รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 2

สัมผัสจากราชันย์

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
“อย่าคิดจะวิ่งหนีไปให้ไกลกว่าก้าวนี้เลย เอลาร่า กลิ่นกายของเธอไม่ได้โกหก... มันกำลังกรีดร้องบอกความจริงที่เธอกำลังพยายามฝังกลบมันอยู่” เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงคำรามจากขุมนรกดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง สัมผัสเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งปาดผ่านลำคอระหง ทำให้เอลาร่าชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวผ่านโถงทางเดินหินอ่อนที่เย็นชืด ขนอ่อนทั่วกายลุกชันขึ้นทันที เธอไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า ไม่มีการเตือนภัยใดๆ มีเพียงแรงกดดันมหาศาลที่จู่โจมเข้าที่แผ่นหลังราวกับหินผาถล่มลงมา เอลาร่าสูดลมหายใจลึก พยายามคุมจังหวะหัวใจที่เต้นรัวดั่งกลองรบ เธอหันกลับไปช้าๆ นัยน์ตาสีเทาหม่นสั่นระริกยามกระทบกับร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่กลางความมืดมิด เขาคือ 'ราเวน' ราชันย์ผู้ครองบัลลังก์แวมไพร์ที่ใครต่างก็หวาดกลัว ใบหน้าคมคายดุจรูปสลักของเขานิ่งเรียบ ทว่าดวงตาสีอำพันคู่นั้นกลับลุกโชนด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกเปลือยเปล่า “คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ราเวน” เธอเอ่ยเสียงสั่น แสร้งทำเป็นหยิ่งผยองเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นเกรง “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของคุณ” ราเวนก้าวเข้ามาหนึ่งจังหวะ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงช่องว่างเล็กน้อย กลิ่นหอมจางๆ จากกายของเขาคล้ายกับไม้สนในป่าลึกผสมกับโลหะเย็นๆ มันชวนให้หลงใหลและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน เขาโน้มตัวลงมา ใบหน้าอยู่ห่างจากใบหูของเธอเพียงไม่กี่นิ้ว จนเอลาร่ารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา—ความอบอุ่นที่ผิดแผกจากธรรมชาติของเผ่าพันธุ์ที่ไร้หัวใจ “ที่ของข้า คือทุกที่ที่มีสิ่งที่ข้าปรารถนา” ราเวนกระซิบเบาๆ มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมมาเชยคางเธอขึ้น บังคับให้เธอต้องสบตาเขาอย่างไม่อาจหลบเลี่ยง ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบดุจหิมะ แต่มันกลับทิ้งรอยร้อนผ่าวไว้บนผิวเนื้อของเธอทุกที่ที่สัมผัส “น่าแปลก... เลือดในกายเธอไม่ได้ไหลเวียนเหมือนพวกมนุษย์ชั้นต่ำ หรือพวกหมาป่าชั้นสวะ มันมีความเก่าแก่... มีกลิ่นอายของบรรพกาลที่ข้าเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว” “คุณคงเข้าใจผิดแล้ว” เอลาร่าพยายามบิดคางหนี แต่เขากลับยิ่งรั้งไว้แน่นขึ้น แรงบีบนั้นไม่ได้แสดงถึงความรุนแรง แต่เป็นความต้องการครอบครองที่ชัดเจน “โกหก” เขาเหยียดยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “เธอกำลังซ่อนมันอยู่ภายใต้กลิ่นดอกไม้ป่าที่เธอใช้กลบเกลื่อน แต่สำหรับข้า... มันชัดเจนยิ่งกว่าเสียงหัวใจของเธอที่กำลังเต้นเร่าเพราะหวาดกลัวข้า” ราเวนเคลื่อนใบหน้าลงมาใกล้ซอกคอของเธอ เขาไม่ได้กัดลงมา แต่กลับจงใจสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นจากรอยต่อระหว่างลำคอกับหัวไหล่ ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารดรินลงบนผิวเนื้อบางเบาจนเอลาร่าสั่นสะท้าน เธอหลับตาแน่น พยายามควบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง สัญชาตญาณในตัวเธอเตือนว่าชายตรงหน้าคืออันตรายระดับมหันต์ แต่ลึกๆ ในสายเลือดกลับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่สั่นไหวตอบรับสัมผัสของเขาอย่างน่ารังเกียจ “อย่า... ได้โปรด” เธอครางแผ่ว ความเย่อหยิ่งทลายลงเหลือเพียงความอ่อนแอที่น่าสมเพช “อย่าร้องขอความเมตตาจากคนที่ไม่มีหัวใจ เอลาร่า” ราเวนกระซิบชิดผิวหนัง นิ้วหัวแม่มือของเขาลากผ่านแนวกระดูกไหปลาร้าของเธอช้าๆ สัมผัสนั้นแฝงไปด้วยความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ทำให้เขาสามารถกระชากเธอไปเป็นของตัวเองได้ในพริบตาเดียว “เธออาจจะคิดว่าเธอกำลังซ่อนตัวจากไคเลนและฝูงของมันได้ แต่ในสายตาข้า... เธอเป็นเพียงกวางน้อยที่หลงเข้ามาในถ้ำของนักล่าที่หิวโหยที่สุด” เขากดนิ้วลงบนจุดชีพจรที่เต้นแรงของเธอจนเอลาร่าถึงกับเข่าอ่อน ราเวนประคองเอวบางไว้ด้วยแขนที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า แรงสัมผัสที่ผิวเนื้อส่งกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่วร่าง เธอรู้สึกได้ว่าพลังลึกลับบางอย่างในสายเลือดของเธอกำลังปั่นป่วน ราวกับมันกำลังจดจำสัมผัสของชายผู้นี้ได้—ไม่ใช่ในฐานะศัตรู แต่ในฐานะ 'สิ่งที่ขาดหายไป' “คุณ... คุณไม่ใช่แวมไพร์ธรรมดา” เธอหอบหายใจพลางเงยหน้ามองเขา แววตาของเธอเปลี่ยนไปเพียงครู่เดียว เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและแรงอารมณ์ที่เธอยังไม่เข้าใจ “นั่นคือสิ่งเดียวที่เธอพูดถูก” ราเวนมองลึกลงไปในดวงตาของเธอ แววตาของเขามืดดำขึ้นเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเธอ เขารู้ดีว่าเขากำลังทำอะไร และรู้ดีว่าเขากำลังปลุกปั่นกงล้อแห่งโชคชะตาที่ควรจะหยุดนิ่งไปตั้งนานแล้ว ท่ามกลางความเงียบงันที่แสนจะบีบคั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นจากปลายโถงทางเดิน—จังหวะการเดินที่ดุดันและกลิ่นสาบของสัตว์ป่าที่ไม่ผิดเพี้ยนไปจากใครอื่น ราเวนชะงัก สายตาที่เคยจับจ้องอยู่ที่เอลาร่าเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจมีดโกน เขาสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่พุ่งตรงมาหาเขาอย่างชัดเจนก่อนที่เจ้าของกลิ่นจะปรากฏตัวเสียอีก เอลาร่าเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด... ชายผู้ที่มีแววตาเกลียดชังและเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นจนแทบจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า “ปล่อยเธอซะ ราเวน...” ไคเลนเอ่ยขึ้น เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยแรงโทสะขณะที่เล็บมือเริ่มเปลี่ยนสภาพกลายเป็นกรงเล็บคมกริบ “ก่อนที่กรงเล็บของข้าจะฝังลงในหัวใจที่ตายด้านของแก” หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับรอยสัมผัสที่ยากจะถอนตัวในคืนนี้แล้วพบกันใหม่นะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%