“คุณกำลังโกหกผม หรือกำลังโกหกตัวเองกันแน่?”
รณภพวางแฟ้มคดีลงบนโต๊ะโลหะเย็นเฉียบ เสียงกระทบของมันดังก้องไปทั่วห้องเยี่ยมผู้ต้องขังขนาดสี่ตารางเมตร กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นอับชื้นของคุกกรุงเทพฯ ตลบอบอวลจนน่าคลื่นไส้ ชายตรงหน้า—นฤทธิ์ อดีตหัวหน้าฝ่ายบัญชีผู้ถูกกล่าวหาว่าฆ่ารัฐมนตรี—ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาที่เคยคมกล้าบัดนี้หม่นแสงลงจนแทบดับวูบ
“หลักฐานมัดตัวคุณแน่นหนาขนาดนี้ รอยนิ้วมือบนมีดพก บันทึกการโทรที่ระบุว่าคุณอยู่ในที่เกิดเหตุ และวิดีโอวงจรปิดที่เห็นคุณเดินออกจากห้องทำงานของท่านรัฐมนตรีในเวลา 23.14 น. คุณจะให้ผมช่วยคุณยังไงในเมื่อคุณปิดปากเงียบเหมือนคนตายไปแล้ว?” รณภพโน้มตัวไปข้างหน้า เสียงของเขาต่ำและนิ่งสนิท ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้ใครหลายคนต้องยอมคายความจริง
นฤทธิ์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงแห้งแล้งที่ฟังดูเหมือนเศษแก้วบาดกัน “ทนายรณภพ... คุณเก่งนะที่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่คดีฆาตกรรมธรรมดา มันคือละครเวทีที่จัดฉากไว้ให้ผมเป็นนักแสดงนำผู้โชคร้าย และคุณ... ก็กำลังเดินเข้าสู่ฉากที่สองด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม”
รณภพชะงัก สายตาเขาสังเกตเห็นรอยช้ำจางๆ ที่ข้อมือของนฤทธิ์ มันไม่ใช่รอยกุญแจมือ แต่มันเหมือนรอยกดทับจากเครื่องมือแพทย์บางอย่าง “ใครเป็นคนทำ?”
“อัยการวิชาญไม่ได้ต้องการความยุติธรรม เขาต้องการแพะที่ส่งเสียงร้องดังพอจะกลบเกลื่อนความเน่าเฟะในสำนวนคดีนี้” นฤทธิ์เงยหน้าขึ้น สบตารณภพอย่างท้าทาย “คุณได้รับข้อความเสียงนั่นแล้วใช่ไหม? ข้อความที่บอกว่าพ่อคุณไม่ได้ตายเพราะความล้มเหลว แต่ตายเพราะเขา ‘รู้มากเกินไป’... อย่าพยายามไขปริศนาในศาลเลยทนาย เพราะถ้าคุณขุดลึกไปกว่านี้ คนที่จะไม่ได้ออกจากคุกไม่ใช่ผม แต่เป็นคุณ”
รณภพรู้สึกได้ถึงความเย็นวาบที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง เขาจำน้ำเสียงในข้อความเสียงนั่นได้แม่นยำ มันคือเสียงของพ่อเขาที่ถูกบันทึกไว้เมื่อยี่สิบปีก่อน—ก่อนที่เขาจะถูกพบเป็นศพในห้องทำงานด้วยปืนกระบอกเดียวกับที่ทนายความหนุ่มเพิ่งเห็นในสำนวนคดีของนฤทธิ์
“คุณหมายความว่าไงที่ว่าหลักฐานถูกจัดฉาก?” รณภพเค้นเสียงถาม
นฤทธิ์หยิบปากกาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา เขาขีดเขียนบางอย่างลงบนกระดาษห่อข้าวที่เปื้อนคราบน้ำมัน ก่อนจะเลื่อนมันมาทางรณภพ “ดูเวลาในภาพวงจรปิดนั่นให้ดี ทนาย... แล้วคุณจะเห็นสิ่งที่ ‘คนเขียนบท’ พลาดไป”
รณภพกางเอกสารหลักฐานในมือออกอีกครั้ง นิ้วเรียวยาวของเขาไล่ดูภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดที่อัยการวิชาญนำส่งศาล ทุกอย่างดูไร้ที่ติ จนกระทั่งสายตาเขาไปหยุดที่นาฬิกาข้อมือบนผนังหลังโต๊ะรัฐมนตรีในภาพถ่าย เงาที่ทอดผ่านพื้นห้องในภาพนั้นดูผิดปกติ... หากเวลาในภาพคือ 23.14 น. แสงจากดวงจันทร์ต้องส่องผ่านหน้าต่างฝั่งทิศตะวันออก แต่ในภาพนั้น แสงกลับทำมุมราวกับเป็นเวลาบ่ายสามโมง
*นี่ไม่ใช่การถ่ายทำสด... นี่คือการนำฟุตเทจเก่ามาตัดต่อใหม่!*
รณภพหัวใจเต้นรัว นี่คือช่องโหว่ที่ใหญ่พอจะพลิกคดีนี้ได้ทั้งกระดาน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือหลักฐานมัดตัวว่าอัยการระดับประเทศกำลังเล่นเกมสกปรกระดับรัฐบาล
“ศิรินทร์...” รณภพพึมพำกับตัวเองขณะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความหาสารวัตรสาว ‘ตรวจสอบเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดของตึกรัฐมนตรีเมื่อห้าปีที่แล้ว คดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่พ่อฉันเคยว่าความ... เทียบไฟล์ภาพกับคดีนี้ให้ฉันเดี๋ยวนี้’
ไม่ถึงนาที ข้อความตอบกลับสั้นๆ ก็เด้งขึ้นมา: *‘รณภพ ฉันอยู่ในที่เกิดเหตุตอนนี้ มีบางอย่างที่คุณต้องเห็น รีบมาที่นี่ด่วน... อัยการวิชาญกำลังลบหลักฐานชิ้นสุดท้าย’*
รณภพลุกขึ้นพรวดจนเก้าอี้กระแทกพื้นเสียงดัง นฤทธิ์มองตามเขาส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพช “สายเกินไปแล้วทนาย ความจริงไม่ได้ช่วยให้คนรอดหรอก ในเมืองนี้... ความจริงคือสิ่งที่ใครมีอำนาจมากกว่าก็เป็นคนกำหนด”
รณภพเดินออกจากห้องเยี่ยมด้วยฝีเท้าเร่งรีบ เขาแทบไม่ได้ยินเสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่สั่งให้เขาหยุด หัวสมองเขาหมุนวนถึงเรื่องพ่อและการถูกใส่ร้ายครั้งนี้ อัยการวิชาญไม่ได้แค่ต้องการชัยชนะ แต่มันคือการกำจัดพยานปากเอกคนสุดท้ายที่อาจเข้าถึง ‘ความลับ’ ในอดีต
เขาขับรถฝ่าความมืดของกรุงเทพฯ สู่ที่เกิดเหตุ—คฤหาสน์หรูใจกลางเมืองที่ถูกปิดตาย ทันทีที่จอดรถ เขาก็เห็นร่างของศิรินทร์ยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นสอง เธออยู่ในชุดนอกเครื่องแบบ ดูเคร่งเครียดกว่าปกติ รณภพรีบวิ่งขึ้นไปหาเธอโดยไม่รอช้า
“ศิรินทร์ เกิดอะไรขึ้น?” รณภพตะโกนถามขณะก้าวพ้นประตูห้องโถง
ศิรินทร์หันกลับมา แววตาของเธอสั่นระริก เธอไม่ได้ถือปืนเหมือนทุกครั้ง แต่ในมือเธอกลับถือกล่องเหล็กขนาดเล็กใบหนึ่ง เธอวางมันลงบนโต๊ะกลางห้อง “ดูนี่... ฉันพบมันในช่องลับหลังภาพวาด มันไม่ใช่หลักฐานการคอร์รัปชัน แต่มันคือ ‘รายชื่อ’ รณภพ... รายชื่อของอัยการและผู้พิพากษาทุกคนที่รับสินบนจากรัฐบาลชุดนี้”
รณภพกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบกล่องใบนั้น แต่แล้วเสียงคลิกของปืนที่ถูกปลดเซฟจากเงามืดหลังตู้โชว์ก็ทำให้เขากับศิรินทร์ต้องหยุดนิ่ง
“การอยากรู้อยากเห็นเป็นนิสัยที่น่าชื่นชมนะ รณภพ” เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยดังขึ้นจากเงามืด อัยการวิชาญก้าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก “แต่ก็นั่นแหละ... มันเป็นนิสัยที่มักจะทำให้ทนายความหลายคนต้องจบชีวิตลงตั้งแต่อายุน้อย”
วิชาญไม่ได้มาคนเดียว ชายชุดดำสองคนขนาบข้างเขาพร้อมอาวุธครบมือ รณภพเหลือบมองศิรินทร์เห็นเธอพยายามขยับมือไปที่ปืนข้างเอว แต่อัยการวิชาญกลับหัวเราะเบาๆ “อย่าเลยสารวัตร... เพราะคนที่ยืนคุมปืนอยู่นอกหน้าต่างนั่น ไม่ใช่คนของผม แต่เป็น ‘คนของพ่อคุณ’ ที่คุณคิดว่าตายไปแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน”
สิ้นคำพูดนั้น รณภพก็หน้าซีดเผือด เมื่อร่างหนึ่งที่สวมฮู้ดสีดำเดินก้าวเข้ามาในห้อง คนผู้นั้นค่อยๆ ถอดฮู้ดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่รณภพจำได้ฝังใจ—ใบหน้าของผู้ชายที่เขาเสียน้ำตาให้มาตลอดครึ่งชีวิต!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมลุ้นระทึกไปกับผมในทุกบรรทัดครับ — พยานปากเอก
เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 2
กลิ่นเลือดในสำนวน
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!