"ความเงียบในห้องพิจารณาคดีไม่ได้แปลว่าความสงบครับ... แต่มันคือเสียงคำรามก่อนที่พายุลูกใหญ่จะกวาดทุกอย่างให้พินาศต่างหาก"
แฟ้มเอกสารปกหนังสีดำเข้มถูกกระแทกลงบนโต๊ะไม้สักทองของห้องทำงานส่วนตัว เสียงนั้นดังสะท้อนก้องท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟจากโคม
รณภพยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ทอดสายตามองความวุ่นวายของท้องถนนเบื้องล่างผ่านกระจกเงา นิ้วเรียวยาวจัดปมเนคไทสีเทาเข้มอย่างใจเย็น แม้ในใจจะรู้ดีว่าอีกไม่ถึงสิบสองชั่วโมงข้างหน้า การไต่สวนรอบสุดท้ายในคดี "บัลลังก์เลือด" จะตัดสินชะตากรรมไม่ใช่แค่องค์กรลับเบื้องหลัง แต่หมายถึงเกียรติยศที่พ่อของเขามอบไว้ให้ก่อนจากไป
"คุณดูผ่อนคลายเกินไปหน่อยไหม สำหรับคนที่กำลังจะเอาชีวิตเข้าแลกบนบัลลังก์พิพากษาพรุ่งนี้เช้า"
เสียงหวานทุบทำลายความเงียบ สารวัตรศิรินทร์ก้าวเข้ามาจากประตูเชื่อมห้องสอบสวน เธอสวมเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำ ใบหน้าเหนื่อยล้าบ่งบอกถึงการทำงานข้ามคืนเพื่อตามล่าหาชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย แต่แววตากลับเปล่งประกายด้วยความหวังอันริบหรี่
รณภพหันกลับมา มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่อัยการวิชาญเกลียดชังที่สุดในชีวิต "ความตื่นกลัวไม่เคยช่วยให้ใครชนะคดีครับสารวัตร... เหมือนที่หลักฐานในมือคุณตอนนี้กำลังจะบอกเราว่า ใครคือฆาตกรตัวจริง"
ศิรินทร์ไม่ตอบคำถามทันที เธอเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนัง เผยให้เห็นซองเอกสารพลาสติกใสในมือ ข้างในนั้นคือฮาร์ดดิสก์ขนาดพกพาที่ถูกเผาไหม้บางส่วนจนเกรียม แต่วิศวกรคอมพิวเตอร์ฝีมือดีเพิ่งกู้ข้อมูลเสร็จสิ้นเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน
"ไม่ง่ายเลยรณภพ..." ศิรินทร์ถอนหายใจยาว แววตาฉายความกังวลอย่างปิดไม่มิด "ฉันส่งคนไปเกือบพลิกเมืองหลวงเพื่อค้นหาเซิร์ฟเวอร์สำรองของบริษัทในเครือข่ายท่านอธิบดี แต่ก่อนที่เราจะไปถึง... มีคนชิงตัดหน้าไปก่อนแล้ว ข้อมูลในนี้เกือบถูกทำลายทั้งหมด โชคดีที่ทีมกู้ข้อมูลดึงส่วนสำคัญที่สุดออกมากู้ได้ทัน"
รณภพก้าวเข้ามาใกล้ แววตาคมกริบกวาดมองวัตถุพยานชิ้นนั้น "แล้วเราได้อะไรจากซากความพินาศนั้นบ้างครับ"
"เสียงบันทึกการสนทนาในคืนเกิดเหตุ..." ศิรินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ระหว่างผู้ตาย... กับคนที่คุณคาดไม่ถึงเลย"
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันที รณภพไม่ได้แสดงอาการตกใจ เขาเพียงแต่ไขว้มือไว้ด้านหลัง สายตาจดจ้องไปยังฮาร์ดดิสก์ชิ้นนั้นราวกับมันคืองูพิษที่พร้อมจะฉกกัดทุกเมื่อ ในฐานะทนายความ เขาเผชิญหน้ากับความลวงมานับร้อยรูปแบบ แต่ความจริงที่กำลังจะเปิดเผยในอีกไม่ชี้ชัดนี้ อาจหนักหนาเกินกว่าที่กระบวนการยุติธรรมจะมีปัญญาแบกรับ
"อัยการวิชาญรู้เรื่องนี้หรือยังครับ" รณภพถามเสียงเรียบ
"เขารู้เร็วกว่าที่เราคิด" ศิรินทร์กัดริมฝีปากแน่น "เมื่อสองชั่วโมงก่อน มีคำสั่งลับตรงจากอัยการสูงสุด สั่งระงับการใช้พยานวัตถุใหม่ในการไต่สวนวันพรุ่งนี้ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง 'ความมั่นคงและขั้นตอนที่ได้มาซึ่งหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมาย'... วิชาญมันเดินเกมเร็วกว่าเราหนึ่งก้าวเสมอ เขารู้ว่าถ้าเสียงในเทปนี้หลุดออกไปในศาล บัลลังก์ที่เขานั่งอยู่จะพังทลายลงมาทั้งแถบ"
รณภพแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "ระบบกฎหมายถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องความยุติธรรมครับ... แต่บางคนก็ใช้มันเป็นเกราะกำบังเพื่อซ่อนความเน่าเฟะ วิชาญคิดว่าเขาปิดประตูตายเราได้แล้วสินะ"
"แล้วเราจะทำยังไงต่อไป?" ตำรวจสาวลุกขึ้นยืน ประชิดตัวเข้าหาทนายความหนุ่มด้วยความร้อนรน "ถ้าศาลไม่อนุญาตให้นำเข้าพยานวัตถุก작นี้พรุ่งนี้เช้า ทุกอย่างที่เราทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า พ่อของคุณ... และเหยื่อทุกราย จะไม่มีวันได้รับความยุติธรรม"
รณภพเอื้อมมือไปแตะเบาๆ ที่ไหล่ของศิรินทร์ สัมผัสที่มั่นคงและหนักแน่นช่วยดึงสติของเธอให้กลับมาอยู่ในร่องในรอย สายตาของเขาฉายแววเยือกเย็นและเฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ในปลอกกำมะหยี่
"จำไว้นะครับสารวัตร... ในสนามประลองอย่างห้องพิจารณาคดี กฎหมายไม่ใช่กระดาษตายๆ ที่เขียนไว้บนตัวบท แต่มันคือศิลปะของการต่อรองและการดึงเอาความจริงออกมาจากปากของคนโกหก" รณภพเว้นจังหวะ สายตาทอดยาวไปยังความมืดนอกหน้าต่าง "วิชาญคิดว่าเขาปิดตายประตูห้องพิจารณาคดีด้วยอำนาจและคำสั่งลับ... แต่เขาลืมไปอย่างหนึ่ง"
"อะไร?" ศิรินทร์ขมวดคิ้ว
"ทนายความที่ดี... ไม่เคยพึ่งพาแค่หลักฐานที่ศาลอยากเห็นครับ" รณภพหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองขึ้นมาจากลิ้นชักลับ เปิดออกให้เห็นภาพถ่ายชุดหนึ่งที่ถูกถ่ายไว้ด้วยเลนส์เทเลโฟโต้ระยะไกล "แต่เราสร้าง 'สถานการณ์' ให้ศาล 'จำเป็น' ต้องฟังต่างหาก"
ในภาพถ่ายนั้น ปรากฏภาพของอัยการวิชาญกำลังยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ที่ลานจอดรถใต้ดินของศาลสูง ร่วมกับชายปริสนาในชุดสูทสีเข้มที่สวมหมวกปีกกว้างอำพรางใบหน้า และที่น่าตกใจที่สุดคือ หมายเลขรถยนต์คันที่จอดอยู่ข้างๆ เป็นรถประจำตำแหน่งของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม
ศิรินทร์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "นี่มัน... ภาพถ่ายเมื่อคืนนี้? คุณส่งคนสะกดรอยตามวิชาญตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"ผมไม่ได้สะกดรอยตามเขาครับสารวัตร..." รณภพยิ้มมุมปาก ช่างเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์กลและสติปัญญาอันล้ำลึก "แต่ผมแค่คาดการณ์ล่วงหน้า ว่าคนอย่างอัยการวิชาญไม่มีทางรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าเพื่อจัดการเรื่องนี้แน่ๆ เขาต้องเคลื่อนไหวเพื่อปิดปากพยานหรือทำลายหลักฐานบางอย่าง... และเขาก็ทำจริงๆ"
"หมายความว่า..."
"ใช่ครับ" รณภพหันมามองหน้าเธอตรงๆ แววตาดุดันและทรงพลัง "หลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ในฮาร์ดดิสก์ที่ถูกเผานั่น... แต่มันกำลังจะเดินเข้ามานั่งอยู่บนบัลลังก์พยาน ในห้องพิจารณาคดีพรุ่งนี้เช้าด้วยความสมัครใจของเขาเอง"
ก่อนที่สารวัตรศิรินทร์จะได้เอ่ยปากซักถามอะไรเพิ่มเติม เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามด้วยจังหวะที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง รณภพส่งสัญญาณมือห้ามศิรินทร์ขยับเขยื้อน ก่อนที่เขาจะเดินไปเปิดประตูด้วยความระมัดระวัง
ร่างของชายชราในชุดสูทเก่าคร่ำคร่า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและแผลเป็นจากการถูกทำร้ายร่างกายยืนหอบหายใจรวยรินอยู่ที่หน้าประตู ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นมองตรงมาที่รณภพด้วยความหวาดกลัว แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างประหลาด
"คุณทนายรณภพ..." เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นซองจดหมายสีเหลืองซีดที่ผนึกครั่งอย่างแน่นหนาให้ "ผมทำตามสัญญาแล้ว... คนที่สั่งฆ่าลูกชายผม... คือคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดของศาลนี้เอง"
รณภพรับซองจดหมายนั้นไว้ในมือ หัวใจเต้นแรงระรัวราวกับกลองศึก แต่สีหน้ายังคงนิ่งสนิทดั่งผืนน้ำในบึงลึก ขณะที่ศิรินทร์ก้าวเข้ามาใกล้เพื่อจะดูว่าข้างในคืออะไร ทันใดนั้นเอง เสียงสัญญาณเตือนภัยไฟไหม้ของอาคารก็ดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟฉุกเฉินสีแดงกะพริบวาบไปทั่วทางเดิน พร้อมกับเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่กำลังวิ่งตรงมายังห้องนี้ด้วยความเร็วสูง!
"แย่แล้ว!" ศิรินทร์ควักปืนพกออกมาจากเอวทันที "พวกมันรู้ที่อยู่เรา!"
รณภพหันกลับมามองพยานปริศนาคนนั้น ก่อนจะก้มลงมองซองจดหมายในมือ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับความโกลาหลที่กำลังคืบคลานเข้ามาประชิดตัว
**และก่อนที่ประตูห้องจะถูกพังเข้ามาด้วยกองกำลังติดอาวุธปริศนา รณภพก็เหลือบไปเห็นชื่อที่จ่าหน้าซองจดหมายฉบับนั้น... ชื่อของผู้พิพากษาอาวุโสผู้ทรงเกียรติ ที่กำลังจะนั่งบัลลังก์พิพากษาคดีของเขาในเช้าวันพรุ่งนี้!**
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและไขเงื่อนงำครั้งสำคัญนี้ไปกับผมนะครับ
**พยานปากเอก**
เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 42
บทที่ 42
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!