง "ล็อก" กลอนเสร็จสรรพเรียบร้อยต่อหน้าต่อตาผมที่ยืนอ้าปากค้าง "เจ้าของแมวต่างหากที่ปากแข็ง ยอมรับยากชะมัด"
"เฮ้ย! เข้ามาห้องคนอื่นได้ยังไงเนี่ย ออกไปเลยนะ! ไม่งั้นผมจะโวยวายจริงๆ ด้วย!" ผมถอยหลังจนสะโพกไปชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน หมดทางหนีทีไล่
พี่สิงห์ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างกันแค่คืบเดียว ร่างสูงใหญ่ก้มลงมองผมที่ตัวเล็กกว่านิดหน่อยด้วยสายตาที่อบอุ่นจนน่ากลัว มือหนายื่นขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากให้อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นๆ นั้นทำให้ผมสะดุ้งเฮือก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"โวยวายสิครับ พี่อยากฟังเสียงเราชัดๆ เหมือนกัน..." น้ำเสียงกระซิบพร่าพรายชวนใจสั่น "หรือจะเปลี่ยนจากโวยวาย มาพูดคำนั้นให้พี่ฟังอีกรอบดีล่ะ... คำที่เธอเผลอพิมพ์มาในแชทแต่ลบแทบไม่ทันเมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะ"
ผมหน้าแดงแจ๋ขึ้นมาทันทีจนลามไปถึงใบหู แชทนั้น... แชทที่ผมพิมพ์ผิดแล้วลบแทบไม่ทัน แต่มันดันขึ้นว่า "คุณได้ยกเลิกข้อความ" ไปหยกๆ ซึ่งพี่สิงห์ต้องเห็นมันแน่ๆ!
"ผม... ผมไม่ได้พิมพ์อะไรทั้งนั้นแหละ!" ผมเสียงสั่น ปฏิเสธเสียงแข็งทั้งที่หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
"แน่ใจเหรอครับ?" พี่สิงห์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้น ลมหายใจอุ่นปะทะเข้ากับแก้มใสจนผมต้องหลับตาปี๋ด้วยความทำอะไรไม่ถูก ความตึงเครียดและความเขินอายตีรวนกันมั่วซั่วไปหมดในหัว
ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นระส่ำไม่เป็นส่ำ สมองที่รวนเรหนักมากจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ความหวาดหวั่นผสมกับความหมั่นไส้ที่ถูกต้อนจนมุม ทำให้ผมเผลอหลุดปากพูดออกไปเสียงดัง โดยลืมคิดถึงผลที่จะตามมาทั้งหมด
"เออ! รู้แล้วน่า... ก็ได้! พี่สิงห์... *พี่ขา* พอใจหรือยังเล่า!"
สิ้นคำพูดนั้น... ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันสนิท
ผมเบิกตากว้างขึ้นทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป สมองวิเคราะห์ผลลัพธ์แล้วกรีดร้องโหยหวนในใจ... *นี่ฉันเรียกเขาว่า 'พี่ขา' งั้นเหรอ?! บ้าไปแล้ว! บ้าไปแล้วแน่ๆ!*
ส่วนพี่สิงห์... เจ้าตัวยืนนิ่งค้างไปสนิท ดวงตาคมกริบคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง ก่อนที่ประกายความไหววับบางอย่างจะพาดผ่านดวงตาคู่นั้นอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์หายวับไปกับตา กลายเป็นแววตาที่ลึกซึ้งและจริงจังเสียจนน่ากลัว
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปในพริบตา ความกวนประสาทเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด
พี่สิงห์นิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด
"เมื่อกี้... เรียกพี่ว่าอะไรนะ หื้ม?" เสียงทุ้มต่ำเอמהกระซิบแผ่วเบาข้างหู ลมหายใจร้อนผ่าวรดต้นคอจนผมสะท้านเฮือก "ลองพูดให้พี่ฟังชัดๆ อีกทีซิ... ต้นหนาว"
หัวใจของผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม รู้สึกได้ทันทีว่าตัวเองกำลังเดินตกลงไปในหลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดดักรอไว้ด้วยความสมัครใจ และต่อให้พยายามหนีแค่ไหน ก็ไม่มีทางรอดเงื้อมมือของคนคนนี้ไปได้อีกแล้ว...
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมพลังใจให้กันเสมอนะครับ)
พี่ข้างห้องครับ อย่าจีบหนูบ่อย หนูใจคอไม่ดี•ตอนที่ 8
เผลอเรียกชื่อเล่นจนได้เรื่อง
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องครับ อย่าจีบหนูบ่อย หนูใจคอไม่ดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!