รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 6

กลิ่นสาปหมาป่า

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
“ปล่อยมือจากตัวนางเสีย ราเวน... ก่อนที่ข้าจะกระชากวิญญาณโสโครกของเจ้าออกจากร่าง!” เสียงคำรามต่ำลึกดั่งฟ้าผ่ากลางโถงปราสาทหินโบราณไม่เพียงแต่ทำให้ผนังห้องสั่นสะเทือน หากแต่ยังกดทับอากาศจนแทบจะกลายเป็นของแข็ง เอลาร่าสะดุ้งสุดตัวขณะที่มือแกร่งดั่งคีมเหล็กของราเวนกระชับรอบเอวเธอแน่นขึ้นจนสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา เขาไม่ได้หันไปมองผู้บุกรุกทันที แต่กลับก้มลงกระซิบข้างใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกพอๆ กับสายตา “เห็นไหมเอลาร่า... สุนัขรับใช้ที่ไร้การฝึกฝนพวกนี้ มักจะเห่าหอนเสียงดังเสมอเมื่อเห็นสิ่งที่มันไม่มีวันได้ครอบครอง” “ข้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเจ้า!” เอลาร่าตวาดกลับ แม้ดวงตาจะสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น กลิ่นสาปหมาป่าที่โชยมากับสายลมในห้องโถงนั้นรุนแรงจนน่าคลื่นไส้ มันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นธรรมดา แต่มันคือกลิ่นของพงไพรที่อาบชโลมด้วยเลือดและความแค้นที่ถูกสั่งสมมานานปี ไคเลนก้าวออกมาจากเงามืด ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดหนังสัตว์สีเข้มดูโดดเด่นท่ามกลางความหรูหราของปราสาทแวมไพร์ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอำพันวาวโรจน์ แผ่รังสีแห่งการฆ่าฟันออกมาอย่างไม่ปิดบัง เขาไม่ได้มาเพื่อเจรจา แต่เขามาเพื่อลากเอลาร่าออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ “ราเวน!” ไคเลนก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว กระเบื้องหินใต้ฝ่าเท้าเขาแตกร้าว “เจ้าขโมยสายเลือดที่บริสุทธิ์ที่สุดไปไว้ในกรงทองเพื่อหวังจะทำลายสมดุลของธรรมชาติ แต่เจ้าลืมไปหรือไม่ว่าหมาป่าอย่างข้าไม่เคยเกรงกลัวความมืด... โดยเฉพาะความมืดที่เน่าเฟะแบบเจ้า” ราเวนแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวหันมาเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาต เขาผลักเอลาร่าไปไว้ด้านหลังด้วยความทะนุถนอมอย่างประหลาด ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว ทว่ารังสีอำนาจของราชันแวมไพร์กลับแผ่ซ่านจนไคเลนชะงัก “เจ้าเรียกมันว่าการลักพาตัวงั้นหรือ? ช่างเป็นคำที่น่าขบขันสำหรับพวกเดรัจฉาน” ราเวนก้าวไปหยุดตรงหน้าไคเลน ระยะห่างระหว่างทั้งสองเพียงแค่ปลายจมูก สัมผัสได้ถึงแรงปะทะของพลังสองขั้วที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง “เอลาร่าคือของขวัญที่โชคชะตามอบให้ข้า เพื่อชำระล้างบาปกรรมที่พวกเจ้าฝากไว้เมื่อสามร้อยปีก่อน และข้าจะไม่มีวันยอมให้สิ่งใดมาพรากนางไป... แม้แต่เจ้า” บรรยากาศในห้องโถงตึงเครียดจนแทบขาดสะบั้น เอลาร่ามองเห็นแววตาที่เต้นเร่าด้วยความโกรธของไคเลน เธอรู้ดีว่าหากการต่อสู้นี้เกิดขึ้น ปราสาททั้งหลังคงไม่เหลือซาก เธอจึงรวบรวมความกล้าก้าวออกมาขวางหน้าชายทั้งสอง “หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงของเธอแม้จะสั่นเครือแต่กลับกังวานด้วยอำนาจบางอย่างที่เธอเองก็ไม่เข้าใจ “ข้าไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น ทั้งเจ้า... ราเวน ที่มองข้าเป็นเพียงกุญแจไขพลัง และเจ้า... ไคเลน ที่มองข้าเป็นเพียงเครื่องมือล้างแค้น พวกเจ้าทุกคนต่างหากที่เห็นแก่ตัว!” ไคเลนชะงัก สายตาที่เคยดุดันอ่อนแสงลงชั่วขณะเมื่อมองเห็นร่องรอยของความเจ็บปวดในดวงตาเอลาร่า “เอลาร่า... ข้าไม่ได้มาเพื่อใช้ประโยชน์จากเจ้า ข้ามาเพื่อปลดปล่อย...” “ปลดปล่อยหรือ?” ราเวนแทรกขึ้นพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน “เจ้าน่ะหรือจะปลดปล่อย? เจ้าก็แค่ต้องการพลังจากสายเลือดของนางเพื่อขึ้นเป็นใหญ่ในฝูงหมาป่า เจ้าก็เหมือนกับพวกที่เหลือ... หิวโหยและน่าสมเพช” “หุบปาก!” ไคเลนคำราม ร่างของเขาวูบไหวด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ก่อนจะพุ่งเข้าหาพระศอของราเวน กรงเล็บแหลมคมงอกยาวออกมาจากปลายนิ้ว ทว่าราเวนกลับรับมันไว้ได้ด้วยมือเปล่า เสียงเหล็กกระทบกันดังก้องไปทั่วโถง การปะทะกันของเขี้ยวเล็บและพลังเวทแวมไพร์ทำให้เกิดคลื่นกระแทกจนเอลาร่าต้องปิดตาลงด้วยความแสบผิว ความรุนแรงของการต่อสู้เริ่มทำลายข้าวของภายในปราสาท รูปปั้นโบราณแตกละเอียด โคมไฟระย้าตกลงมาแตกกระจายเสียงดังสนั่น ราเวนเหวี่ยงไคเลนกระแทกกับเสาหินจนฝุ่นคลุ้ง ก่อนจะพุ่งเข้าซ้ำด้วยความรวดเร็วที่มองตามแทบไม่ทัน แต่ไคเลนก็ตอบโต้กลับด้วยพละกำลังมหาศาล เขาตวัดขาเตะจนราเวนต้องถอยกรูดไปทางหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับแสงจันทร์อาถรรพ์ “ถึงเวลาจบเรื่องนี้เสียที!” ไคเลนตะโกน พร้อมกับที่เขาสูดหายใจลึก กลิ่นสาปหมาป่าเข้มข้นขึ้นจนอากาศเริ่มบิดเบี้ยว เขากำลังจะเปลี่ยนร่าง... พลังที่แท้จริงของผู้นำฝูงกำลังจะปะทุออกมา ทว่า ในวินาทีที่ไคเลนกำลังจะสลัดคราบมนุษย์ทิ้งไปนั้น เอลาร่ากลับสังเกตเห็นบางอย่าง... บนหน้าอกของราเวนที่เสื้อผ้าขาดวิ่นจากการต่อสู้ รอยสักอักขระโบราณที่เธอเคยเห็นในนิมิตกำลังเปล่งแสงสีม่วงดำออกมา มันไม่ใช่รอยสักธรรมดา แต่มันคือพันธสัญญาเลือดที่เชื่อมโยงเธอกับเขาสองคนไว้ด้วยกัน ทันใดนั้นเอง ประตูโถงใหญ่ถูกกระแทกจนเปิดออก ร่างของเหล่าทหารแวมไพร์นับสิบพุ่งเข้ามาล้อมรอบไคเลน แต่แล้ว เอลาร่าก็สัมผัสได้ถึงความเย็นวาบที่แล่นผ่านไขสันหลัง เมื่อเห็นว่าไคเลนไม่ได้มาคนเดียว เงาสีดำที่ซ่อนอยู่หลังเงามืดของเสาต้นสุดท้ายค่อยๆ ก้าวออกมา เป็นหญิงสาวในชุดคลุมสีเงินยาวเหยียด ใบหน้าของเธอมีรอยแผลเป็นที่ดูเหมือนสัญลักษณ์เดียวกับที่หน้าอกของราเวน เธอจ้องมองเอลาร่าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตและเปี่ยมสุขในเวลาเดียวกัน “ในที่สุด... สายเลือดผู้ถูกเลือกก็ปรากฏตัว” หญิงปริศนาเอ่ยเสียงหวานที่บาดลึกถึงกระดูก “ข้าเฝ้ารอเวลานี้มานานนับร้อยปี... เวลาที่พิธีกรรมสังเวยจะเริ่มขึ้นเสียที” ราเวนชะงักกึก สีหน้าของราชันแวมไพร์ผู้เยือกเย็นแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาหันกลับมามองเอลาร่าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากความต้องการครอบครอง กลายเป็นความสิ้นหวัง “หนีไป... เอลาร่า หนีไปซะ!” คำเตือนนั้นยังไม่ทันขาดคำ พื้นโถงปราสาทก็แยกตัวออกเป็นรอยแตกกว้างพร้อมกับเปลวเพลิงสีน้ำเงินที่พุ่งขึ้นมาจากขุมนรกเบื้องล่าง เอลาร่ารู้สึกถึงแรงดึงมหาศาลที่ฉุดกระชากเธอลงไปสู่ความมืดมิดในขณะที่ทุกคนต่างหยุดชะงักด้วยความตกตะลึง ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเร่าร้อนและลึกลับในบทนี้ ภาคินทร์เที่ยงคืนจะรอพบทุกท่านในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%