“ปล่อยมือจากนางเสีย ไคเลน... ก่อนที่ข้าจะกระชากหัวใจที่เน่าเฟะของเจ้าออกมาขยี้ให้จมดิน”
เสียงทุ้มต่ำดั่งเสียงคำรามของพายุที่ผ่านการสะกดกลั้นของราเวน ดังขึ้นท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วหุบเขาพันธนาการ ดวงตาสีโลหิตของราชาแวมไพร์เรืองรองท่ามกลางความมืดมิด ตัดกับความว่างเปล่าของทุ่งสังหารที่บัดนี้กลายเป็นสมรภูมิเดือด
ไคเลน ผู้นำฝูงหมาป่าในร่างมนุษย์ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและหยาดเหงื่อ แค่นหัวเราะในลำคอ มือหนาของเขายังคงบีบต้นแขนของเอลาร่าไว้แน่นจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด หากแต่แววตาของหญิงสาวเลือดผสมกลับไม่ได้แสดงความหวาดกลัว นางจ้องมองไปที่ไคเลนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการท้าทาย
“เจ้าไม่มีสิทธิ์สั่งข้า ราเวน” ไคเลนตอบกลับ เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยแรงกระหาย “สายเลือดของนางไม่ได้มีไว้ให้ผู้ที่ไร้หัวใจอย่างเจ้าสูบกินเพียงลำพัง พลังนี้... พลังที่สั่นคลอนโลกใบนี้ มันควรเป็นของเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าอย่างพวกข้า”
“แข็งแกร่งงั้นรึ?” ราเวนก้าวเท้าช้าๆ ผ่านซากปรักหักพังของอาวุธและร่างที่ไร้วิญญาณของสมุนหมาป่าที่ขวางทางอยู่ ทุกย่างก้าวของเขาสร้างแรงกดดันมหาศาลจนผืนดินที่เหยียบย่ำดูเหมือนจะสั่นไหว “เจ้าใช้สัญชาตญาณสัตว์เดรัจฉานนำทาง แต่ข้าใช้โชคชะตาลิขิต และนาง... เอลาร่า คือส่วนหนึ่งของชะตากรรมที่ข้าไม่มีวันยอมแลกแม้แต่กับบัลลังก์ของข้าเอง”
เอลาร่าสะบัดแขนหลุดจากการจับกุมของไคเลนอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายพลังงานประหลาดที่ปะทุออกมาจากร่างของนางทำให้ทั้งสองหยุดชะงัก ร่างกายของนางไม่ได้สั่นเทาด้วยความกลัว แต่มันสั่นไหวเพราะพลังโบราณที่ไหลเวียนอยู่ภายในกำลังตื่นขึ้นราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกจองจำมานานปี
“หยุดทั้งคู่นั่นแหละ!” เสียงของเอลาร่าตวาดก้อง แม้จะดูอ่อนแรงแต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจเหนือธรรมชาติ “พวกเจ้าเห็นข้าเป็นอะไร? เครื่องมือ? บรรณาการ? หรือสนามรบที่จะเอาไว้แสดงความยิ่งใหญ่? ข้าไม่ใช่สมบัติของใครทั้งสิ้น ทั้งเจ้า... ราเวน และเจ้า... ไคเลน!”
ทว่าบรรยากาศแห่งสงครามไม่ได้คลี่คลายลงเพียงเพราะคำประกาศกร้าว แสงจันทร์สีเลือดเหนือหัวส่องกระทบใบหน้าของเหล่านักรบหมาป่าที่เริ่มเปลี่ยนร่าง พลิกกระดูกและงอกขนหนาเตอะออกมาท่ามกลางเสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะที่ชวนขนลุก ราเวนกระชับดาบสีเงินในมือ รังสีแห่งความตายแผ่ออกมาจากร่างของเขาจนอากาศรอบข้างหนาวเหน็บถึงกระดูก
ทันใดนั้น ไคเลนก็กระโจนเข้าหา ราเวนขยับกายดุจเงาพราย ทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ เสียงคมเขี้ยวปะทะกับใบมีดโลหะดังสนั่นหวั่นไหว เศษเหล็กและประกายไฟกระเด็นว่อน ราเวนอาศัยความเร็วที่เหนือกว่าฟาดดาบเข้าที่หัวไหล่ของไคเลนจนเลือดสีเข้มสาดกระจาย แต่หมาป่าหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้าน เขากลับตบฝ่ามือลงบนพื้นดินจนเกิดเป็นคลื่นพลังกระแทกให้ราเวนต้องถอยร่นไปหลายก้าว
“เจ้าประมาทเกินไป แวมไพร์!” ไคเลนตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งเข้าใส่ซ้ำดั่งกระสุนปืน เล็บอันคมกริบของเขากรีดผ่านเสื้อผ้าของราเวนจนขาดวิ่น เผยให้เห็นรอยแผลที่เริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็วด้วยพลังฟื้นฟูอันมหาศาล
เอลาร่าจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่พรั่งพรู ความเจ็บปวดจากสายเลือดที่ขัดแย้งกันในตัวนางเริ่มบีบคั้น นางสัมผัสได้ถึงความเย็นชาของราเวนและความเดือดดาลของไคเลน ทั้งคู่กำลังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปเพราะความปรารถนาที่จะครอบครองนาง ทันใดนั้น นางก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง... สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงาใต้แสงจันทร์ที่นางไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
เงาสีดำสนิทที่ไม่ได้มาจากหมาป่าหรือแวมไพร์ตนใด มันคืบคลานออกมาจากความมืดมิดหลังโขดหินใหญ่ กลิ่นอายของมันช่างคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวเสียจนหัวใจของนางหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ราเวนพลาดท่าถูกไคเลนเหวี่ยงกระแทกกับกำแพงหินจนเลือดกบปาก เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ดวงตาสีโลหิตจ้องมองไปยังจุดที่เอลาร่ายืนอยู่ เขารู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติได้เช่นกัน
“เอลาร่า... หนีไป!” ราเวนคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงที่หลุดจากการควบคุม แต่มันสายเกินไป
มือหนึ่งที่แห้งเหี่ยวและซีดเผือดราวกับศพพันปีเอื้อมออกมาจากเงามืด คว้าลำคอระหงของเอลาร่าเอาไว้แน่น แรงบีบนั้นทำให้ร่างของนางลอยขึ้นจากพื้นดิน สัญชาตญาณการต่อสู้ของทั้งราเวนและไคเลนหยุดชะงักลงทันที เมื่อพวกเขาเห็นใบหน้าของผู้ที่ปรากฏตัวออกมาจากเงามืดนั้น
“ลูกสาวของข้า...” เสียงแหบพร่าดั่งเสียงไม้สีกันดังขึ้น เอลาร่าเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยแต่ทว่าบิดเบี้ยวด้วยความอาฆาต “เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ... ถึงเวลาที่เจ้าต้องกลับคืนสู่โลงศพแห่งบรรพชน เพื่อปลุกชีพความมืดที่แท้จริงให้ฟื้นคืนเสียที”
ราเวนพยายามลุกขึ้น แต่ขาของเขากลับไร้ความรู้สึก ไคเลนเองก็ทรุดตัวลงเมื่อเห็นสัญลักษณ์บางอย่างบนข้อมือของชายแก่คนนั้น สัญลักษณ์แห่งตระกูลที่สาบสูญไปพร้อมกับตำนานเลือดเมื่อพันปีก่อน
เอลาร่าดิ้นรนอยู่ในกำมือของชายผู้นั้น ก่อนที่เขาจะกระซิบข้างหูนางด้วยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของนางพังทลายลง “เจ้าคิดว่าราเวนรักเจ้าอย่างนั้นหรือ? ถ้าข้าบอกเจ้าว่า หัวใจที่เขามอบให้เจ้า... แท้จริงแล้วมันคือเครื่องสังเวยเพื่อรอเวลาที่จะควักมันออกมาจากอกเจ้าในคืนที่จันทร์อาถรรพ์ขึ้นเต็มดวง... เจ้ายังจะเชื่อใจชายผู้นี้อยู่ไหม?”
ราเวนเบิกตากว้าง ความลับที่เขาพยายามปิดตายมาตลอดชีวิตถูกกระชากออกมาต่อหน้าศัตรูและหญิงสาวที่เขารักที่สุด
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางอันโหดร้ายนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 23
สมรภูมิเลือด
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!