"อย่าได้ริอ่านสบตาเขา เอลาร่า... จำไว้ว่าสายเลือดของเจ้าคือสิ่งเดียวที่ป้องกันไม่ให้สงครามล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้"
เสียงกระซิบแหบพร่าของผู้เป็นบิดาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของรถม้าที่สั่นไหวไปตามแรงกระแทกของพื้นหินขรุขระ กลิ่นอายของความตายและความชื้นแฉะเริ่มลอยปะทะจมูกทันทีที่พวกเขาก้าวเข้าสู่เขตแดนของปราสาทดำ... ดินแดนที่แม้แต่แสงจันทร์ยังไม่อาจส่องสว่างถึงพื้นดิน เอลาร่ากำชายกระโปรงผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์จนยับย่น ความสั่นเทาในใจของเธอไม่ได้มาจากความหนาวเหน็บ แต่มันมาจากสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่กำลังกรีดร้องเตือนถึงอันตรายมหาศาลที่รออยู่เบื้องหน้า
ประตูปราสาทขนาดมหึมาเปิดออกด้วยเสียงครูดของเหล็กสนิมที่ฟังดูคล้ายเสียงโหยหวนของวิญญาณบาป เธอถูกผลักออกมาสู่เบื้องหน้าลานกว้างที่ปูด้วยหินสีนิล ทุกย่างก้าวที่เธอสัมผัสลงบนพื้นดินเย็นเฉียบนั้น ราวกับเป็นการนับถอยหลังสู่จุดจบของอิสรภาพ
"ส่งตัวนางมา"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังมาจากความมืดมิดบนระเบียงสูง ราเวนยืนอยู่ที่นั่น... ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิท ดวงตาคู่คมกริบดั่งใบมีดที่ไร้ความปรานีจ้องมองลงมา เขาไม่ได้เพียงแค่เฝ้าดู แต่เขากำลัง 'ล่า'
เอลาร่าเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ความเย็นเยียบจะแล่นพล่านไปทั่วกระดูกสันหลัง เธอสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจต้านทาน มันไม่ใช่ความกลัวในแบบที่เธอเคยรู้จัก แต่มันคือแรงปะทะของกระแสเลือดที่เต้นเร้าในกาย ราวกับว่าตัวตนของเธอและเขาเคยผูกพันกันด้วยพันธะสัญญาที่ลึกล้ำกว่าความเป็นความตาย
"ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นของเล่นของท่าน" เอลาร่าเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอแม้จะสั่นเครือแต่ยังคงความดื้อรั้นไว้ไม่เสื่อมคลาย "ข้ามาเพื่อสงบศึก... ตามสัญญาของเผ่าพันธุ์"
ราเวนก้าวลงจากระเบียงด้วยท่วงท่าที่สง่างามและไร้เสียง เขาเคลื่อนที่เร็วยิ่งกว่าเงา วินาทีต่อมา ร่างกำยำในชุดกำมะหยี่สีเลือดก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ กลิ่นอายของป่าสนและโลหะจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาทำให้เธอแทบหยุดหายใจ นิ้วเรียวยาวเย็นเฉียบเชยคางเธอขึ้น บังคับให้เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีอำพันที่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
"ของเล่นงั้นหรือ?" เขาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของเธอ "เจ้าเข้าใจผิดไปไกลนัก เอลาร่า... เจ้าไม่ใช่ของเล่น แต่เจ้าคือ 'กุญแจ' ที่จะปลดปล่อยพันธนาการที่ข้าแบกรับมานับพันปี และเมื่อใดที่เจ้าตกเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์ โลกใบนี้จะจดจำว่าความมืดที่แท้จริงเป็นอย่างไร"
เขาก้มลงมาใกล้จนปลายจมูกของเขาแตะกับพวงแก้มของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นรดผิวขาวนวล ก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้าวูบวาบไปทั่วร่าง เอลาร่าพยายามจะถอยหนี แต่แขนแกร่งข้างหนึ่งกลับโอบเอวคอดกิ่วของเธอไว้แน่น ผิวเนื้อของเขาที่สัมผัสกับเธอราวกับเตารีดที่กำลังลุกไหม้
ทันใดนั้น เสียงคำรามก้องดังกังวานมาจากทิศทางของชายป่า แสงสว่างวาบขึ้นจากเปลวเพลิงสีฟ้าที่พุ่งตรงมายังปราสาท ไคเลนในร่างมนุษย์ที่มีกล้ามเนื้อกำยำและแววตาดุร้ายของหมาป่าพุ่งตัวเข้ามาขวางกั้นระหว่างทั้งสอง
"ปล่อยนางซะ ราเวน! เลือดของนางไม่ได้มีไว้เพื่อตอบสนองความกระหายของเจ้า!" ไคเลนคำราม เสียงของเขาเต็มไปด้วยความแค้นที่สั่งสมมานานนับทศวรรษ "ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องนางแม้แต่นิ้วเดียว ข้าจะเผาปราสาทนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง!"
ราเวนไม่ได้สะทกสะท้าน เขายังคงประคองเอลาร่าไว้ในอ้อมแขนอย่างถือสิทธิ์ เขาหันไปมองไคเลนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันราวกับมองดูมดปลวกที่บังอาจท้าทายพายุ
"เจ้ามาสายไปแล้ว ไคเลน" ราเวนกระซิบข้างใบหูของเอลาร่า ก่อนจะกดริมฝีปากลงบนซอกคอขาวระหงอย่างถือสิทธิ์ สัมผัสนั้นแผ่ซ่านไปถึงแก่นลึกของวิญญาณ เอลาร่าสะดุ้งสุดตัว ร่างกายของเธออ่อนระทวยลงทันทีที่เขาสูดดมกลิ่นกายของเธอ ความเจ็บปวดจากการถูกเขี้ยวของเขากดทับเพียงเบาๆ สลับกับความวาบหวามที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ทำให้เธอสับสนจนแทบขาดใจ
"พันธะของพวกเรา... เริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้"
ในขณะที่ราเวนกำลังจะผละออกจากลำคอของเธอ แสงจันทร์ที่เคยถูกเมฆบดบังก็เคลื่อนผ่านออกไป เผยให้เห็นรอยจุมพิตของเขากลายเป็นสัญลักษณ์เรืองแสงสีม่วงดำประทับอยู่บนผิวหนังของเอลาร่า ราเวนชะงักไป ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงชั่วขณะเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลที่หลั่งไหลจากตัวหญิงสาวเข้าสู่ร่างกายของเขา... แต่มันไม่ใช่พลังแวมไพร์ ไม่ใช่พลังมนุษย์หมาป่า แต่มันคือพลังที่ถูกกักขังมาตั้งแต่ยุคกำเนิดโลก
ไคเลนที่เห็นเหตุการณ์นั้นถึงกับหน้าถอดสี เขาหยุดการโจมตีทันที พร้อมกับถอยหลังไปสองก้าวด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด "นั่นมัน... รอยประทับแห่งราชินีต้องห้าม? เจ้าทำอะไรลงไปราเวน! เจ้าไม่รู้หรือว่าการปลุกพลังนั้นหมายถึงอะไร!"
เอลาร่าทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายของเธอเริ่มร้อนผ่าวราวกับมีเปลวเพลิงไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด เธอเงยหน้าขึ้นมองราเวนที่ยืนนิ่งงันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... ดวงตาของเธอไม่ได้เป็นสีน้ำตาลอ่อนอีกต่อไป แต่บัดนี้มันเปลี่ยนเป็นสีทองสว่างที่ดูทรงพลังและเยือกเย็นยิ่งกว่าราชาแวมไพร์ตรงหน้าเสียอีก
ราเวนมองดูมือของตัวเองที่เริ่มสั่นเทา ก่อนจะตระหนักได้ว่า... การสังเวยครั้งนี้อาจไม่ใช่การที่เขากลายเป็นผู้ล่า แต่เขาต่างหากที่เพิ่งกลายเป็นเหยื่อของสิ่งที่เขาไม่อาจควบคุมได้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความมืดมิดในค่ำคืนนี้ด้วยกันนะครับ
ภาคินทร์เที่ยงคืน
รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 1
เครื่องสังเวยใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!