"หากเจ้าเลือกจะทำเช่นนั้น เจ้าก็รู้ดีว่าไม่มีทางหันหลังกลับ... วิญญาณของเจ้าจะถูกฉีกกระชาก และเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายจะกลายเป็นพันธนาการที่ไร้ซึ่งอิสรภาพชั่วนิรันดร์"
เสียงทุ้มต่ำของไคเลนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในหอคอยร้าง ดวงตาสีอำพันของผู้นำฝูงมนุษย์หมาป่าจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความโกรธเกรี้ยวที่แฝงไปด้วยความเวทนา เขาไม่ได้เข้ามาขัดขวาง เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้เขาฉุดรั้งเอลาร่าไว้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี นางก็พร้อมจะทำลายหัวใจตัวเองเพื่อชายที่อยู่เบื้องหน้า
เอลาร่าไม่ตอบคำถามนั้น ดวงตาคู่สวยของเธอจับจ้องเพียงร่างที่ไร้วิญญาณของราเวนซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนแท่นศิลาเย็นเยียบ ร่างกายของราเวนในยามนี้ไร้ซึ่งความหยิ่งผยอง เหลือเพียงรอยแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากคมเขี้ยวเงินของไคเลน ซึ่งฝังลึกจนทำลายพลังชีวิตของราชาแวมไพร์ผู้ไร้เทียมทาน
"ข้าไม่ต้องการอิสรภาพหากปราศจากเขา" เอลาร่าเอ่ยน้ำเสียงสั่นพร่าแต่เด็ดเดี่ยว เธอหยิบกริชเล่มงามขึ้นมา ปลายกริชจ่อที่ข้อมือขาวผ่อง "ไคเลน... เจ้าชนะเกมนี้แล้ว แต่เจ้าไม่มีวันได้ครอบครองข้า"
เธอสะบั้นข้อมือตนเองอย่างไม่ลังเล เลือดสีแดงสดที่ปนเปไปกับประกายแสงสีเงินของสายเลือดดึกดำบรรพ์รินไหลลงสู่ริมฝีปากที่ซีดเซียวของราเวน เอลาร่าก้มลงแนบชิดกับอกแกร่ง สัมผัสถึงความเย็นเยียบที่ค่อยๆ กัดกินร่างกายของเธอ พลังชีวิตของเธอเริ่มถ่ายเทออกไปผ่านหยาดเลือดและจุมพิตที่สลักลึกลงไปในจิตวิญญาณ
ความรู้สึกราวกับถูกฉีกร่างเป็นชิ้นๆ แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย เอลาร่ากัดฟันแน่น เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาผ่านริมฝีปากที่สั่นเทา เธอรับรู้ได้ว่าความทรงจำของเธอ—ภาพของท้องฟ้าสีครามในวัยเยาว์ ความอบอุ่นที่เคยได้รับ—กำลังถูกดูดกลืนหายไปเพื่อเติมเต็มหลุมลึกในวิญญาณของชายคนรัก
ราเวนเริ่มขยับ นิ้วมือที่เคยเย็นเยียบดุจน้ำแข็งค่อยๆ กระตุก ลมหายใจที่ขาดช่วงไปนานเริ่มสม่ำเสมอ แต่ในขณะเดียวกัน เอลาร่ากลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่คืบคลานเข้ามาแทนที่ ราวกับว่าตัวตนของเธอ กำลังจางหายไปในเงามืดของจันทร์อาถรรพ์
"เจ้ามันโง่เขลา เอลาร่า..." ราเวนพึมพำในลำคอ ดวงตาที่เคยไร้แววเปิดขึ้น เผยให้เห็นนัยน์ตาสีโลหิตที่ลุกโชนไปด้วยความแค้นและโหยหา "เจ้าเอาชีวิตแลกกับปีศาจอย่างข้าไปเพื่อสิ่งใด?"
"เพื่อ... สิ่งที่ทำให้ท่านเป็นท่าน" เอลาร่ากระซิบ เสียงของเธอแทบจะเลือนหายไปกับความเงียบ เธอรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนกลับมาสู่ราเวน แต่มันไม่ใช่พลังธรรมดา หากแต่เป็นกลิ่นอายของพันธะเลือดที่รุนแรงจนน่าหวาดหวั่น
ราเวนพยุงกายขึ้น กวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดสายตาที่ไคเลนซึ่งยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่มุมห้อง ราชาแวมไพร์ผู้นี้ไม่ได้กลับมาในสภาพเดิม เขากลับมาพร้อมกับพลังที่เอลาร่าเป็นผู้หล่อเลี้ยง พลังที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายสายเลือดดึกดำบรรพ์ของนาง ราเวนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ความสูงตระหง่านของเขาแผ่รัศมีกดดันจนบรรยากาศในหอคอยบิดเบี้ยว
เขามองดูเอลาร่าที่ร่วงลงสู่อ้อมแขนของเขา ร่างกายของเธออ่อนปวกเปียก เลือดที่ไหลจากข้อมือยังคงไม่หยุด แต่แทนที่เขาจะช่วยห้ามเลือด ราเวนกลับก้มลงชิมรสหยาดเลือดนั้นด้วยแววตาที่หิวกระหายอย่างประหลาด
"เจ้ากล้าดียังไง..." ราเวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความโกรธที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกามารมณ์และสัญชาตญาณ "เจ้ากล้าดียังไงถึงเอาชีวิตของเจ้ามาผูกติดกับข้าเช่นนี้"
"ข้า... เป็นของท่านแล้ว" เอลาร่าตอบพลางยิ้มบางๆ ท่ามกลางความเจ็บปวด เธอสัมผัสได้ว่าราเวนกำลังเปลี่ยนแปลงไป ความเยือกเย็นของเขากำลังถูกแทนที่ด้วยความเร่าร้อนที่แผดเผา
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองทัพมนุษย์หมาป่าที่ไคเลนเรียกมาก็ดังกระหึ่มขึ้นจากชั้นล่างของหอคอย ไคเลนเหยียดยิ้มพลางชักดาบออกมา "งานเลี้ยงจบลงแล้ว ราเวน... เลือดของนางทำให้เจ้าอ่อนแอลง และตอนนี้ ข้าจะตัดหัวเจ้าต่อหน้าผู้หญิงที่เจ้าหลงใหล!"
ราเวนหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยอันตราย เขาโอบกอดเอลาร่าไว้แนบแน่นก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่กำลังพังประตูเข้ามา แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องชะงัก ไม่ใช่พลังของราเวน... หากแต่เป็นรอยประทับรูปจันทร์เสี้ยวที่ปรากฏขึ้นบนลำคอขาวระหงของเอลาร่า มันเรืองแสงสว่างวาบจนมองไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง
"พวกเจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้ใครแตะต้องนางงั้นหรือ?" ราเวนประกาศ เสียงของเขาดังกังวานก้องไปทั่วหอคอย ร่างกายของเอลาร่าเริ่มลอยขึ้นเหนือพื้นดิน ดวงตาของเธอเปลี่ยนไปเป็นสีเงินยวง—สีเดียวกับจันทร์อาถรรพ์ในคืนนี้
ราเวนกระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะกระซิบข้างหูหญิงสาวในอ้อมกอด "ตื่นเถอะ ที่รัก... ถึงเวลาที่เราต้องแสดงให้พวกสุนัขโง่เขลาพวกนี้เห็นแล้วว่า พันธะสัญญานี้มีอำนาจมากเพียงใด"
เมื่อเอลาร่าลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏในดวงตาของเธอไม่ใช่ความอ่อนแออีกต่อไป แต่กลับเป็นพลังมหาศาลที่สะกดให้ไคเลนถึงกับเข่าทรุดลงกับพื้น ในขณะที่ราเวนก้มลงจุมพิตที่ริมฝีปากของเธออย่างเร่าร้อน ท่ามกลางเงาจันทร์ที่กำลังจะกลายเป็นสีเลือด... ประตูหอคอยก็ถูกพังทลายลงพร้อมกับร่างของสมุนมนุษย์หมาป่านับสิบที่พุ่งเข้ามา แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นไม่ใช่ศัตรูตรงหน้า หากแต่เป็นเงาสีดำสนิทที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากมุมมืดของห้อง—เงาที่มีใบหน้าเหมือนกับราเวนไม่มีผิดเพี้ยน!
ภาคินทร์เที่ยงคืนจะรอพบทุกท่านในตอนจบที่เดิมนะครับ
รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 27
จุดวิกฤตของชีวิต
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!