หน้าจอโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานกระจกใสสะท้อนแสงไฟนีออนสีส้มสลัวจากมุมห้องพักรับรองของตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตัวเลขสิบหลักบนเอกสาร PDF ที่เพิ่งถูกส่งตรงมาจากรุ่นพี่คนสนิทในฝ่ายทะเบียนราษฎร์กำลังเรืองแสงวาบ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของคณินไม่ใช่ตัวเลขเหล่านั้น หากแต่เป็นประโยคสรุปท้ายบรรทัดที่ทำให้ลมหายใจของเดือนคณะหนุ่มสะดุดกึกทันที
*(...คุณรัญชน์เคยมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในคดีฟ้องร้องเมื่อสามปีก่อน และครอบครัวของเขาต้องสูญเสียทุกอย่างไปเพราะ...)*
“เชี่ยเอ้ย...”
เสียงสบถต่ำลอดไรฟันของคินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เขากำสมาร์ทโฟนในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาวซีด ดวงตาคมกริบที่มักฉายแววหยิ่งทะนงและเจ้าเล่ห์มาตลอด ยามนี้กลับเต็มไปด้วยร่องรอยของความสับสนและระลอกคลื่นแห่งความรู้สึกผิดที่ตีรวนขึ้นมาในอกอย่างรุนแรง ภาพรอยยิ้มหยันที่มักจะเชิดขึ้นท้าทายเขาเสมอของรัญชน์ยามที่อีกฝ่ายก้าวเข้ามาต่อปากต่อคำด้วยความอวดดีผุดขึ้นมาในหัว ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น... ภาพดวงตากลมโตที่เคยฉายแววระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลากลับยิ่งทำให้หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำผิดจังหวะ
เดิมที... ข้อตกลงการเดิมพันบ้าๆ ระหว่างเขากับกลุ่มเพื่อนสนิทในก๊วนวิศวะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสะใจ เพื่อเอาชนะศักดิ์ศรีของเด็กบริหารปากเก่งที่บังجาญมาหยามหน้าเขาต่อหน้าคนครึ่งคณะ แต่ในวินาทีนี้ เมื่อความจริงเบื้องหลังตัวตนของรัญชน์ถูกเปิดเปลือยผ่านกระดาษแผ่นบางๆ เหล่านี้ เกมที่เคยสนุกสนานกลับกลายเป็นบ่วงเหล็กที่กำลังรัดกลืนกินลมหายใจของเขาเองอย่างช้าๆ
*เขาไม่ได้กำลังเล่นเกมจีบคนเพื่อความสะใจอีกต่อไปแล้ว... แต่เขากำลังทำร้ายคนที่เคยเจ็บปวดมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยมือของตัวเองต่างหาก*
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกกะทันหันโดยปราศจากการเคาะเตือนร่างสูงโปร่งของรัญชน์ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ กลิ่นวานิลลาเจือกลิ่นฝนจางๆ ลอยมาแตะจมูกทันทีที่อีกฝ่ายปิดประตูล็อคกลอนเรียบร้อย รัญชน์กวาดสายตามองสภาพห้องที่รกเรื้อไปด้วยตำราเรียนและชีทคำนวณ ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่ใบหน้าเคร่งเครียดของคินที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ
“มองอะไร หน้าฉันมีรอยเปื้อนกาวตราประทับของคณะนายหรือไง?” เสียงหวานติดจะกวนประสาทเอ่ยขึ้นทันที พร้อมกับที่ร่างบางทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังสีดำฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ “โทรตามฉันมาดึกดื่นแบบนี้ มีอะไรคายออกมาเร็วๆ ฉันมีโปรเจกต์ต้องเคลียร์ต่อ ไม่ว่างมาเล่นเกมประสาทเสียกับนายหรอกนะ”
คินเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาคมปลาบที่มักใช้กดดันคนอื่นยามนี้กลับอ่อนแสงลงอย่างประหลาด เขายังไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาทันที ทำเพียงแค่มองสำรวจคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เส้นผมสีดำสนิทที่ปรกลงมาเคลียร์กรอบหน้าขาวเนียน ดวงตากลมโตที่มองกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้ และริมฝีปากบางเฉียบที่มักจะเอ่ยคำพูดเชือดเฉือนเขาอยู่เสมอ... ทุกอย่างในตัวรัญชน์ตอนนี้ไม่ได้ดูน่าแกล้งหรือน่าเอาชนะอีกต่อไปแล้วในสายตาของเขา แต่มันกลับดูเปราะบาง... และน่าปกป้องจนน่าใจหาย
“ทำไมถึงไม่บอกฉัน?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามออกไปเบาๆ แฝงความจริงจังที่หาได้ยากยิ่ง จนรัญชน์ที่กำลังจะอ้าปากเถียงถึงกับชะงักกึก
“หะ? นายพูดเรื่องบ้าอะไรของนายอีกเนี่ย คิน?” รัญชน์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ ส่งสายตาหวาดระแวงกลับมาทันที “สมองกระทบกระเทือนจากเครื่องกลตัวไหนมา ถึงได้มาพูดจาแปลกๆ ใส่ฉันตอนดึกๆ แบบนี้”
“เรื่องเมื่อสามปีก่อน...” คินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายยาวก้าวเข้ามาประชิดร่างที่นั่งอยู่บนโซฟาช้าๆ กดดันด้วยส่วนสูงและบรรยากาศที่ตึงเครียดรอบตัว “เรื่องครอบครัวของนาย เรื่องคดีความที่ทำให้พวกนายต้องย้ายออกจากเมืองนั้น... ทำไมถึงไม่ยอมบอกฉันตั้งแต่แรกที่เข้ามาพัวพันกับฉัน?”
ร่างบางของรัญชน์แข็งค้างไปในทันที ราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อตเข้าที่กลางอก สีหน้าที่เคยฉายแววท้าทายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว ป้อมปราการความมั่นใจที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองพังทลายลงในพริบตาเดียว รัญชน์ผุดลุกขึ้นยืนถอยหลังกรูดจนสะโพกชนเข้ากับพนักโซฟา สายตาที่มองมาที่คินสั่นไหวอย่างรุนแรง
“นาย... นายรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?” เสียงหวานสั่นเครือเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด รัญชน์กำหมัดแน่นจนเลנהจิกเข้ากับฝ่ามือ “ใครเป็นคนบอกนาย? พวกเพื่อนปากเสียของนายเหรอ หรือว่า... นายไปขุดคุ้ยเรื่องของฉันมาทำไม คิน! นายมีสิทธิ์อะไรมายุ่งเรื่องส่วนตัวของฉัน!”
“ฉันไม่ได้อยากจะยุ่ง!” คินขึ้นเสียงต่ำอย่างหงุดหงิดกับความดื้อรั้นของอีกฝ่าย เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวรัญชน์จนแทบจะไม่มีช่องว่างระหว่างกัน ฝ่ามือหนายื่นออกไปคว้าข้อมือเรียวบางไว้หลวมๆ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายถอยหนีไปมากกว่านี้ “แต่สิ่งที่ฉันทำลงไป... ข้อตกลงงี่เง่าที่ฉันเคยลั่นวาจาไว้กับพวกมัน... ตอนนี้มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไอ้สารเลวคนหนึ่งที่เหยียบย่ำหัวใจคนอื่นอยู่รู้ตัวบ้างไหมวะรัญชน์!”
คำสารภาพที่พรั่งพรูออกมาจากปากของเดือนคณะวิศวะทำเอารัญชน์นิ่งงิ่งไปสนิท สมองประมวลผลไม่ทันกับสิ่งที่ได้ยิน ดวงตาคู่สวยมองลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของคนที่ยืนประชิดตัว ที่นอกจากความดุดันตามนิสัยแล้ว ยามนี้มันกลับฉายชัดด้วยความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดที่ส่งผ่านออกมาอย่างจริงใจ
“นาย... หมายความว่ายังไง...” รัญชน์กระซิบถามเสียงสั่น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก “ข้อตกลงอะไร... นายกำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่ คิน?”
คินนิ่งงันไปชั่วขณะ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดอยู่บริเวณซอกคอขาวเนียนของคนตัวเล็ก ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยประโยคที่อาจจะทำลายความสัมพันธ์ทั้งหมดลง... หรืออาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพังทลายกำแพงในใจของรัญชน์ตลอดกาล
“เรื่องที่เราเจอกันครั้งแรก... เรื่องที่ฉันตามจีบ นายคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ งั้นเหรอ?” คินจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโต น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด “ความจริงแล้ว... มันเริ่มต้นมาจากเกมเดิมพันบ้าๆ ของพวกฉันเอง... ฉันตั้งใจจะเข้ามาปั่นหัวนาย เพื่อเอาชนะในกลุ่มเพื่อน... แต่ว่าตอนนี้...”
คินหยุดพูดไปดื้อๆ เขากลืนก้อนความรู้สึกอึดอัดลงคอ ขณะที่ปลายนิ้วโป้งเผลอไล้เบาๆ บนข้อมือบางที่เขาจับไว้ รัญชน์ยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ความหมายของประโยคเหล่านั้นสลักลงในสมองทีละคำ... ทีละคำ... จนกระทั่งความจริงที่เจ็บปวดกระแทกเข้าที่กลางใจอย่างจัง
หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาของรัญชน์อย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกถูกหักหลังและความเชื่อใจที่พังทลายลงในพริบตา ทำให้ริมฝีปากบางสั่นระริก รัญชน์ใช้แรงทั้งหมดผลักอกแกร่งของคินออกไปเต็มแรงจนร่างสูงเซถอยหลังไปสองก้าว
“ไอ้คนสารเลว...” รัญชน์เค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำตาหยดแรกไหลอาบแก้มเนียนอย่างน่าเวทนา “ที่แท้... นายก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคนพวกนั้นเลยสินะ คิน... นายมันก็แค่ไอ้เด็กวิศวะนิสัยเสียที่เอาความรู้สึกของคนอื่นมาเป็นของเล่นสนุกๆ!”
“รัญชน์! ฟังฉันก่อน—!” คินรีบก้าวเข้ามาคว้าตัวไว้อีกครั้งเมื่อเห็นร่างบางทำท่าจะหันหลังวิ่งหนีออกไปจากห้อง
ทว่า... ก่อนที่คินจะได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เสียงเคาะประตูดังปึงปังจากด้านนอกก็ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายของเพื่อนสนิทในกลุ่มที่ดังลอดเข้ามาในห้อง
“ไอ้คิน! มึงอยู่ในนั้นไหมวะ? แย่แล้วล่ะสิ... เรื่องเดิมพันที่มึงทำกับพวกกูเมื่อเดือนก่อน ตอนนี้พวกเด็กบริหารมันรู้กันหมดแล้วเว้ย! และที่สำคัญ... มีคนกำลังเอาเอกสารลับของน้องรัญชน์ไปประจานลงเพจมหาลัยแล้วตอนนี้!”
คินหน้าถอดสีทันที เขาก้มมองรัญชน์ที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่แตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี รอยน้ำตาบนแก้มเนียนของรัญชน์ในวินาทีนี้... คืออาวุธที่เชือดเฉือนหัวใจของเดือนคณะวิศวะให้แหลกละเอียดคามืออย่างแท้จริง
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและสนับสนุนผลงานของเกียร์เปื้อนกาวใจเสมอนะคะ
วิศวะร้ายรุกจีบยัยตัวแสบให้มาเป็นแฟนผม•ตอนที่ 10
เกมที่เริ่มไม่สนุก
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะร้ายรุกจีบยัยตัวแสบให้มาเป็นแฟนผม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!