รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 16

คำลวงของศัตรู

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
“เจ้าคิดว่ากรงทองที่มันสร้างขึ้นมาขังเจ้าไว้ คือความรักอย่างนั้นหรือ เอลาร่า?” น้ำเสียงของไคเลนทุ้มต่ำและสั่นพร่าด้วยความสมเพช เขาขยับกายเข้าใกล้หญิงสาวที่ถูกพันธนาการด้วยพันธนาการเวทมนตร์อ่อนๆ ในห้องใต้ดินของปราสาทร้าง กลิ่นสาบหมาป่าจางๆ ของเขาปะทะกับกลิ่นดอกมะลิอ่อนๆ บนกายของเอลาร่าจนเกิดเป็นแรงปะทะที่น่าอึดอัด เอลาร่าเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาสีมรกตของเธอวูบไหว แต่เธอยังคงเชิดหน้าขึ้น “ราเวนไม่ใช่คนแบบที่คุณพยายามป้ายสี ไคเลน หยุดเสียเวลาเถอะ” ไคเลนหัวเราะร่วน เป็นเสียงหัวเราะที่บาดลึกถึงกระดูก เขาก้าวเข้ามาจนหน้าอกแกร่งแทบจะชิดกับไหล่บางของเธอ “ไม่ใช่คนแบบนั้นงั้นหรือ? หึ... งั้นลองบอกข้าทีสิ ว่าทำไมกษัตริย์แวมไพร์ผู้ไร้หัวใจถึงได้หวงแหนเลือดผสมอย่างเจ้าถึงเพียงนี้? เพราะรักหรือ? หรือเพราะกลัวว่าความลับที่มันฝังไว้ในสุสานสีเลือดจะย้อนกลับมาทำลายมันกันแน่” เอลาร่าชะงัก ลมหายใจของเธอสะดุดไปครู่หนึ่ง ไคเลนสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้นทันที เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเธอ เสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความแผ่วเบาที่ชวนให้ไขว้เขว “เมื่อสามร้อยปีก่อน... บรรพบุรุษของเจ้าไม่ได้ถูกสังหารโดยกองทัพของข้า แต่เป็นราเวนที่ลงมือเองกับมือ ในค่ำคืนที่จันทร์อาถรรพ์เปลี่ยนเป็นสีเลือด มันต้องการพลังจากสายเลือดเจ้าเพื่อผนึกอำนาจมืดของตัวเองไว้ และเพื่อไม่ให้ใครรู้ว่ามันทำอะไรลงไป มันจึงลบความทรงจำคนทั้งตระกูล... รวมทั้งเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายเจ้าด้วย” “โกหก... คุณโกหก!” เอลาร่าตะโกนตอบ แต่ความเชื่อมั่นในใจเริ่มสั่นคลอนเหมือนใบไม้ต้องลมพายุ “มองตาข้าสิ เอลาร่า” ไคเลนจับคางมนของเธอให้หันมาเผชิญหน้า แววตาของเขามีประกายสีทองวูบวาบ—พลังแห่งมนต์สะกดของมนุษย์หมาป่าชั้นสูง “รอยจุมพิตที่คอของเจ้า... ที่ที่มันมักจะสัมผัสบ่อยๆ นั่นไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งคู่แท้ แต่มันคือตราประทับทาสที่กักขังวิญญาณเจ้าไว้ไม่ให้ตื่นรู้ หากวันไหนที่มันได้เลือดของเจ้าไปจนหมดสิ้น เจ้าก็จะกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้ลมหายใจ เหมือนกับหญิงสาวนับร้อยที่เคยผ่านมือมันมาก่อน” เอลาร่ารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ภาพสัมผัสอ่อนโยนของราเวนที่เธอนึกถึงกลับกลายเป็นภาพของคมเขี้ยวที่ฝังลึกลงในผิวเนื้อ ความสับสนตีรวนจนหน้าอกของเธอเจ็บแปลบ “เขาสัญญากับฉัน...” เสียงของเธอสั่นเครือ “เขาบอกว่าเขาจะปกป้องฉันจากพวกคุณ” “ปกป้องเพื่อรอเวลาเชือดทิ้งน่ะหรือ?” ไคเลนแค่นยิ้ม มือหนาลูบไล้ไปตามต้นแขนของเธออย่างถือวิสาสะ ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปแตะเบาๆ ที่รอยจุมพิตอาถรรพ์บนซอกคอขาวผ่อง “มันหลอกใช้เจ้าเป็นเครื่องสังเวยเพื่อฟื้นฟูพลังที่เสื่อมถอย หากเจ้าไม่เชื่อ ข้ามีหลักฐานที่จะทำให้เจ้าเกลียดมันจนเข้ากระดูกดำ” เขาล้วงบางอย่างออกมาจากใต้เสื้อคลุม เป็นจี้ห้อยคอสีเงินที่มีตราประทับของตระกูลเอลาร่าที่สาบสูญ สภาพมันเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังที่ดูเก่าแก่จนน่าสะพรึงกลัว “ของชิ้นนี้ข้าเก็บได้จากมือของศพที่ถูกราเวนทิ้งไว้กลางทุ่งสังหารเมื่อหลายศตวรรษก่อน” ไคเลนวางมันลงในมือเธอ “ลองสัมผัสมันดูสิ แล้วเจ้าจะเห็นว่าความรักที่มันมอบให้เจ้า คือความโสมมที่ห่อหุ้มด้วยคำลวงโลก” เมื่อนิ้วของเอลาร่าสัมผัสกับจี้สีเงินนั้น พลังงานกระแสหนึ่งก็พุ่งวาบเข้าสู่สมองของเธอ ภาพนิมิตที่บิดเบี้ยวเริ่มปรากฏขึ้น—ราเวนในชุดเกราะเปื้อนเลือด ยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างของสตรีคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายเธอเหลือเกิน เขากำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งในขณะที่ดวงตาของเขาส่องประกายสีแดงฉานด้วยความหิวกระหาย เอลาร่ากรีดร้องออกมาเบาๆ แล้วโยนจี้ทิ้งด้วยความหวาดกลัว หยดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดร่วงหล่นลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ “เห็นหรือยัง?” ไคเลนยิ้มอย่างผู้ชนะ เขารวบตัวเธอเข้ามาในอ้อมกอดแน่นขึ้น ความอบอุ่นของมนุษย์หมาป่าไม่ได้ปลอบประโลมเธอ แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกถึงความโกลาหลที่เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตวิญญาณ “เขาไม่ใช่คนรักของเจ้า เอลาร่า... เขาคือเพชฌฆาตที่กำลังรอนับถอยหลังสู่วาระสุดท้ายของเจ้า” ทันใดนั้น เสียงประตูเหล็กของห้องใต้ดินก็พังครืนลงมาด้วยแรงมหาศาล เศษหินกระเด็นว่อนไปทั่วพื้นที่ พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิท ดวงตาสีรัตติกาลของราเวนวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรงยิ่งกว่าพายุโหม เขายืนอยู่ตรงนั้น บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ราเวนกวาดสายตามาที่มือของไคเลนที่กำลังกอดเอลาร่าไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกจนอากาศรอบกายกลายเป็นน้ำแข็ง “ปล่อยมือสกปรกของเจ้าออกจากคนของข้า... ก่อนที่ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่า นรกจริงๆ หน้าตาเป็นอย่างไร” ไคเลนไม่ได้ถอยหนี เขากลับกดริมฝีปากลงบนขมับของเอลาร่าอย่างจงใจ แล้วกระซิบเสียงต่ำ “ดูสิ... หมาป่าผู้ซื่อสัตย์ของเขากำลังจะโกรธจนคลุ้มคลั่งแล้ว แต่เจ้าเชื่อข้าเถอะ เอลาร่า... ความลับที่อยู่ในใจของมัน น่ากลัวกว่าที่เจ้าคิดไว้มาก” ราเวนก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว มือขวาของเขาส่องแสงสีม่วงดำจางๆ เตรียมพร้อมที่จะฉีกกระชากทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะพุ่งตัวเข้าใส่ เอลาร่ากลับเป็นฝ่ายผลักไคเลนออกไป แล้วลุกขึ้นยืนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “บอกมาสิ ราเวน...” เสียงของเธอเย็นชาและว่างเปล่าเสียจนราเวนถึงกับชะงัก “จี้ชิ้นนี้... มันเป็นของใคร?” หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับความเข้มข้นในบทนี้นะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%