"ถ้าคิดจะแอบมองหน้าผม นานเกินส้าวินาที... มีค่าลิขสิทธิ์เป็นกาแฟเย็นหนึ่งแก้วนะครับตัวเล็ก"
เสียงเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ระดับสิบแต้ม ทำให้ผมสะดุ้งสุดตัวจนเกือบทำแฟลชไดรฟ์ในมือร่วงลงพื้น ต้นหนาวคนนี้เกือบจะหลุดอุทานคำหยาบคายออกมาแล้วเชียว หากไม่ติดว่าเจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อช็อปวิศวะที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กำลังส่งยิ้มมุมปากแบบที่เห็นทีไรก็หมั่นไส้จนอยากจะหยิกให้เนื้อเขียว
ให้ตายเถอะครับ... เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบอยู่ข้างใบหูเมื่อครู่ มันทำเอาเส้นขนทั่วร่างของผมพร้อมใจกันลุกชันยิ่งกว่าเจอผีสางในห้องเก็บของคณะเสียอีก
ผมถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณจนสะโพกไปชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานในห้องสโมสรนักศึกษาที่ตอนนี้เหลือกันอยู่แค่สองคน (เพราะยัยมะลิเพื่อนตัวแสบมันอ้างปวดท้องแล้วชิ่งหนีไปก่อนหน้านี้อย่างมีพิรุธ) ดวงตากลมโตของผมตวัดมองค้อนคนตัวโตที่ตีหน้ามึนเดินลอยชายเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานของผมอย่างไร้มารยาท แถมยังถือวิสาสะหมุนเก้าอี้เข้ามาประชิดเสียจนเข่าของเราแทบจะชนกันอยู่รำมะรำ
"ใครเขามองหน้าพี่กัน ทะหลลหลงตัวเองชะมัด!" ผมแหวใส่เสียงดังกลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เริ่มประท้วงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอกข้างซ้าย "แล้วนี่เดินเข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง เป็นโจรหรือไงถึงชอบย่องมาข้างหลังคนอื่นเนี่ย"
"เปล่าเป็นโจรครับ... แค่เป็นคนที่อยากเป็นเจ้าของห้องข้างๆ และ... อยากเป็นเจ้าของหัวใจคนแถวนี้ด้วยก็แค่นั้นเอง"
พี่สิงห์ตอบหน้าตาย สายตาคมกริบที่มักจะใช้มองสาวๆ ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยกำลังทอดมองมาที่ผมด้วยประกายระยิบระยับที่อ่านความหมายไม่ออก มันไม่ใช่แววตากวนประสาทแบบทุกที แต่มันมีความจริงจังบางอย่างเจืออยู่จนผมเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะแคบลงถนัดตาเมื่อพี่สิงห์ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นเหงื่อจากการทำกิจกรรมลอยวนอยู่ในพื้นที่จำกัด ทำให้ผมรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจชั่วขณะ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องเบือนหน้าหนีไปมองกองเอกสารบนโต๊ะแทน เพื่อหลบสายตาคู่นั้นที่ทรงพลังเกินกว่าจะต้านทานไหว
"เพ้อเจ้ออะไรของพี่เนี่ย ถอยไปเลยนะ เกะกะ คนจะทำงาน" ผมดันไหล่กว้างนั้นเบาๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คืออีกฝ่ายกลับขยับเข้ามาประชิดยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่าแรงผลักของผมเป็นเพียงสัมผัสจากแมวเหมียวตัวน้อย
"ไม่ได้เพ้อเจ้อครับ พูดจริงทุกคำ... เนี่ย ดูสิ หน้าแดงใหญ่แล้ว" พี่สิงห์หัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี นิ้วเรียวยาวของวิศวกรหนุ่มถือวิสาสะยื่นมาแตะที่แก้มขวาของผมแผ่วเบา ความอุ่นจากปลายนิ้วนั้นส่งผ่านผิวแก้มจนผมสะดุ้งเฮือก รีบเอามือปัดออกทันที "เฮ้ย! พี่สิงห์ มาจับแก้มผมทำไมเนี่ย มือไม้ไม่สะอาดเลย!"
"อ้าว ก็เห็นมันแดงแจ๋ นึกว่าไม่สบาย... หรือว่าเขินผมล่ะครับ หื้ม?"
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากกับน้ำเสียงทุ้มพาสเทลนั่นทำเอาผมอยากจะมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด ปากบอกปฏิเสธเสียงแข็งแต่หัวใจเจ้ากรรมดันทรยศเต้นโครมครามจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยินมันเข้าจริงๆ
สติสัมปชัญญะของต้นหนาวกำลังจะหลุดลอยไปในอากาศเมื่อใบหล่อเหลานั้นโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนเหลือแค่ลมหายใจกั้น พี่สิงห์จ้องมองริมฝีปากผมสลับกับดวงตา นัยน์ตาคู่นั้นพราวระยับด้วยความท้าทายแกแกมเอ็นดู
"ต้นหนาว..." เสียงเรียกชื่อผมแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากสายลม มันสั่นพร่าและดึงดูดใจจนผมเผลอค้างนิ่งราวกับถูกสะกดจิต
ในจังหวะที่หัวใจกำลังจะเต้นระเบิดออกมานอกอก เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น *'ติ๊ง!'* ทำลายความเงียบและดึงสติอันน้อยนิดของผมให้กลับคืนมา
ผมผุดลุกขึ้นยืนพรวดเดียวจนเก้าอี้หมุนกระแทกโต๊ะดังลั่น คว้ามือถือขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอด้วยมือที่สั่นเทาหวังจะหนีสถานการณ์ชวนใจวายนี้ แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นหน้าจอแชตของยัยมะลิที่ส่งรูปถ่ายเหตุการณ์เมื่อกี้ตอนที่พี่สิงห์กำลังจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ มาพร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดขึ้นหน้า
*[มะลิหมูอ้วน]: ง이๊ยยยยยยย! เขินแทนจนตัวบิดแล้วนะมึง! สารภาพรักเลยมั้ย เดี๋ยวชงให้!*
ผมกำโทรศัพท์ในมือแน่นด้วยความเขินอายปนโมโหเพื่อนรักตัวดี แต่ยังไม่ทันจะได้พิมพ์ด่ากลับ มือหนาของคนที่นั่งอยู่ก็เอื้อมมาฉวยข้อมือผมไว้เบาๆ แรงดึงเพียงเล็กน้อยทำให้ผมเสียหลักเซถลาลงไปนั่งตักแกร่งนั้นเข้าอย่างจัง!
กรี๊ดในใจดังลั่น! นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย!
"จะรีบไปไหนล่ะครับ... แชตใครส่งมาเหريญ ทำไมหน้าถึงได้แดงกว่าเดิมอีก หรือว่า..." พี่สิงห์กระซิบชิดริมใบหู ลลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอจนผมสะท้านเยือก ร่างกายแข็งทื่อขยับไปไหนไม่ได้เมื่อวงแขนแข็งแรงโอบกระชับเอวผมไว้หลวมๆ ป้องกันการหลบหนี
ดวงตาคมกริบของเขามองตรงมาที่หน้าจอโทรศัพท์ที่ยังสว่างคาอยู่ และก่อนที่ผมจะทันได้กดล็อกหน้าจอ พี่สิงห์ก็อ่านข้อความของมะลิออกเสียงด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
"อ๋อ... ยัยมะลิบอกให้สารภาพรักเหรอครับ..."
ผมหน้าร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาเตาไฟมาจ่อใกล้ๆ พยายามจะดิ้นหนีแต่ก็ถูกรวบตัวไว้แน่นขึ้นกว่าเดิม หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกในวินาทีที่พี่สิงห์ก้มลงกระซิบประโยคถัดมาข้างหูด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนน่ากลัว
"งั้น... ไม่ต้องรอยัยมะลิชงหรอกนะครับ เพราะผม... อยากบอกด้วยตัวเองตั้งนานแล้ว..."
ผมเบิกตากว้าง หันขวับไปมองหน้าเขาด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ขณะที่นิ้วเรียวของพี่สิงห์กำลังกดเปิดหน้าจอแชตค้างไว้ แล้วพิมพ์ข้อความบางอย่างส่งตรงไปยังแชตของยัยมะลิอย่างรวดเร็วโดยที่ผมไม่มีโอกาสได้ห้ามทัน!
ข้อความนั้นถูกส่งออกไปแล้ว... และไอคอนสถานะ *'Seen'* ก็ปรากฏขึ้นทันทีพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนสายเรียกเข้าจากยัยมะลิที่ดังกระหน่ำขึ้นมาในความเงียบ!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
พี่ข้างห้องครับ อย่าจีบหนูบ่อย หนูใจคอไม่ดี•ตอนที่ 26
ใจเต้นแรงจนพี่สิงห์จับได้
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องครับ อย่าจีบหนูบ่อย หนูใจคอไม่ดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!