“ความตายเป็นเพียงคำนิยามที่พวกอ่อนแอใช้ปลอบใจตัวเอง ราเวน”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องโถงกว้าง ร่างที่ควรจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปเมื่อร้อยปีก่อนก้าวออกมาจากเงามืดของเสาหินทราย ใบหน้าที่เคยคุ้นตาบัดนี้มีรอยแผลเป็นลากผ่านดวงตาซ้าย ดับประกายแห่งชีวิตเดิมจนเหลือเพียงนัยน์ตาสีเทาหม่นที่เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก
ราเวนกำหมัดแน่นจนเสียงกระดูกนิ้วลั่นกรอบ ประกายสีเลือดในดวงตาของเขาวูบไหวด้วยแรงอารมณ์ที่พยายามสะกดกลั้น “อาร์เธอร์... นายทรยศต่อพันธสัญญาเลือด และนายกำลังก้าวเท้าเข้าสู่ความฉิบหายด้วยตัวเอง”
“พันธสัญญา?” ชายผู้นั้นแค่นหัวเราะ ก่อนจะเหลือบมองเอลาร่าที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ข้างหลังราเวน “ความรักทำให้ราชาผู้ยิ่งใหญ่กลายเป็นคนไร้เขี้ยวเล็บไปเสียแล้วหรือ? เจ้าปกป้อง ‘กุญแจ’ ดอกนี้ไว้เพียงเพื่อหวังจะครอบครองพลังที่เจ้าเองก็ยังไม่คู่ควร”
เอลาร่ารู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกจากกายของราเวน เขาไม่ได้เพียงแค่โกรธ แต่มันคือแรงอาฆาตที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า มือแกร่งของราเวนคว้าเข้าที่ต้นแขนของเธอ กระชากเข้ามาประชิดแผ่นอกกว้างจนเธอได้กลิ่นกำยานเย็นๆ ผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ของเขา
“ถอยไปที่ห้องใต้ดินเดี๋ยวนี้ เอลาร่า” เสียงของเขาสั่งเฉียบขาด แม้จะดูห่างเหินแต่เธอกลับสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในน้ำเสียงนั้น
“ไม่... ฉันจะไม่ทิ้งคุณ” เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอแน่วแน่ไม่แพ้กัน
ในจังหวะนั้นเอง เสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้างปราสาทก็ดังขึ้นจากภายนอก ไม่ใช่เสียงของสัตว์ร้ายธรรมดา แต่มันคือเสียงประสานของฝูงมนุษย์หมาป่านับร้อยที่กำลังกรีดร้องหาเหยื่อ ไคเลนไม่ได้มาเพียงลำพัง เขานำกองทัพเงามาเพื่อล้อมปราสาทราเวนไว้ทุกทิศทาง
พื้นดินสั่นไหวอย่างรุนแรงจนโคมไฟระย้าแกว่งไกว ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดานสูง ราเวนสะบัดมือเบาๆ ผ้าคลุมสีดำสนิทของเขาสะบัดพริ้วราวกับปีกของมัจจุราช เขาหันกลับมาหาเอลาร่า ดวงตาที่เคยเยือกเย็นบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจเพลิงนรก
“สงครามเงาเริ่มต้นแล้ว เอลาร่า” เขาโน้มใบหน้าลงมา ประทับจูบหนักหน่วงที่หน้าผากของเธอ เป็นจูบที่ไม่ได้มีความนุ่มนวล แต่เต็มไปด้วยการยืนยันความเป็นเจ้าของและคำลาที่ไม่มีใครอยากกล่าว “ถ้าข้าไม่กลับมา... จงใช้พลังในสายเลือดของเจ้าทำลายหัวใจปราสาทเสีย อย่าให้มันตกอยู่ในมือของใคร”
เขาสะบัดตัวหันหลังกลับ พุ่งทะยานออกไปผ่านหน้าต่างบานสูงที่แตกกระจายด้วยแรงกดดันอากาศ ทิ้งให้เอลาร่ายืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางเศษกระจกและความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว
ด้านนอก ปราสาทราเวนถูกโอบล้อมด้วยเงาของเหล่านักล่า ไคเลนยืนตระหง่านอยู่บนยอดเนินเขาสูง ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจากการสู้รบขยายใหญ่ขึ้นจนน่าเกรงขาม ดวงตาสีเหลืองอำพันของเขาจ้องมองไปยังราเวนที่ร่อนลงสู่พื้นดินด้วยท่วงท่าสง่างาม
“เจ้ามาช้าไป ราเวน” ไคเลนคำราม เสียงนั้นเต็มไปด้วยความสะใจ “วันนี้เลือดของพวกแวมไพร์จะย้อมหิมะจนกลายเป็นสีแดงฉาน”
“คนอย่างเจ้า ไม่คู่ควรแม้แต่จะเอ่ยชื่อเธอ” ราเวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดิน พื้นดินรอบกายเขากลับเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทด้วยพลังแห่งความมืดที่รั่วไหลออกมา
การปะทะกันเริ่มขึ้นในเสี้ยววินาที ราเวนพุ่งเข้าหาไคเลนด้วยความเร็วที่เหนือการมองเห็นของมนุษย์ปกติ เสียงปะทะของกรงเล็บแหลมคมกับดาบสีเงินสั่นสะเทือนไปทั่วหุบเขา เลือดสีแดงสดเริ่มกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นหิมะสีขาวสะอาด กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งยิ่งปลุกสัญชาตญาณดิบของฝูงมนุษย์หมาป่าให้คลุ้มคลั่ง
ภายในปราสาท เอลาร่าไม่ได้ทำตามคำสั่งของราเวน เธอวิ่งขึ้นไปยังหอคอยสูงสุด สายตาของเธอมองเห็นกองทัพสีดำนับร้อยที่กำลังปีนป่ายกำแพงปราสาทราวกับมดปลวก แต่สายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่เงาร่างหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่บนระเบียงฝั่งทิศตะวันตก
นั่นไม่ใช่ไคเลน... และไม่ใช่คนของราเวน
บุคคลปริศนาในชุดคลุมสีเงินสวมหน้ากากครึ่งหน้ากำลังร่ายเวทมนตร์บางอย่าง พลังงานสีม่วงเข้มไหลพุ่งเข้าสู่รากฐานของปราสาท เอลาร่าสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง ราวกับว่าปราสาทแห่งนี้คือร่างกายของเธอเอง
“หยุดนะ!” เธอตะโกนออกไปแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยิน
บุคคลนั้นหันกลับมามองเธอ หน้ากากที่สวมอยู่ขยับเล็กน้อย ก่อนจะถอดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้หัวใจของเอลาร่าแทบหยุดเต้น
ใบหน้าของคนที่ควรจะตายไปแล้ว... ใบหน้าที่เหมือนกับตัวเธอเองทุกประการ
“ในที่สุด... ก็ได้เวลาเปลี่ยนตัวเจ้าหญิงที่น่าสงสารเสียที” หญิงสาวปริศนาที่มีหน้าตาเหมือนเอลาร่าก้าวเข้ามาหาเธอช้าๆ พร้อมกับดาบเล่มเล็กที่เปล่งประกายสีเงินยวง “ขอบคุณที่ช่วยกักขังพลังดึกดำบรรพ์นี้ไว้ให้ข้าจนถึงวันนี้ ถึงเวลาคืนทุกอย่างให้เจ้าของที่แท้จริงแล้ว เอลาร่า”
เอลาร่าถอยกรูดจนชนขอบระเบียง เบื้องล่างคือเหวลึกและสนามรบที่กำลังนองเลือด ส่วนเบื้องหน้าคือปีศาจในคราบของตัวเองที่กำลังจะกระชากวิญญาณเธอไป
หวังว่าเนื้อหานี้จะทำให้ทุกท่านตื่นเต้นจนวางไม่ลงนะครับ ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับผมครับ
ภาคินทร์เที่ยงคืน
รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 22
สงครามเงาเริ่มต้น
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!