รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 13

เกมซ่อนหา

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
"ถอยไป... ไซรัส! อย่าให้ข้าต้องลงมือกับเจ้าในตอนนี้" น้ำเสียงของราเวนเย็นเยียบดั่งคมมีดที่กรีดผ่านอากาศท่ามกลางความเงียบงันในถ้ำลึก เงาดำทมิฬที่โอบล้อมร่างของเอลาร่าเริ่มแผ่ขยาย รูปร่างของมันบิดเบี้ยวและทรงพลังจนผนังถ้ำเริ่มสั่นสะเทือนจากแรงกดดันมหาศาล เอลาร่ายืนตัวแข็งทื่อ ดวงตาของเธอที่เคยเป็นสีน้ำตาลอบอุ่นบัดนี้กลับกลายเป็นสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิงที่ไม่มีวันมอดดับ ไซรัสผงะถอยหลัง มือที่เคยจับไหล่ของเอลาร่าไว้เพื่อประคองเธอให้ตั้งหลัก กลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้จากไอพลังนั้นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์หรือแม้แต่เผ่าพันธุ์ระดับสูงจะต้านทานได้ มันคือกลิ่นอายของบรรพกาลที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น "เจ้าคุมมันไม่ได้หรอก ราเวน!" ไซรัสตะโกนกลับ พยายามรักษาสมดุลของอำนาจ "เธอยังไม่พร้อมรับมือกับพลังที่ไหลเวียนอยู่ในเลือดนั่น!" ราเวนไม่ได้ฟังคำเตือนนั้น สายตาของเขาจับจ้องเพียงร่างของเอลาร่าที่กำลังสั่นสะท้าน ความหึงหวงที่เขาสั่งสมมาเนิ่นนานเริ่มปะทุขึ้นเมื่อเห็นมือของไซรัสที่เพิ่งปล่อยจากหัวไหล่ของเธอ ราชาแวมไพร์ก้าวเท้าสั้นๆ แต่ทรงพลังเข้าหา ทั้งสองคนยืนอยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นกับความตาย เอลาร่าไม่ใช่เพียงแค่สมบัติที่เขาต้องการครอบครองอีกต่อไป แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะสูญเสียเธอไปให้กับพลังที่ไม่รู้จัก หัวใจที่ด้านชาของเขากลับเต้นรำไปกับความกลัว... ความกลัวที่จะต้องอยู่โดดเดี่ยวอีกครั้ง "เอลาร่า... มองข้า" ราเวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลง ทว่าทรงพลังอำนาจ เขาก้าวผ่านความมืดมิดเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกจากตัวเธอ "เจ้าเป็นของข้า พลังนี้... ความมืดนี้... มันเป็นของเจ้าและข้าเท่านั้น อย่าให้คนอื่นมาแตะต้องเจ้า" เอลาร่าหันขวับมาสบตาเขา ดวงตาคู่สวยนั้นวูบไหว ราเวนเห็นภาพสะท้อนของความเจ็บปวดในนั้น เธอไม่ใช่คนเดิมที่เขาเคยข่มขู่หรือบังคับ แต่นี่คือหญิงสาวที่กำลังถูกกัดกินด้วยตัวตนที่แท้จริงของเธอเอง "ท่านคิดว่าท่านครอบครองข้าได้งั้นหรือ ราเวน?" เอลาร่าแค่นยิ้ม เสียงของเธอแหบพร่าและซ้อนทับด้วยเสียงที่ดังก้องกังวานราวกับมาจากใต้พิภพ "ความรู้สึกที่ท่านมีให้ข้า... มันคือความรัก หรือแค่ความกระหายที่จะเติมเต็มสิ่งที่ท่านขาดหายไปกันแน่?" คำถามนั้นดั่งศรปักเข้ากลางใจราเวน เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก่อนที่เขาจะได้ตอบโต้ เสียงฝีเท้าหนักๆ จากปากถ้ำก็เรียกความสนใจของทุกคน ไคเลนก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเหยียดหยาม ดวงตาของเขากวาดมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ "ดูเหมือนข้าจะมาถูกจังหวะเสียจริงนะ ราเวน" ไคเลนกล่าวพลางหัวเราะในลำคอ "เจ้าอุตส่าห์เลี้ยงดูดอกไม้ดอกนี้มาอย่างดีเพื่อรอวันที่มันจะบาน แต่ดูสิ... ดอกไม้ของเจ้ากำลังจะกลายเป็นยาพิษที่ฆ่าเจ้าเอง" ราเวนหันไปหาไคเลนด้วยสายตาดุจสัตว์ร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากเป้าหมาย "ออกไปจากที่นี่ ไคเลน ก่อนที่ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นเถ้าถ่านก่อนที่ความมืดนี้จะกลืนกินข้า" "ใจเย็นสิ ราชาแวมไพร์" ไคเลนก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้น มือหยิบกริชโบราณที่อาบด้วยเลือดมนุษย์หมาป่าออกมา "เอลาร่าไม่ได้ต้องการเจ้า เธอแค่ต้องการอิสระ... และข้าคือคนที่มอบมันให้เธอได้" บรรยากาศในถ้ำทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเอลาร่าก้าวออกมาจากเงาดำนั้น ร่างของเธอสั่นระริกก่อนจะทรุดลง ราเวนรีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวเธอไว้ทันเวลา ร่างของทั้งสองแนบชิดกันจนเขาสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวของเธอ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด—ความใกล้ชิดที่ร้อนแรงและสั่นประสาทในเวลาเดียวกัน กลิ่นหอมจางๆ จากผิวของเธอปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้ตื่นขึ้น "อย่าแตะต้องเขา..." เอลาร่ากระซิบ แต่ไม่ใช่กับไคเลน เธอกำลังพูดกับราเวน มือที่สั่นเทาของเธอวางลงบนแผงอกแกร่งของราชาแวมไพร์ "ถ้าท่านยังอยากให้ข้ามีชีวิตอยู่... จงปล่อยมือจากข้า แล้วหันไปจัดการกับศัตรูของท่านเสีย" ราเวนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เขาเห็นความลังเล เห็นความห่วงใยที่แอบซ่อนอยู่ใต้ความดื้อรั้นนั่น ความรู้สึกที่เขาไม่เคยรู้จัก—ความหวงแหนที่ไม่ได้เกิดจากการครอบครอง แต่เกิดจากการไม่ต้องการสูญเสียเธอไป—กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง "เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปให้มันงั้นหรือ?" ราเวนถามเสียงต่ำ มือข้างหนึ่งลูบไล้ไปตามแนวสันหลังของเธออย่างแผ่วเบาแต่เร่าร้อน "ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร... ไม่ว่าพลังนี้จะมาจากไหน ข้าจะไม่ปล่อยให้ใครหน้าไหนมาพรากเจ้าไปจากสายตาของข้า" ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงหัวเราะที่น่าขนลุกของไซรัสก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เขาไม่ได้มองไปที่ไคเลน หรือราเวน แต่เขามองไปที่รอยสักรูปจันทร์เสี้ยวบนต้นคอของเอลาร่าที่กำลังเปล่งแสงสีม่วงหม่นออกมา "พวกเจ้าเข้าใจผิดกันไปหมดแล้ว" ไซรัสกล่าวพลางถอยห่างไปที่มุมมืด "สิ่งที่พวกเจ้ากำลังแย่งชิง... มันไม่ใช่ผู้หญิงที่อ่อนแอ แต่มันคือประตูมิติที่ถูกปิดตายมานานนับพันปี และกุญแจดอกเดียวที่จะเปิดมันได้... ก็คือสายเลือดของคนคนหนึ่งที่เพิ่งก้าวเข้ามาในถ้ำแห่งนี้" ทุกคนหยุดชะงัก ราเวนหันขวับไปมองที่หน้าปากถ้ำด้วยสัญชาตญาณอันตราย ที่นั่น... ร่างของชายชราในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งยืนอยู่ เขามือถือคทาไม้ที่ทำจากกระดูกมังกร สายตาของเขาจับจ้องมาที่ราเวนด้วยความเย็นชาที่ทำเอาเลือดในกายของราชาแวมไพร์แทบจะแข็งตัว "เจ้าทำพลาดไปแล้ว ราเวน" ชายชราเอ่ยขึ้น "เจ้าไม่ได้พาเธอมาหลบซ่อน... แต่เจ้าพาความตายมาสู่ตัวเองถึงที่นี่" ก่อนที่ราเวนจะทันได้ตั้งตัว เอลาร่าก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แสงสีม่วงจากคอของเธอแผ่ขยายออกไปจนครอบคลุมทั้งถ้ำ ร่างของเธอลอยขึ้นเหนือพื้นดิน ราเวนพยายามคว้ามือเธอไว้ แต่สัมผัสของเขากลับทะลุผ่านร่างของเธอไปราวกับว่าเธอกลายเป็นเพียงวิญญาณ ความมืดมิดรอบข้างถูกฉีกกระชากออก เผยให้เห็นบางสิ่งที่รอคอยอยู่หลังม่านบังตามาตลอดกาล และเงาดำที่เคยอยู่บนหลังของเอลาร่า ก็ขยายตัวขึ้นจนกลายเป็นสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ที่จ้องมองมายังราเวนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความแค้นอาฆาตจากอดีตชาติที่เขาไม่อาจลืมเลือน รอยจุมพิตที่สลักไว้บนวิญญาณของเอลาร่าเริ่มเปล่งแสงสีเลือด ราเวนรับรู้ได้ทันทีว่าเกมซ่อนหาครั้งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อชิงตัวเธอ แต่มีไว้เพื่อสังเวยชีวิตของเขาให้กับเงาที่เขารักและหวาดกลัวที่สุด... และในวินาทีที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปคว้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย เงาดำนั้นก็เอ่ยชื่อของเขาออกมาด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยที่สุด... เสียงของผู้หญิงที่เขาเคยรักและฆ่าด้วยมือของตัวเองเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับความเข้มข้นในบทนี้นะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%