"พูดอะไรของพี่เนี่ย... ใครไม่อยากเจอใคร หน้าตึงเชียว"
ผมหลุดปากแซะออกไปทันทีที่ได้ยินประโยคชวนช็อกโลกจากปากคนตัวโตที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ แอร์ในรถตู้คันเก๋งของคณะบริหารที่กำลังมุ่งหน้าสู่รีสอร์ตริมทะเลสาบจังหวัดกาญจนบุรีเย็นฉ่ำ แต่บรรยากาศรอบตัวผมกับไอ้พี่สิงห์กลับติดลบจนเกือบติดดิน สายตาคมกริบที่มักจะพราวระยับด้วยความกวนประสาทเมื่อครู่ ตอนนี้กลับทอดมองออกไปนอกกระจกหน้าต่างด้วยแววตาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มันทั้งนิ่งสนิท อ้างว้าง และ... มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่ลึกๆ
ให้ตายเถอะ นี่มันสถานการณ์อะไรวะเนี่ย!
จากเดิมที่เราสองคนควรจะเปิดฉากสงครามประสาทกันตั้งแต่ล้อรถหมุนออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเหมือนทุกทริปที่ผ่านมา ยัยมะลิกับไอ้พวกแก๊งวิศวะตัวแสบที่นั่งอยู่เบาะหลังถึงกับเงียบกริบ ไม่มีเสียงแซว ไม่มีเสียงหัวeหัวคิกคัก มีเพียงเสียงเพลงคลอเบาๆ จากวิทยุรถยนต์ที่ยิ่งขับเน้นความอึดอัดให้เด่นชัดขึ้นไปอีก
"เปล่าหรอก..." สิงห์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นเสยผมสีเข้มที่รกปรกลงมาปรกหน้าผากด้วยท่าทางที่ดูเซอร์โดยไม่ได้ตั้งใจ "แค่ไม่คิดว่า ‘ยัยตัวแสบ’ สมัยเด็กจะบังเอิญโผล่มาทวงสัญญาเฉยๆ"
"หือ? สัญญาอะไร ใคร? แฟนเก่าพี่เหรอ?" ผมหรี่ตามองด้วยสัญชาตญาณความเสือกที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนปิดไม่มิด แม้ปากจะบอกว่าไม่อยากสนใจ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นแรงแปลกๆ อย่างไม่มีสาเหตุ
"อยากรู้เหรอครับ?" สิงห์หันกลับมาสบตาผม มุมปากยกยิ้มเจ้าเลệuขึ้นมานิดๆ เหมือนไอ้หมาป่าเจ้าเล่ห์ที่เพิ่งหาหางตัวเองเจอ "ถ้าอยากรู้... คืนนี้มานั่งคุยที่ริมระเบียงห้องพักสิ เดี๋ยวพี่เล่าให้ฟังแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะต้นหนาวคนเดียวเลย"
"ฝันไปเถอะพี่! ใครอยากฟังเรื่องชาวบ้าน!" ผมรีบเบือนหน้าหนีไปทางหน้าต่างทันที พร้อมกับยกมือขึ้นกอดอกแน่นเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่ดันทรยศกระตุกมุมปากขึ้นมาซะได้
ให้ตายสิ... ไอ้พี่สิงห์นี่มันอันตรายต่อระบบการเต้นของหัวใจผมจริงๆ นะครับ แค่รอยยิ้มมุมปากกับสายตากรุ้มกริ่มแค่นั้น ทำไมผมต้องรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลาด้วยวะเนี่ย!
รถตู้เคลื่อนตัวเข้ามาจอดสนิทatลานจอดรถของรีสอร์ตสไตล์วินเทจท่ามกลางหุบเขาและสายหมอกจางๆ เสียงเอะอะโวยวายของพวกเพื่อนๆ ในคณะก็ดังขึ้นปลุกบรรยากาศให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ความชื้นและกลิ่นอายของธรรมชาติก็ปะทะเข้ากับใบหน้าทันที
"กรี๊ดดด! บรรยากาศดีมากแม่! แกดูนู่นสิ ต้นหนาว! เหมาะกับการถ่ายรูปคู่ลงไอจีสตอรี่เรียกยอดไลก์สุดๆ!" ยัยมะลิวิ่งปรี่เข้ามาเกาะแขนผมพร้อมกับเขย่าไปมาอย่างตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายวิบวับแบบเจ้าแผนการ
"ถ่ายกับผีสดิแก รีบลงไปเอาของแล้วเข้าห้องพักเถอะ ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว" ผมทำเป็นบ่นอุบอิบ แต่สายตากลับเหลือบไปมองร่างสูงใหญ่ของคนที่เพิ่งก้าวลงมาจากฝั่งคนขับ พี่สิงห์กำลังยืนคุยกับพี่เลี้ยงคณะเรื่องกุญแจห้องพัก เสื้อยืดสีขาวพับแขนขึ้นจนเห็นกล้ามเนื้อแขนชัดเจนกับกางเกงยีนส์เซอร์ๆ... โอ้โห ยอมรับก็ได้วะว่าผู้ชายคนนี้เวลาเผลอๆ มันก็ดูเท่ชะมัดยาก
"อ้าว น้องต้นหนาวครับ ยืนเหม่อมองอะไรอยู่ หรือว่ากำลังมองหาเจ้าของห้องพักข้างๆ กันแน่หึ?"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นใกล้ๆ จนผมสะดุ้งโหยง หันไปก็เจอใบหน้ากวนประสาทของไอ้พี่สิงห์ที่โน้มตัวลงมาหาซะใกล้ ชนิดที่ปลายจมูกของเราเกือบจะชนกันอยู่รอมร่อ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายอ่อนๆปะปนกับกลิ่นแดดจางๆ ลอยเข้าจมูกจนผมต้องรีบผถหนีแทบไม่ทัน
"ใครมอง! ใครจะไปมองพี่ หลบไปเลยนะ เกะกะ!" ผมแหวใส่หน้าแดงก่ำ รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แลင်းขึ้นมาที่ใบูจนต้องยกมือขึ้นมาพัด
"ฮ่าๆๆ หน้าแดงใหญ่แล้วนะเรา เป็นไข้หรือว่าเขินพี่กันแน่เนี่ยตัวเล็ก" สิงห์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะยื่นพวงกุญแจห้องพักมาตรงหน้าผม "อ่ะ กุญแจห้องแก... ห้อง 305 ส่วนพี่อยู่ห้อง 306 นะครับ อยู่ติดกันเป๊ะๆ เลย ดีใจไหมเอ่ย?"
ฉิบหายแล้ว... ห้องติดกันเหรอวะเนี่ย!
ผมเบิกตากว้างมองพวงกุญแจในมือสลับกับใบหน้ายิ้มระรื่นของคนตรงหน้า สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ อยู่ห่างกันแค่ผนังห้องกั้น... แบบนี้ผมจะไม่โดนไอ้พี่บ้านี่ตามมากวนประสาทถึงเตียงนอนเลยรึไงวะเนี่ย!
"เปลี่ยนห้อง! ผมขอเปลี่ยนกับยัยมะลิ!" ผมโวยวายลั่น รีบหันไปคว้าแขนเพื่อนสนิท แต่ยัยตัวดีกลับชิงพูดตัดหน้าขึ้นมาซะก่อน
"อุ๊ย! เสียใจด้วยนะยะต้นหนาว พอดีห้องของฉันกับพวกพี่ๆ วิศวะเขาจับฉลากกันเรียบร้อยแล้ว แกต้องนอนห้อง 305 กับพี่สิงห์... เอ้ย! หมายถึงห้อง 305 อยู่ติดกับห้องพี่สิงห์พอดี โชคดีจังเลยเนอะแกรรร!" ยัยมะลิส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ พร้อมกับทำมือส่งสัญญาณสู้ตายที่ทำเอาผมอยากจะกระโดดบีบคอเพื่อนรักตัวแสบนี่จริงๆ
"สมใจเขานี่แหละนะ..." สิงห์กระซิบเบาๆ ข้างหูผมด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ ขณะที่เดินผ่านไหล่ผมไป "คืนนี้เตรียมตัวรับมือกับเรื่องเล่าสนุกๆ ของพี่ได้เลยนะ... น้องต้นหนาว"
ผมยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ หัวใจเต้นโครมครามราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ในอก ความรู้สึกตื่นเต้น ประหม่า และอยากรู้อยากเห็นตีรวนกันมั่วไปหมด บรรยากาศการเดินทางครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่า... หัวใจของผมมันกำลังจะพังทลายลงเพราะรอยยิ้มของคนข้างห้องคนนี้ซะแล้วล่ะครับ
ช่วงค่ำคืนอากาศริมทะเลสาบลดฮวบลงจนต้องหยิบเสื้อกันหนาวตัวเก่งขึ้นมาสวมใส่ เสียงกีตาร์โปร่งและเสียงหัวเราะสนุกสนานของพวกเพื่อนๆ ดังแว่วมาจากลานจัดเลี้ยงริมน้ำ แต่ผมกลับเลือกที่จะหลีกหนีความวุ่นวายมานั่งอยู่ที่ระเบียงห้องพักของตัวเอง ลมเย็นๆ พัดปะทะใบหน้า ช่วยให้สมองที่วุ่นวายมาทั้งวันสงบลงได้บ้าง
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะเบาๆ ที่ประตูกระจกใสระเบียงห้องข้างๆ ดังขึ้น ผมหันไปมองตามสัญชาตญาณ ก็เห็นร่างสูงของสิงห์ยืนพิงระเบียงห้องของเขาอยู่ มือถือกระป๋องเบียร์เย็นเฉียบไว้ในมือ สายตากลมโตคู่นั้นมองตรงมาที่ผมด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนเคย
"ออกมานั่งรับลมเหรอครับ หรือว่า... รอฟังเรื่องที่พี่สัญญาไว้?" เสียงทุ้มเอ่ยถามข้ามระเบียงมาในความมืดสลัว
ผมลังเลอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินไปพิงระเบียงฝั่งของตัวเองบ้าง ระยะห่างระหว่างเราสองคนตอนนี้เหลือเพียงแค่ระแนงไม้กั้นกลางที่เอื้อมมือถึงกันได้ง่ายๆ
"ใครรอพี่ ทורคตต่างหากล่ะ บรรยากาศมันดีต่างหาก" ผมเถียงกลบเกลื่อน ซ่อนมือที่กำชายเสื้อกันหนาวแน่น
สิงห์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมคายทอดมองออกไปไกลยังผืนน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์ระยิบระยับ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเงียบงันลงจนได้ยินเสียงจิ้งจอกและลมหายใจของกันและกัน
"ต้นหนาว..." สิงห์เรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันนุ่มนวลและจริงจังจนผมต้องหันไปมอง "ที่พี่เคยบอกว่า... มีคนไม่อยากเจอที่สุดในชีวิตน่ะ..."
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ตั้งใจฟังโดยไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตา
"ความจริงแล้ว... มันไม่ใช่เรื่องจริงหรอก" สิงห์หันมาสบตาผมตรงๆ แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทำให้เห็นแววตาที่ไหววูบอย่างชัดเจน "คนคนนั้น... คือคนที่พี่อยากเจอมากที่สุดต่างหาก แต่เพราะความโง่เง่าในอดีต ทำให้พี่ไม่กล้าแม้แต่จะสู้หน้าเขา จนกระทั่งวันที่เดินมาเจอเด็กปากจัดคนหนึ่งที่ห้องข้างๆ..."
ตู๊บ! หัวใจผมกระตุกวูบอย่างแรง เลือดในกายสูบฉีดจนร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อสมการในหัวเริ่มประติดประต่อเรื่องราวเข้าด้วยกัน
เด็กปากจัดคนนั้น... ห้องข้างๆ... หรือว่า...
"พี่หมายถึง..." ผมอ้าปากค้าง หัวใจเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
สิงห์วางกระป๋องเบียร์ลงบนโต๊ะไม้ ก้าวเข้ามาใกล้ระแนงกั้นมากขึ้นจนแทบจะชิดติดตัวผม ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับต้องการจะอ่านใจ และก่อนที่ผมจะได้ทันตั้งตัว มือหนาก็เอื้อมมาแตะที่ปลายคางของผมเบาๆ พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุน
"พี่ไม่ได้หมายถึงใครที่ไหนหรอกครับ... พี่หมายถึงไอ้เด็กดื้อที่ยืนอยู่ตรงนี้นี่แหละ"
ให้ตายเถอะ... นี่มันยิ่งกว่าโดนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ซะอีก!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปด้วยกันกับความสัมพันธ์ที่เริ่มสั่นคลอนหัวใจดวงนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
- สายลมแผ่วเบา
พี่ข้างห้องครับ อย่าจีบหนูบ่อย หนูใจคอไม่ดี•ตอนที่ 16
ทริปคณะที่ทำเอาใจสั่น
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องครับ อย่าจีบหนูบ่อย หนูใจคอไม่ดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!