รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 12

พันธมิตรที่คาดไม่ถึง

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
“ถ้าเจ้าคิดจะวิ่งหนีด้วยขาที่สั่นเทาแบบนั้น ราเวนคงพบตัวเจ้าก่อนที่พระจันทร์จะคล้อยต่ำลงถึงยอดสนเสียอีก” เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงกระซิบจากความมืดดังขึ้นที่ข้างหู เอลาร่าสะดุ้งสุดตัว ร่างบางเบียดชิดเข้ากับผนังถ้ำที่เย็นชื้น กลิ่นอายของดินเปียกชื้นและคาวเลือดจางๆ ปะทะจมูก เธอพยายามปรับสายตาในความสลัว เห็นเพียงเงาร่างสูงโปร่งที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้ดูเหมือนแวมไพร์กระหายเลือดที่เธอคุ้นเคย แต่นัยน์ตาสีเทาหม่นคู่นั้นกลับสะท้อนความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึก “ท่านเป็นใคร...” เอลาร่าเค้นเสียงถาม มือที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมกำกริชเงินแน่น สัญชาตญาณสัตว์ป่าในกายเธอกำลังแผดร้องเตือนถึงอันตราย แต่มันกลับเป็นอันตรายในรูปแบบที่ต่างออกไป ไม่ใช่ความอำมหิตของราเวน แต่เป็นความหดหู่ที่คล้ายคลึงกับตัวเธอเอง ชายผู้นั้นขยับกาย กลิ่นกำยานจางๆ ลอยมาพร้อมกับบุคลิกที่ดูสุขุมนุ่มลึก “ข้าชื่อ ‘ไซรัส’ และข้าคือคนที่รู้ว่าในสายเลือดของเจ้ามีอะไรซ่อนอยู่ สิ่งที่ราเวนต้องการเพื่อทำลายล้างสมดุลของโลกใบนี้” เอลาร่าเม้มปากแน่น ความเหนื่อยล้าจากการถูกไล่ล่าตลอดสามวันสามคืนแทบทำให้เธอทรุดลง “เขาต้องการพลังของข้า... เพื่อเป็นอมตะนิรันดร์ใช่ไหมล่ะ” ไซรัสหัวเราะเบาๆ ทว่าเสียงนั้นกลับแห้งแล้งไร้ความสุข “อมตะน่ะราเวนมีอยู่แล้ว เอลาร่า แต่สิ่งที่เขาโหยหาคือ ‘การกลับไป’... เขาต้องการย้อนเวลาเพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่พรากคนที่เขารักที่สุดไปเมื่อร้อยปีก่อน และเจ้าคือจดหมายเหตุที่มีชีวิต ซึ่งเขาจำเป็นต้องเผาทำลายเพื่อดึงพลังนั้นออกมา” ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ตรงนั้น มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นหิน เอลาร่ารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ เธอไม่ใช่แค่เหยื่อ แต่เป็นเครื่องมือ เธอคือบันทึกประวัติศาสตร์ที่ต้องถูกแลกด้วยชีวิต “แล้วทำไมท่านถึงมาบอกข้าตอนนี้” เอลาร่าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ในฐานะกบฏที่ต้องการโค่นราเวน หรือเพียงแค่ต้องการเปลี่ยนนายใหม่เท่านั้น” ไซรัสขยับเข้ามาใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวเขา นิ้วเรียวยาวของเขาเชยคางเธอขึ้นเบาๆ สัมผัสนั้นแฝงไว้ด้วยความอาวรณ์บางอย่าง “เรามีศัตรูคนเดียวกัน เอลาร่า ราเวนปกครองด้วยความกลัว ส่วนพวกเราปกครองด้วยความทรงจำ หากเจ้าต้องการรอดพ้นจากรอยจุมพิตของเขา ข้าคือทางเลือกเดียวที่เจ้ามี... แต่จงจำไว้ว่า การร่วมมือกับกบฏนั้นต้องใช้ราคาที่สูงลิ่ว” “ราคาอะไร” “อิสรภาพของหัวใจเจ้า” ไซรัสกระซิบ “เจ้าต้องยินยอมให้ข้าปิดผนึกพลังของเจ้าไว้ชั่วคราว เพื่อลบกลิ่นอายที่ทำให้ราเวนตามหาเจ้าเจอ แต่การปิดผนึกนั้น จะทำให้เจ้าต้องสูญเสียความสามารถในการรับรู้ถึง ‘คู่แท้’ ไปตลอดกาล... เจ้าจะไม่มีวันได้รู้ว่าราเวนรักเจ้าด้วยใจจริง หรือเป็นเพียงแค่สัญชาตญาณดิบที่สั่งให้เขาครอบครองเจ้า” เอลาร่าตัวสั่นระริก คำพูดของไซรัสเปรียบเสมือนดาบสองคม การรักษาชีวิตแลกกับโอกาสในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างเธอกับราเวน... ความสัมพันธ์ที่ทำให้เธอยอมมอบกายให้เขาในคืนที่เงาจันทร์อาถรรพ์ส่องประกาย “หากข้าไม่ทำล่ะ” “เจ้าก็จะเป็นแค่เหยื่อที่นอนรอคอยให้เขามาพรากทุกอย่างไป” ไซรัสลดมือลงแล้วผายมือไปทางทางออกที่มืดมิด “เลือกเอาเถอะ เอลาร่า ระหว่างการเป็นหมากบนกระดานของราเวน หรือการเป็นคนเดินเกมไปกับข้า” ทว่าก่อนที่เอลาร่าจะได้ตัดสินใจ เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังสะท้อนมาจากปากถ้ำ เสียงลมหายใจของสัตว์ร้ายที่สะกดข่มความโกรธเกรี้ยวเอาไว้จนน่าสะพรึงกลัว แรงกดดันมหาศาลทำให้บรรยากาศในถ้ำหนักอึ้งจนหายใจแทบไม่ออก ไซรัสชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานวูบหนึ่ง “เขามาเร็วกว่าที่ข้าคิด” ไซรัสพึมพำ ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวพ้นเงามืดเข้ามา แววตาของราเวนเย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลก แต่เมื่อจ้องมองมาที่เอลาร่า ความโกรธเคืองนั้นกลับปะทุขึ้นราวกับเปลวเพลิง เขาไม่ได้มองไซรัสด้วยซ้ำ สายตาของเขามีเพียงแค่เธอคนเดียวเท่านั้น “เจ้ากล้าดียังไงถึงพาคนของข้ามาอยู่ในที่อับชื้นแบบนี้ ไซรัส” ราเวนเอ่ยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความหมายที่ทำให้คนฟังใจหายวาบ “และเจ้า... เอลาร่า เจ้าคงลืมไปแล้วสินะว่าการหนีจากข้ามีบทลงโทษอย่างไร” ราเวนก้าวเข้ามาใกล้ เอลาร่าถอยหลังจนแผ่นหลังชนกับอกของไซรัส ทันใดนั้นไซรัสก็คว้าตัวเอลาร่าไว้พลางดึงกริชออกมาจ่อที่ลำคอของเธอ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความหวังดีเป็นความเจ้าเล่ห์ในทันที “ราเวน! ถ้าแกขยับเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะกรีดเลือดนาง แล้วดูซิว่าพลังแห่งสายเลือดดึกดำบรรพ์ที่แกเฝ้าฝันหา จะยังคงอยู่ไหมถ้ามันไหลนองอยู่บนพื้นดิน!” ราเวนหยุดชะงัก ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเยือกเย็นบิดเบี้ยวด้วยความโทสะ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากของราชาแวมไพร์ผู้น่าเกรงขาม ก่อนที่เขาจะปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาจนก้อนหินรอบข้างสั่นสะเทือน “เจ้าเข้าใจผิดไปอย่างหนึ่ง ไซรัส” ราเวนกล่าวพลางก้าวเท้าเข้าหาอย่างมั่นคง “ข้าไม่ได้มาเพื่อแย่งชิงนางคืน... แต่ข้ามาเพื่อเตือนเจ้า ว่าสิ่งที่อยู่ในตัวนาง ไม่ใช่พลังที่มนุษย์อย่างเจ้าจะควบคุมได้ และตอนนี้... มันกำลังจะตื่นขึ้นเพราะความกลัวของเจ้าเอง” สิ้นคำของราเวน เอลาร่าก็รู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วไปทั่วร่าง กริชในมือไซรัสเริ่มหลอมละลายกลายเป็นหยดโลหะเหลว ดวงตาของเอลาร่าเปลี่ยนเป็นสีทองสว่างจ้า และร่างของเธอก็เริ่มปลดปล่อยไอระเหยที่ร้อนแรงจนไซรัสต้องรีบปล่อยมือด้วยความตกใจ แล้วทุกคนในถ้ำก็ต้องหยุดหายใจ เมื่อเห็นเงาดำทมิฬรูปร่างคล้ายสัตว์ป่าขนาดใหญ่ก้าวออกมาจากแผ่นหลังของเอลาร่า ราเวนเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง ในขณะที่ไซรัสหน้าถอดสี เพราะสิ่งที่เขาคิดว่าสามารถควบคุมได้ กำลังจะกลืนกินทุกคนในถ้ำแห่งนี้ให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของเอลาร่าและราเวนมาจนถึงตอนนี้นะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%