เงาที่ทาบทับลงมาจากมุมเสาปูนไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็น ‘มี나’ ดาวคณะศิลปศาสตร์รุ่นพี่ปีสี่ที่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเธอเคยมีสถานะก้ำกึ่งอะไรกับคณินมาก่อน รัญชน์ขยับตัวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะประสาทสัมผัสเตือนภัยในหัวกำลังร้องระงับว่าบรรยากาศรอบตัวกำลังจะเปลี่ยนจากสนามอารมณ์แบบเด็กๆ ให้กลายเป็นสมรภูมิที่มีเดิมพันสูงขึ้น
“อ้าว... น้องรันคนเก่งของคณะบริหารนี่เอง นึกว่าจะเก่งแต่เวลาอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ ซะอีกนะเนี่ย พอเจอสถานการณ์จริงเข้าหน่อย ถึงกับต้องให้เดือนวิศวะเขาต้องออกโรงปกป้องเลยเหรอคะ?” น้ำเสียงหวานหยดแต่เจือแววประชดประชันดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงในชุดนักศึกษาเข้ารูปที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้กับธาม
คณินขมวดคิ้วมุ่นทันที ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะติดรอยยิ้มกวนประสาทบึ้งตึงลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบตวัดมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเย็นชาจนน่ากลัว
“เรื่องของผมกับรันมันไม่ใช่ธุระอะไรของคุณ มีนา” คณินเอ่ยเสียงเรียบ ตึงเครียด และไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ “แล้วก็เลิกทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของผมสักที เราจบกันไปนานแล้ว”
รัญชน์เหลือบมองเสี้ยวหน้าของคนตัวสูงกว่าที่ยืนบังไหล่ของเขาไว้เกือบมิด ไอความร้อนจากร่างกายของคณินแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าเสื้อเชิ้ตออกมาจนรู้สึกได้ แม้ปากจะบอกว่ารำคาญและอยากจะถีบหัวส่งสักที แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในวินาทีที่ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาหาเรื่อง การมีแผ่นหลังกว้างของ ‘ศัตรูหัวใจ’ คนนี้ยืนขวางกั้นไว้ มันทำให้ความรู้สึกพยศในใจของรัญชน์พลอยสงบลงอย่างประหลาด
มีนากัดริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตฉายแวววาวด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
“หึ... ปากเก่งจิงๆ นะคิน ระวังเถอะค่ะ ของเล่นชิ้นใหม่ชิ้นนี้อาจจะไม่ได้เชื่องอย่างที่คิดหรอก ยิ่งถ้ามันรู้ความจริงเบื้องหลังเรื่องโครงงานวิศวะเมื่อเทอมก่อน... น้องรันคนนี้อาจจะวิ่งหนีแทบไม่ทันเลยก็ได้”
คำพูดก้ำกึ่งชวนสงสัยนั้นทำให้รัญชน์ชะงักไป ดวงตากลมโตหันขวับไปมองคณินทันทีเพื่อรอคำอธิบาย แต่สิ่งที่ได้กลับมีเพียงกรามที่ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูนของคนข้างกาย
“หุบปากซะ มีนา” คณินคำรามต่ำในลำคอ มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของรัญชน์ไว้แล้วออกแรงดึงให้เดินตามออกไปจากตรงนั้นทันที โดยไม่สนิทเสียงเรียกไล่หลังของธามหรือสายตาสอดรู้สอดเห็นของคนรอบข้างอีกต่อไป
แรงบีบที่ข้อมือไม่ได้หนักหน่วงจนเจ็บ แต่รับรู้ได้ถึงความร้อนรุ่มและอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ข้างในของคนตัวโต รัญชน์ไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้คณินลากเดินผ่านโถงทางเดินยาวจนมาถึงห้องพักผ่อนลับหลังตึกภาควิชา ที่นี่เงียบสงบและไม่มีใครกล้าเข้ามาพล่อยๆ เพราะเป็นอาณาเขตส่วนตัวที่พวกว้ากใช้สุมหัวกัน
ปัง!
ประตูไม้บานหนาปิดลงพร้อมกับร่างของรัญชน์ที่ถูกดันเบาๆ ให้ชิดติดกับผนังห้องโดยมีร่างสูงของคณินกักตัวเอาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายปนกลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นเหงื่อจากการทำกิจกรรมลอยวนอยู่รอบตัว สร้างบรรยากาศที่บีบคั้นหัวใจจนรัญชน์ต้องรีบเบือนหน้าหนี
“มองอะไรเล่า ถอยไปนะ!” รัญชน์โวยวายพร้อมกับใช้มือผลักอกแกร่งเบาๆ แต่คนตัวโตกลับทำตัวแปลกประหลาด เขาไม่ยอมถอยแถมยังทิ้งน้ำหนักตัวลงมาซบหน้าผากเข้ากับลาดไหล่ของรัญชน์ซะอย่างนั้น
“โอ๊ย... เจ็บชิบหาย” คณินครางเสียงอู้อี้ น้ำเสียงที่ปกติจะดุดันและกวนประสาทกลับเจือความอ่อนล้าอย่างน่าใจหาย
รัญชน์ชะงัก มือที่เตรียมจะผลักอกอีกฝ่ายอีกรอบค้างเติ่งกลางอากาศ “เจ็บอะไรของนาย? โดนยัยนั่นตบมาหรือไงถึงได้สำออยขนาดนี้”
“เปล่าสักหน่อย... แต่เมื่อกี้โดนไอ้ธามมันศอกใส่ซี่โครงตอนชุลมุนต่างหากล่ะ” คณินเงยหน้าขึ้นมาสบตา ดวงตาคู่คมที่เคยดื้อรั้นตอนนี้กลับทอประกายออดอ้อนอย่างแนบเนียนจนน่าหมั่นไส้ “ตัวก็แค่นี้ ทำไมชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่เรื่อยวะรัน รู้ไหมว่าฉันต้องคอยตามเช็ดตามล้างให้เหนื่อยแค่ไหน”
“ฉันไม่ได้ขอให้นายมาช่วยสักหน่อย นายต่างหากที่แส่หาเรื่องเอง” รัญชน์เชิดหน้าเถียง แม้หัวใจจะเริ่มเต้นผิดจังหวะกับระยะห่างที่ใกล้จนลมหายใจรดกัน “แล้วก็ปล่อยได้แล้ว หนัก!”
“ไม่ปล่อย เจ็บอยู่... ขอยืนพิงแป๊บ” คณินไม่เพียงแต่ไม่ถอย แต่เขากลับทิ้งน้ำหนักตัวลงมาอีกจนรัญชน์ต้องย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อพยุงร่างสูงไว้ มือหนาฉวยโอกาสนี้เลื่อนมาโอบรอบเอวบางของรัญชน์ไว้หลวมๆ ใบหล่อเหลาซุกซบลงที่ซอกคอขาวเนียน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดผิวเนื้อทำให้รัญชน์สะดุ้งเฮือก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“ไอ้… ไอ้บ้าคิน! บอกให้ปล่อยไง นายไม่ได้เจ็บขนาดนั้นสักหน่อย สำออยชัดๆ!” รัญชน์หน้าแดงก่ำ พยายามบิดตัวหนีแต่ก็ถูกอ้อมแขนแข็งแรงรัดแน่นราวกับคีมเหล็ก
“ไม่ได้สำออย... เจ็บจริงๆ ตรงนี้เนี่ย” คณินจับมือเรียวของรัญชน์ขึ้นมาทาบลงบนหน้าอกด้านซ้ายของตัวเอง ตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นโครมครามรัวเร็วเสียจนส่งผ่านความรู้สึกร้อนผ่าวมาสู่ฝ่ามือ “เนี่ย... มันเจ็บแปล๊บๆ ตั้งแต่เห็นเธอทำท่าจะเข้าไปมีเรื่องกับไอ้ธามเมื่อกี้แล้วรู้ป่ะวะ”
รัญชน์อ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับมุกเสี่ยวและการรุกฆาตอย่างไร้ยางอายแบบนี้ “นะ... นายพูดบ้าอะไรเนี่ย เลี่ยนเป็นบ้า!”
“ไม่ได้เลี่ยน พูดจริง” คณินเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคมกริบฉายแววคลั่งรักแบบไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป “ถ้าเป็นห่วงฉันกลัวฉันเจ็บนัก ทำไมไม่ยอมรับดีๆ ว่าหึง?”
“ใครหึงนาย! มะ... มโนเก่งเกินไปละ!”
“ปากแข็งชะมัด” คณินหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนเข้ามาใกล้จนริมฝีปากหยักห่างจากปากอิ่มแค่ไม่ถึงคืบ “ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ... ในเมื่อฉันเจ็บตัวเพราะเธอขนาดนี้ รันต้องรับผิดชอบด้วยการเป็นติวเตอร์ส่วนตัวให้ฉันจนกว่าจะสอบมิดเทอมผ่าน ไม่งั้นฉันไม่ยอมปล่อยแน่”
รัญชน์เม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ความใกล้ชิดนี้กำลังทำให้สตูดิโอในหัวของเขาระเบิดเป็นเสี่ยงๆ สายตาคมปลาบที่มองมาด้วยความเวทقةปนเจ้าเล่ห์ทำให้รัญชน์รู้ทันทีว่า... ตัวเองกำลังพลาดท่าเสียทีให้กับแผนการออดอ้อนของไอ้หมาบ้าตัวนี้เข้าเต็มเปเปอร์ซะแล้ว!
และในจังหวะที่รัญชน์กำลังจะอ้าปากปฏิเสธคำขอนั้น ประตูห้องพักผ่อนที่ควรจะล็อกไว้ กลับถูกกระชากเปิดผางเข้ามาด้วยแรงเหวี่ยงจากด้านนอก พร้อมกับเสียงหอบหายใจรุนแรงของบุคคลที่ไม่คาดฝัน...
“ไอ้คิน! มึงรีบออกมาดูนี่ดะ—!”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมความหวานและฟินไปด้วยกันกับตอนนี้นะคะ!
วิศวะร้ายรุกจีบยัยตัวแสบให้มาเป็นแฟนผม•ตอนที่ 6
ติวเตอร์คนสวยขา
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะร้ายรุกจีบยัยตัวแสบให้มาเป็นแฟนผม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!