“วางอาวุธซะ สารวัตร... เพราะในห้องนี้ อำนาจการตัดสินไม่ได้อยู่ในมือของคนสวมเครื่องแบบหรอกครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันกระเพื่อมดังขึ้นจากชายในชุดคลุมสีดำสนิทที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตูที่พังทลาย กลิ่นอายของความตายและเอกสารลับที่ซ่อนเร้นโชยมาพร้อมกับการปรากฏตัวของเขา รณภพไม่ได้ขยับตัวแม้แต่นิ้วเดียว เขายืนเผชิญหน้ากับศัตรูที่อยู่เหนืออำนาจตุลาการ หัวใจเต้นเป็นจังหวะหนักแน่นเยือกเย็นผิดกับเหตุการณ์ที่กำลังปะทุ
สารวัตรศิรินทร์ชักปืนพกออกมาในท่าเตรียมพร้อม มือที่จับด้ามปืนสั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะเธอรับรู้ได้ถึงรัศมีของคนตรงหน้าที่ทำให้น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอาวุธปืนในมือเสียอีก
“ท่านคือ ‘ผู้ตรวจการเงา’ งั้นหรือ?” รณภพเอ่ยขึ้นช้าๆ สายตาของเขามองทะลุผ่านความมืดมิดใต้หมวกคลุมนั้น “กฎหมายที่ผมร่ำเรียนมาไม่เคยระบุชื่อคุณไว้ในสารบบ แล้ววันนี้คุณมีเหตุผลอะไรถึงต้องพังประตูเข้ามาในที่ที่กำลังมีการไต่สวนลับอยู่?”
ชายชุดดำหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งราวกับใบไม้แห้งที่ถูกบดขยี้ “กฎหมายน่ะหรือคุณรณภพ? กฎหมายที่พ่อคุณตายเพราะมันน่ะหรือ? อย่าไร้เดียงสาไปหน่อยเลย ในห้องนี้ไม่มีใครบริสุทธิ์พอที่จะพูดคำว่าความยุติธรรมหรอก แม้แต่คุณเองที่ยอมขายวิญญาณให้ความแค้น”
อัยการวิชาญที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงถึงกับหน้าถอดสี เขาขยับตัวอย่างกระวนกระวาย พยายามซ่อนแฟ้มเอกสารบางอย่างไว้ใต้โต๊ะ แต่สายตาคมกริบของชายชุดดำกลับมองเห็นทุกการเคลื่อนไหว
“คุณวิชาญ...” ชายชุดดำเบนสายตาไปหาอัยการ “คุณคิดว่าการทำลายหลักฐานของคดีตระกูลพิทักษ์เดชจะช่วยปกปิดคราบเลือดบนมือคุณได้ตลอดไปงั้นหรือ? ผู้ที่บงการคุณอยู่ เขาไม่ได้ต้องการให้คุณชนะคดีนี้... เขาต้องการให้คุณเป็นแพะรับบาปในวินาทีที่ศาลตัดสิน”
“แก... แกพูดเรื่องอะไร!” อัยการวิชาญตะคอกกลับ แม้เสียงจะสั่นเครือ “ฉันทำตามคำสั่งทุกอย่าง พวกเขาบอกว่าถ้ากำจัดทนายคนนี้ได้ ทุกอย่างจะจบ!”
รณภพหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะหยุดหายใจ “ได้ยินไหมครับสารวัตร... คำสารภาพจากปากอัยการผู้ผดุงความยุติธรรม สดๆ ร้อนๆ เลยนะครับ”
รณภพก้าวเดินช้าๆ ไปรอบห้อง สายตาเขาสอดส่ายหาจุดอ่อน ชายชุดดำคนนี้ไม่ได้มาคนเดียว เขาไม่ได้มาเพื่อจับกุม แต่มาเพื่อ ‘ล้างกระดาน’ เขารู้ดีว่าพยานปากเอกอย่างเขาคือตัวหมากที่ขวางทางเดินของผู้มีอำนาจระดับประเทศอยู่
“คุณรณภพ” ชายชุดดำขยับตัวเข้าใกล้รณภพจนห่างเพียงก้าวเดียว “คนอย่างคุณควรจะรู้ดีกว่าใครว่าในโลกที่โสมมนี้ การเป็น ‘ทนายความ’ ที่เที่ยงธรรมนั้นจบลงอย่างไร พ่อคุณทิ้งมรดกเป็นความล้มเหลวไว้ให้คุณดูเป็นตัวอย่าง แล้ววันนี้คุณยังจะเดินตามรอยเท้าที่เต็มไปด้วยเลือดนั่นอีกหรือ?”
“พ่อผมตายเพราะเขาไม่ยอมก้มหัวให้คนโกง” รณภพหยุดฝีเท้า ดวงตาคู่คมจ้องประสานสายตากับเงาภายใต้หมวกคลุม “ส่วนผม... ผมจะตายในฐานะทนายที่ลากคอคนโกงอย่างพวกคุณออกมาประจานต่อหน้ากฎหมายที่พวกคุณพยายามบิดเบือน”
ศิรินทร์อาศัยจังหวะที่ชายชุดดำเผลอ พุ่งตัวเข้าไปหมายจะควบคุมสถานการณ์ แต่ทว่า... ชายชุดดำกลับเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับเงา เขาดีดตัวถอยหลังและชักวัตถุบางอย่างออกมา มันไม่ใช่ปืน แต่เป็นอุปกรณ์ส่งสัญญาณขนาดเล็ก
ทันใดนั้น เสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือของทุกคนในห้องดังขึ้นพร้อมกันพร้อมเพรียง มันเป็นข้อความแจ้งเตือนจากระบบธนาคารและกรมทะเบียนราษฎร์... รายชื่อพยานทุกคนในคดีนี้กำลังถูกลบออกไปจากฐานข้อมูล และบัญชีทรัพย์สินที่รณภพใช้เป็นหลักฐานมัดตัววิชาญก็ถูกโอนถ่ายไปสู่บัญชีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้
“จบแล้วล่ะ” ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงสมเพช “หลักฐานที่คุณรวบรวมมาตลอดสองปี พังพินาศในพริบตาเดียว”
อัยการวิชาญเริ่มหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “เห็นไหมรณภพ! แกจะสู้กับอำนาจมืดได้อย่างไร ในเมื่อกฎหมายที่แกถืออยู่น่ะ... มันก็แค่กระดาษชำระ!”
รณภพไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนก เขากลับยิ้มกว้าง ยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของทนายความที่ถือไพ่ใบสุดท้ายในมือเสมอ เขากดปุ่มบางอย่างบนนาฬิกาข้อมือของตัวเองที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า
“ใช่ครับ... มันคือกระดาษชำระ ถ้าผมส่งมันให้ศาลเพียงอย่างเดียว” รณภพพูดเนิบๆ “แต่คุณลืมไปอย่างหนึ่งนะวิชาญ ในฐานะทนายที่เคยถูกตราหน้าว่าล้มเหลว ผมเรียนรู้ที่จะเก็บ 'หลักฐานสำรอง' ไว้ในที่ที่ไม่มีใครเข้าถึง... ที่นั่นไม่ใช่ในฐานข้อมูลรัฐ ไม่ใช่ในแฟ้มคดี... แต่มันอยู่ใน 'สื่อสาธารณะ' ที่ตอนนี้กำลังถ่ายทอดสดเหตุการณ์ในห้องนี้อยู่”
ชายชุดดำชะงัก สายตาที่เคยเยือกเย็นเริ่มสั่นไหว เขาหันไปมองกล้องวงจรปิดมุมห้องที่ไฟสถานะกำลังกะพริบเป็นสีแดงจ้า
“คุณไม่ได้มาเพื่อฆ่าผมหรอกครับ...” รณภพก้าวเข้าไปใกล้ชายชุดดำจนสัมผัสได้ถึงไอเย็น “คุณมาเพื่อกดดันให้ผมทำผิดพลาด แต่คุณพลาดไปนิดเดียว... คุณลืมไปว่า ทนายความที่ไม่มีอะไรจะเสีย คือทนายที่อันตรายที่สุด”
ทว่า ในขณะที่รณภพกำลังจะรุกฆาต ประตูด้านหลังที่พังทลายลงก็มีชายอีกคนก้าวเข้ามา เขาคือ ‘ผู้พิพากษาอาวุโส’ ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ของรณภพในสมัยเรียนกฎหมาย แต่ในมือของเขากลับถือเอกสารคำสั่งบางอย่างที่ทำให้รณภพถึงกับหน้าซีดเผือด
ผู้พิพากษาไม่ได้มองรณภพ แต่มองไปที่สารวัตรศิรินทร์ด้วยสายตาเย็นชา “สารวัตรศิรินทร์ ผมมีหมายจับคุณในข้อหา ‘บุกรุกและกระทำการเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่’ โดยมีรณภพเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด”
รณภพหันไปมองศิรินทร์ที่กำลังถูกล้อมโดยกลุ่มชายชุดดำที่ก้าวตามเข้ามาสมทบ ความหวังที่จะปิดคดีในวันนี้ดูเหมือนจะพังทลายลงตรงหน้า... แต่แล้ว เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยอีกคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดด้านหลังผู้พิพากษา
นั่นไม่ใช่ตำรวจ และไม่ใช่คนของชายชุดดำ...
ชายร่างสูงใหญ่สวมชุดสูทสีเทาหม่นก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ในมือของเขามีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลที่ดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยร่องรอยของการขีดเขียน มันคือแฟ้มคดีสุดท้ายที่พ่อของรณภพทิ้งไว้ก่อนจะจากไป... คดีที่ควรจะถูกทำลายไปนานแล้ว
“สวัสดีครับอาจารย์” ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ก่อนจะหันมาสบตารณภพ “ผมว่าคดีนี้ยังไม่จบหรอกนะครับ เพราะในนี้... มีรายชื่อของทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้งชื่อของท่านผู้พิพากษาด้วย”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการต่อสู้ในศาลบัลลังก์เลือดมาจนถึงตอนนี้นะครับ ผมจะพยายามทำหน้าที่พยานปากเอกเพื่อถ่ายทอดความจริงทุกประการให้ถึงมือทุกท่านครับ ขอบพระคุณครับ
เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 36
บทที่ 36
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!