รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 11

จูบแลกเปลี่ยนวิญญาณ

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
"เจ้ากล้าดีอย่างไรที่จะสบตาข้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยการทรยศเช่นนั้น เอลาร่า" เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในความมืดดังขึ้นชิดใบหู ราเวนกดร่างของเอลาร่าลงกับเตียงนอนขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้สนดำโบราณ กลิ่นอายของความตายและความสูงศักดิ์ที่อบอวลรอบตัวเขาทำให้หญิงสาวแทบหยุดหายใจ เอลาร่าเบี่ยงหน้าหนี พยายามขัดขืนแรงมหาศาลที่กดทับร่างกายเธอไว้ แต่ทว่า ราเวนกลับยิ่งกระชับพันธนาการด้วยมือเพียงข้างเดียว เขาสอดนิ้วเรียวยาวเข้าไปในกลุ่มผมสลวยของเธอ แล้วกระชากให้ใบหน้าเธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับดวงตาคู่คมที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิต "ข้าไม่ได้ทรยศ... ข้าแค่ไม่อยากเป็นเพียงเครื่องมือของท่าน" เอลาร่าเค้นเสียงตอบ ลมหายใจของเธอขาดห้วงเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบจากปลายนิ้วของราเวนที่กำลังลากไล้ไปตามแนวกระดูกไหปลาร้า "เครื่องมือหรือ?" ราเวนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปถึงทรวงอกของเขา "ในโลกที่หมาป่าชั้นต่ำอย่างไคเลนกำลังจ้องจะฉีกกระชากวิญญาณเจ้าทิ้ง การเป็นเครื่องมือของข้าคือทางรอดเดียวที่เจ้ามี... หรือเจ้าอยากจะลองพิสูจน์ดูว่า รสชาติของความพินาศภายใต้คมเขี้ยวของมันเป็นอย่างไร?" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงกว้าง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของเอลาร่าที่ดูเหมือนจะเป็นจังหวะเดียวที่ทำให้ราเวนรู้สึกมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่รอคำตอบ ก้มลงฝังใบหน้าลงที่ซอกคอขาวเนียน สูดดมกลิ่นกายที่หอมหวานประหนึ่งมวลไม้ป่าในคืนจันทร์เต็มดวง มันเป็นกลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้ตื่นขึ้น—ความต้องการที่มิใช่เพียงแค่ความใคร่ แต่คือการดูดกลืนพลังดั้งเดิมที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของเธอ เอลาร่าสะดุ้งสุดตัวเมื่อเขี้ยวคมกริบของราเวนสัมผัสแผ่วเบาที่ผิวหนัง ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วร่าง ราวกับกระแสไฟฟ้าที่กำลังดูดกลืนวิญญาณเธอออกไปทีละน้อย "ราเวน... หยุด..." เธอร้องขอ เสียงนั้นสั่นเครือและแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย—ไม่ใช่เพียงความกลัว แต่เป็นแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้เธอมิอาจผลักเขาออกไปได้ "อย่ากลั้นใจเลยคนดี..." ราเวนกระซิบชิดผิวหนังของเธอ ลิ้นร้อนของเขากดจูบลงบนรอยแยกของชีพจร สัมผัสที่เน้นย้ำถึงความครอบครอง "ยอมรับสัญชาตญาณของเจ้าเสียเถิด เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้ามันเรียกร้อง... มันต้องการให้ข้าเติมเต็มความว่างเปล่านี้" เขากดริมฝีปากลงไปแนบแน่นขึ้น จูบนั้นมิใช่ความอ่อนหวาน แต่เป็นการแลกเปลี่ยน—การไหลเวียนของพลังงานสายมืดที่ถ่ายเทผ่านริมฝีปาก เอลาร่ารู้สึกเหมือนวิญญาณของเธอถูกดึงรั้งให้ลอยออกจากร่าง ความร้อนแรงจากการสัมผัสของราเวนเผาไหม้ประสาทสัมผัสทุกส่วน มือของเขาที่เริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ของเธอนั้นเชื่องช้าทว่าหนักแน่นและไม่เปิดโอกาสให้เธอได้โต้แย้ง ท่ามกลางความมืดมิดที่รายล้อม แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างบานสูงเข้ามาสะท้อนให้เห็นร่างของทั้งสองที่พัวพันกัน ราเวนไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การสัมผัสภายนอก เขากำลังใช้ทุกอณูของร่างกายรุกเร้า ปลุกเร้า และช่วงชิงความลับของพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเอลาร่า ทุกครั้งที่เขากดริมฝีปากลงมา เอลาร่าจะรู้สึกถึงภาพนิมิตในอดีต—นิมิตของกษัตริย์แวมไพร์ผู้โดดเดี่ยวและคำสาปที่ไม่มีวันสิ้นสุด "ท่านต้องการมันมากขนาดนั้นเลยหรือ..." เอลาร่าถามเสียงแหบพร่าเมื่อราเวนยอมผละริมฝีปากออกเพียงครู่เดียว ดวงตาของเขาฉายแววปรารถนาอย่างรุนแรงจนน่ากลัว "ข้าต้องการเจ้า เพื่อให้ข้าสามารถดำรงอยู่ได้ในฐานะราชา... และเพื่อไม่ให้เจ้าต้องตกไปอยู่ในกำมือของไคเลน" ราเวนตอบอย่างหนักแน่น เขาเลื่อนมือลงไปกุมมือของเธอไว้แน่น ประสานนิ้วเข้าด้วยกันราวกับต้องการผนึกพันธนาการที่ไม่มีวันตัดขาด "คืนนี้ เราจะหลอมรวมกัน ไม่ใช่แค่ร่าง แต่เป็นวิญญาณ... เจ้าจะเป็นข้า และข้าจะเป็นเจ้า จนกว่าจันทร์ดับจะมาถึง" ในขณะที่ราเวนกำลังจะโน้มตัวลงมาเพื่อมอบสัมผัสที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม แรงสั่นสะเทือนจากประตูเหล็กบานใหญ่ที่กั้นระหว่างห้องบรรทมและโถงทางเดินก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เสียงครางต่ำของหมาป่าที่คุ้นเคยดังทะลุกำแพงเข้ามา พร้อมกับกลิ่นสาบป่าที่โชยเตะจมูกทันที ไคเลนไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่นำพาพรรคพวกบุกเข้ามาถึงหัวใจของปราสาทมืด ราเวนผละออกจากเอลาร่าในทันที แววตาของเขาเปลี่ยนจากความหลงใหลเป็นความเหี้ยมเกรียมในชั่วพริบตา เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังมหาศาลแผ่กระจายออกมาจนหน้าต่างกระจกสั่นไหวอย่างรุนแรง "มันมาเร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้..." ราเวนแค่นยิ้มที่มุมปาก มือคว้าดาบเล่มยาวที่พิงอยู่ข้างเตียงขึ้นมา แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวออกไป เอลาร่ากลับเอื้อมมือมาคว้าชายเสื้อของเขาไว้แน่น แววตาของเธอดูลึกลับและแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับมีบางอย่างที่ทรงพลังกว่าตัวเธอเองกำลังสิงสถิตอยู่ภายใน "ราเวน... อย่าเพิ่งออกไป" เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด สัมผัสจากมือของเธอที่แตะที่แขนเขา กลับถ่ายทอดพลังงานสีดำประหลาดที่ทำให้ราเวนต้องชะงักงัน "ถ้าท่านออกไปตอนนี้ ท่านจะไม่ได้สู้กับแค่ไคเลน... แต่ท่านกำลังเดินเข้าไปหาพิธีบูชายัญที่พวกมันเตรียมไว้เพื่อลบชื่อท่านออกจากประวัติศาสตร์!" ราเวนชะงักค้าง สายตาของเขาจับจ้องไปยังใบหน้าของเอลาร่าที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีซีดขาวดุจหิมะ ขณะที่รอยจุมพิตของเขายังคงทิ้งรอยสีแดงฉานประดับอยู่บนลำคอระหงของเธอ... และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กลิ่นคาวเลือดสดๆ ก็ฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ทั้งที่ยังไม่มีการต่อสู้ใดเกิดขึ้นจริง หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับเหตุการณ์พลิกผันในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%