กลิ่นคาวเลือดที่เจือจางอยู่ในอากาศคือแผนที่นำทางเดียวที่ผมมีในตอนนี้
"หนีไปได้ไม่ไกลหรอก เอลาร่า..." ผมพึมพำกับความมืดมิดในพงไพร เสียงของผมแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงกระหายที่ยากจะสะกดกลั้น ดวงตาของผม—ซึ่งบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิตสด—กวาดมองไปรอบกาย ความเงียบงันของป่าดงดิบยามค่ำคืนไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกโดดเดี่ยว แต่มันกลับเร้าสัญชาตญาณสัตว์ป่าในกายให้พุ่งพล่านจนแทบจะฉีกกระชากร่างของผมออกมาจากกรอบของความเป็นมนุษย์
ผมกระโดดลงจากกิ่งไม้สูงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาของมนุษย์ทั่วไปจะมองทัน แรงปะทะกับพื้นดินทำให้เศษใบไม้แห้งกระจายตัว ผมไม่ได้รีบร้อน ผมกำลังเล่นสนุกกับเหยื่อ... เหยื่อที่ผมถวิลหาและต้องการจะตีตราจองให้เป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว
ที่นั่น... หลังพุ่มเฟิร์นหนาทึบ ผมได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นสะท้าน
"เธอกำลังกลัว" ผมก้าวเดินอย่างช้าๆ รองเท้าบูทหนังเหยียบย่ำลงบนกิ่งไม้จนเกิดเสียงเปราะ "กลัวว่าถ้าฉันเจอตัวเธอ ฉันจะกัดกินเธอทั้งตัว หรือกลัวว่าเธอจะเผลอใจไปกับสัมผัสของฉันกันแน่?"
เงาสีดำในพุ่มไม้เคลื่อนไหว เอลาร่าก้าวออกมา เธอดูอ่อนแรง เนื้อตัวของเธอเปรอะเปื้อนด้วยดินโคลนและเศษใบไม้ ทว่าดวงตาสีอำพันคู่นั้นยังคงทอประกายดื้อรั้นอย่างที่ผมเกลียดและหลงใหลในคราวเดียวกัน
"อย่าเข้ามานะ ราเวน!" เสียงของเธอแหบแห้ง แต่กระนั้นก็ยังแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว "ฉันไม่ใช่หมากในเกมอำนาจของนาย และฉันก็ไม่ใช่สมบัติที่จะให้ใครมาครอบครอง!"
ผมหยุดฝีเท้าลง ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมหวานจากกายเธอ กลิ่นที่กระตุ้นให้สัญชาตญาณแวมไพร์ของผมร้องคำราม "เอลาร่า... เธอน่าจะรู้ดีว่ายิ่งเธอวิ่งหนี หัวใจของฉันก็ยิ่งเต้นแรง และเลือดในกายเธอก็ยิ่งสูบฉีดจนกลิ่นมันหอมหวลเกินกว่าที่ฉันจะหักห้ามใจ"
ผมก้าวประชิดตัวเธอในเสี้ยววินาที กดร่างบางเข้ากับลำต้นไม้ใหญ่ มือข้างหนึ่งช้อนคางของเธอขึ้นมา บังคับให้เธอสบตากับผม ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสัมผัสถึงไอเย็นเยือกที่แผ่ออกมาจากกายผม แต่ทว่า... มือที่สั่นเทาของเธอไม่ได้รับผลักไส แต่มันกลับกำแน่นอยู่ที่หน้าอกของผม ราวกับกำลังชั่งใจระหว่างการผลักออกหรือเหนี่ยวรั้งให้แนบแน่นกว่าเดิม
"อย่าทำแบบนี้..." เสียงเธอแผ่วเบาเหมือนคำวิงวอน
"ทำไมล่ะ?" ผมก้มลงกระซิบข้างใบหู สัมผัสถึงชีพจรที่เต้นถี่รัวบนลำคอระหงของเธอ "ในเมื่อเธอก็ต้องการมันพอๆ กับฉัน"
ผมโน้มตัวลง สูดดมกลิ่นหอมประจำตัวของเธอที่ผสมผสานไปกับกลิ่นดินและป่า ราวกับยาเสพติดที่ทำให้ผมขาดสติ ทว่าก่อนที่ริมฝีปากของผมจะทันได้สัมผัสกับผิวเนียนนุ่ม กลิ่นเหม็นสาบที่คุ้นเคยก็โชยมากับสายลม—กลิ่นของพวกหมาป่า
ไคเลน...
เสียงหอนโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนป่า ราวกับเป็นการประกาศสงครามที่รุนแรงและฉับพลัน ผมกระชากตัวออกจากเอลาร่าทันที ร่างกายของผมเตรียมพร้อมสำหรับปะทะ แสงจันทร์ส่องผ่านแมกไม้ลงมา เผยให้เห็นเงาร่างกำยำที่กำลังพุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิดของพงไพร ดวงตาสีเหลืองอำพันของพวกมันวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้น
"ปล่อยตัวเธอมา ราเวน!" ไคเลนคำราม เสียงของมันทุ้มต่ำและสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ "เธอไม่ได้เป็นของพวกแวมไพร์ไร้หัวใจอย่างแก!"
"เธอไม่ได้เป็นของใครทั้งนั้น" ผมเหยียดยิ้มอย่างเยือกเย็น นิ้วมือของผมเริ่มยาวขึ้นและคมกริบดั่งใบมีด "แต่ถ้าจะต้องมีใครสักคนที่เป็นเจ้าของ... คนคนนั้นก็ต้องไม่ใช่สุนัขรับใช้อย่างแก"
ผมพุ่งตัวเข้าใส่ไคเลนด้วยความเร็วที่ไร้ขีดจำกัด การปะทะกันอย่างรุนแรงส่งผลให้เกิดคลื่นพลังงานกระจายออกไปรอบทิศทาง ต้นไม้รายรอบหักโค่น เอลาร่ากรีดร้องและถอยร่นไปด้านหลังอย่างตื่นตระหนก ผมไม่สนสิ่งอื่นใดนอกจากต้องการฉีกกระชากความมั่นใจของเจ้าหมาป่านี่ให้จมดิน
ทว่า ในขณะที่ผมกำลังจะตะปบเข้าที่ลำคอของไคเลน พลังงานประหลาดบางอย่างก็กระแทกเข้าที่กลางอกของผมอย่างจัง—แรงปะทะที่ไม่ได้มาจากไคเลน
ผมกระเด็นไปกระแทกกับโขดหินข้างทาง เลือดสีเข้มไหลซึมออกมาจากมุมปาก เมื่อผมเงยหน้าขึ้น ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่ไคเลน หรือพรรคพวกของมันที่กำลังรุมล้อม แต่เป็นเอลาร่าที่ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของทั้งสองฝ่าย
มือทั้งสองข้างของเธอแผ่รัศมีแสงสีเงินจางๆ ที่ดูแปลกตาและทรงพลังจนน่าขนลุก ดวงตาของเธอเปลี่ยนไป—จากสีอำพันเป็นสีเงินยวงที่ดูว่างเปล่าและไร้ความรู้สึก ราวกับจิตวิญญาณข้างในถูกครอบงำด้วยอำนาจดึกดำบรรพ์ที่ไม่มีใครรู้จัก
"หยุดเดี๋ยวนี้..." เสียงของเธอไม่ใช่เสียงเดิม แต่มันเป็นเสียงที่กังวานและซ้อนทับกันหลายชั้น จนแม้แต่ผมยังต้องชะงัก
ไคเลนเองก็หยุดมือไปดื้อๆ มันหอบหายใจอย่างหวาดระแวงและถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทุกอย่างในพงไพรเงียบสงัดลง ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเพื่อรอฟังคำบัญชาจากหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงกลาง
เอลาร่าก้าวเดินช้าๆ มาทางผม—ไม่ใช่ในฐานะเหยื่อ แต่ในฐานะบางสิ่งที่สูงส่งกว่า—ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าผมเพียงคืบเดียว เธอใช้นิ้วมือที่เย็นเฉียบสัมผัสลงบนรอยแผลที่หน้าอกของผม ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้วิญญาณผมสั่นสะท้าน
"ราเวน... นายตามหาฉันจนเจอ แต่สิ่งที่นายจะพบต่อจากนี้... คือหายนะที่นายเป็นคนปลุกมันขึ้นมาเอง"
ภาคินทร์เที่ยงคืนหวังว่าบทนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นจนแทบหยุดหายใจ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 8
การไล่ล่าในพงไพร
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!