ความเงียบงั้นในห้องสอบสวนใต้ดินของศาลอาญากลางเวลานี้ ราวกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงหัวใจของผมที่เต้นกระแทกซี่โครงจนเจ็บแปลบ
ดวงตาของผมเบิกกว้าง ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวในฐานะทนายความผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อหน้าบัลลังก์ กลับแข็งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน เมื่อร่างคุ้นตาในชุดเสื้อคลุมสีเข้มก้าวพ้นจากม่านเงาสลัวออกมา
นั่นคือแม่ของผม... ผู้หญิงที่ผมฝังใจมาตลอดสิบปีว่าหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนที่พ่อจบชีวิตตัวเองด้วยกระสุนปืนนัดเดียว
“ตกใจมากสินะ ลูกรัก”
น้ำเสียงนั้น... น้ำเสียงที่ผมไม่ได้ยินมานานนับทศวรรษ น้ำเสียงที่เคยกล่อมผมให้นอนหลับในคืนที่ฝนตกหนัก แต่ในเวลานี้ มันกลับแหบพร่า เย็นเยียบ และเจือไปด้วยรอยยิ้มที่ผมไม่อาจทำความเข้าใจได้
ผมก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มือทั้งสองข้างที่กำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือเพื่อเรียกสติ สารวัตรศิรินทร์ที่ยืนอยู่ข้างกายผมส่งเสียงอุทานเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาแตะแขนผมเพื่อประคอง เมื่อเห็นว่าเข่าผมเริ่มสั่นเทา
“คุณรณภพ ตั้งสติก่อนครับ” เสียงกระซิบของสารวัตรศิรินทร์ดึงผมกลับมาจากขอบเหวแห่งความสับสน “นี่มันผิดปกติ... ดูสายตาของท่านสิครับ”
ผมหันกลับไปมองแม่ของตัวเองอีกครั้ง หัวสมองที่เคยประมวลผลคดีความอย่างเฉียบคมกลับว่างเปล่า เอกสารสำนวนคดีนับร้อยหน้าที่ผมเตรียมมาเพื่อพลิกคดีในวันพรุ่งนี้ กลายเป็นกระดาษไร้ค่าในพริบตา เมื่อตัวละครลับที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเกมนี้ ไม่ใช่พยานฝ่ายโจทก์หรือจำเลย แต่เป็นผู้หญิงที่ผมรักและพยายามตามหามาตลอดชีวิต
“แม่...” ผมเปล่งเสียงออกมาได้เพียงแค่นั้น ลำคอตีบตันราวกับมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ “แม่ไปอยู่ไหนมา... แล้วทำไม... ทำไมถึงมายืนอยู่ตรงนี้ ในจุดที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมของ...”
“คำว่า ‘ความจริง’ มันไม่ได้มีด้านเดียวหรอกนะรณภพ” แม่เดินเข้ามาใกล้ผมทีละก้าว เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นปูนก้องกังวาน ทุกย่างก้าวของท่านเต็มไปด้วยความมั่น
ผิดกับผู้หญิงอ่อนแอที่ผมเคยรู้จักเมื่อสิบปีก่อนอย่างสิ้นเชิง แววตาของท่านในยามนี้ไม่มีความรู้สึกผิดหรือความอาลัยอาวรณ์เหลืออยู่เลย มันคือแววตาของผู้กุมชะตากรรม... แววตาแบบเดียวกับที่ผมมักเห็นในตัวของอัยการวิชาญ
รอยยิ้มเยдяเยาะปรากฏขึ้นที่มุมปากของแม่ ก่อนที่ท่านจะหยุดยืนห่างจากผมเพียงแค่เอื้อมมือ
“คุณกำลังเล่นเกมที่อันตรายเกินไปแล้ว ทนายรณภพ” แม่เอ่ยชื่อผมด้วยสรรพนามที่เป็นทางการ ราวกับเราเป็นเพียงคู่ความในศาล ไม่ใช่แม่ลูกกัน “คดีของอัยการวิชาญ... หรือจะพูดให้ถูกคือ คดีที่พ่อของแกพยายามเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกปิดมัน แกคิดว่าแกกำลังขุดคุ้ยความยุติธรรมขึ้นมางั้นเหรอ? เปล่าเลย... แกกำลังเปิดประตูลงสู่นรกต่างหาก”
หัวใจของผมกระตุกวาบ คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าชนความทรงจำสีดำมืดในอดีต ภาพของพ่อในชุดทนายความที่นั่งกุมขวับอยู่หน้าโต๊ะทำงานในคืนก่อนวันเกิดเหตุ ภาพของเอกสารลับที่หายสาบสูญ และเสียงกระสุนปืนที่ดังขึ้นในห้องทำงานส่วนตัว
“แม่หมายความว่ายังไง... พ่อไม่ได้ถูกใส่ร้ายเหรอ? หรือว่า...” ผมกัดฟันแน่น ความโกรธและความเจ็บปวดตีรวนขึ้นมาจนหน้ามืด “หรือว่าพ่อตายเพราะเรื่องนี้... เรื่องที่แม่เองก็รู้เห็นด้วยตั้งแต่แรก!”
บรรยากาศในห้องสอบสวนอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก สารวัตรศิรินทร์ชักมือกลับไปวางที่ด้ามปืนพกข้างเอวโดยอัตโนมัติ สายตานายตำรวจสาวกวาดมองไปรอบห้องราวกับระแวดระวังภัยจากมุมมืด
“คุณแม่ของทนายรณภพพูดถูกครึ่งเดียวนะครับ”
เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากความมืดอีกด้านหนึ่ง อัยการวิชาญก้าวออกมาจากเงามืดด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ในมือของเขามีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเข้มที่ผมจำได้แม่นยำ มันคือแฟ้มหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่หายไปจากสำนวนคดีเมื่อสิบปีก่อน แฟ้มที่ระบุชื่อของผู้มีอำนาจตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายคอรัปชันทั้งหมด
ผมหันขวับไปมองอัยการวิชาญ สลับกับแม่ของตัวเอง สติสัมปชัญญะในหัวประมวลผลอย่างรวดเร็วราวกับเครื่อง Juggernaut ที่กำลังจะระเบิด
นี่ไม่ใช่การบังเอิญพบกัน... และนี่ไม่ใช่การลักพาตัว
นี่คือ "กับดัก"
กับดักที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผมในฐานะทนายความโดยสมบูรณ์ ก่อนที่การไต่สวนนัดสุดท้ายในวันพรุ่งนี้จะเริ่มต้นขึ้น หากผมเลือกที่จะดำเนินคดีต่อ ผมจะต้องทำลายแม่แท้ๆ ของตัวเองในศาล แต่ถ้าผมยอมถอย ผมและวิญญาณของพ่อจะไม่มีวันได้รับความเป็นธรรมไปตลอดกาล
“แกสองคน... ร่วมมือกันตั้งแต่เมื่อไหร่” ผมเค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาจ้องเขม็งไปยังอัยการวิชาญด้วยความแค้นที่สุมอก
“ร่วมมือกันงั้นเหรอ? ใช้คำว่า ‘หุ้นส่วนทางธุรกิจ’ จะเหมาะสมกว่านะทนายรณภพ” อัยการวิชาญหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก “พ่อของนายเป็นคนหัวดาน... เขาเชื่อมั่นในความยุติธรรมแบบโง่ๆ จนถึงวินาทีสุดท้าย ถึงได้ต้องจบชีวิตลง แต่แม่ของนาย... ฉลาดกว่าเยอะ นางรู้ว่าควรจะยืนอยู่ข้างไหนของประวัติศาสตร์”
ผมหันกลับไปมองแม่ แววตาของผมเต็มไปด้วยความผิดหวังระคนเวทนา “แม่ครับ... จริงเหรอที่พ่อตายเพราะพวกมัน... เพราะแม่ขายวิญญาณให้อัยการคนนี้เหรอครับ”
แม่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนคู่นั้นมองตรงมาที่ผม ไม่มีน้ำตา ไม่มีร่องรอยของความเสียใจ มีเพียงความเย็นชาที่สะท้อนออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ
“ถ้าแกอยากรู้ความจริงทั้งหมด...” แม่ยื่นมือเรียวขาวหยิบแฟ้มเอกสารจากมืออัยการวิชาญขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะสอบสวนตรงหน้าผม “พรุ่งนี้เช้า... ในห้องพิจารณาคดีบัลลังก์ที่หนึ่ง แกจะต้องเป็นคนลุกขึ้นพูดปิดคดีด้วยตัวเอง... และแกจะต้องเลือกให้ดีนะรณภพ ว่าแกจะเลือก ‘ความยุติธรรม’ หรือ ‘ครอบครัว’”
ท่านหันหลังให้ผมทันทีโดยไม่รอคำตอบใดๆ ร่างระหงก้าวเดินกลับเข้าไปในความมืดของทางเดินลับอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้ผมยืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านไปทั่วกระดูก
อัยการวิชาญยิ้มเยาะให้ผมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินตามหลังแม่ของผมไป ปล่อยให้ผมและสารวัตรศิรินทร์ยืนเคว้งคว้างอยู่ในห้องสอบสวนที่บีบคั้นหัวใจจนแทบแตกสลาย
“คุณรณภพครับ เราต้องรีบออกไปจากที่นี่แล้ววางแผนใหม่...” สารวัตรศิรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรนเมื่อเห็นผมยืนนิ่งเป็นหุ่นยนต์
แต่ผมไม่ได้ยินเสียงเธออีกต่อไปแล้ว นิ้วมือของผมสั่นเทาขณะเอื้อมไปสัมผัสกับแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลบนโต๊ะ เปิดมันออกช้าๆ เพื่อดูหน้ากระดาษแผ่นแรกที่ถูกซ่อนไว้
แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟบนเพดานสาดส่องลงมาบนกระดาษแผ่นนั้น และสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องสายตาของผม ทำให้ลมหายใจของผมขาดห้วงไปทันที
ชื่อจำเลยในหน้าแรกของคดีฆาตกรรมเมื่อสิบปีก่อน... ไม่ใช่ชื่อของพ่อผม
แต่มันคือลายเซ็นกำกับด้วยลายมือของ "แม่" ที่เซ็นอนุมัติคำสั่งฆ่า... ด้วยมือของท่านเอง
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้ผมเสมอมาครับ
**พยานปากเอก**
เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 47
บทที่ 47
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!