"ถ้าคุณจะให้ผมเชื่อว่าหลักฐานชิ้นนี้เป็นของจริง อัยการวิชาญ... อย่างน้อยที่สุด คุณก็น่าจะหาข้อแก้ตัวที่มันฉลาดกว่าการวางฟลอปปี้ดิสก์เก่าๆ นี่ไว้บนโต๊ะทำงานผมนะ"
รณภพเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปยังคู่ปรับตลอดกาลที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในห้องรับรองของศาลด้วยแววตาประดุจใบมีดโกน เขายังคงนั่งหลังตรง จิบกาแฟดำที่เย็นชืดไปครู่ใหญ่โดยไม่แม้แต่จะปรายตาไปมองสิ่งที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้
อัยการวิชาญหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งและเต็มไปด้วยเลศนัย เขาสอดประสานนิ้วมือเข้าหากัน วางศอกลงบนโต๊ะไม้สักตัวหรู ก่อนจะเอนตัวไปข้างหน้าจนระยะห่างระหว่างเขากับรณภพเหลือเพียงไม่กี่คืบ
"คนฉลาดมักจะพลาดเพราะมองข้ามสิ่งที่ธรรมดาที่สุดเสมอ รณภพ" วิชาญกระซิบ "คุณมัวแต่ไล่ล่าหาความจริงที่ยิ่งใหญ่ จนลืมไปว่าในคดีนี้ 'ความตาย' ของพ่อคุณเมื่อยี่สิบปีก่อน มันถูกบันทึกไว้ในสิ่งที่คนยุคนี้มองว่าไร้ค่า... เหมือนกับที่คุณมองผมในตอนนี้ยังไงล่ะ"
รณภพชะงักไปชั่วครู่ มือที่ถือแก้วกาแฟหยุดนิ่ง ปมในอดีตที่เขาพยายามปิดตายถูกสะกิดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันของศัตรู เขาค่อยๆ วางแก้วลงช้าๆ เสียงกระทบของก้นแก้วกับโต๊ะดังชัดเจนในความเงียบที่กดดัน
"อย่าดึงเรื่องพ่อผมมาเกี่ยวข้องถ้าคุณยังไม่อยากให้ห้องนี้กลายเป็นสมรภูมิ" รณภพกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลงจนแทบจะเป็นเสียงคำราม "เรากำลังพูดถึงคดีฆาตกรรมรัฐมนตรีพิชัย หลักฐานที่คุณมี มันมีค่าพอที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกความผม หรือมันเป็นแค่เหยื่อล่อให้ผมเดินลงหลุมที่คุณขุดไว้กันแน่?"
วิชาญแสยะยิ้มที่มุมปาก "ถ้าคุณมั่นใจว่ามันคือกับดัก ก็แค่ปล่อยมือจากมันไปเสีย แต่อย่าลืมนะว่าเวลาในศาลไม่เคยคอยใคร พรุ่งนี้คือวันปิดคดี ถ้าคุณไม่เปิดดูมันวันนี้... พรุ่งนี้คำพิพากษาจะเปลี่ยนชีวิตลูกความคุณไปตลอดกาล"
วิชาญลุกขึ้นยืน จัดเสื้อสูทให้เข้าที่ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้รณภพอยู่กับความเงียบและวัตถุพลาสติกสีดำบนโต๊ะเพียงลำพัง
เขาใช้เวลาหลายนาทีในการควบคุมจังหวะการหายใจของตนเอง รณภพหยิบฟลอปปี้ดิสก์ขึ้นมา ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นผ่านปลายนิ้ว นี่ไม่ใช่แค่หลักฐาน มันคือคำท้าทาย
โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อสั่นครืด รณภพกดรับโดยไม่รอช้า
"รณภพ ทางนี้เจอตัวพยานปากเอกคนใหม่แล้ว" เสียงของสารวัตรศิรินทร์ดังแทรกผ่านความวุ่นวายของเสียงไซเรนจากปลายสาย "เขาอยู่ที่โกดังร้างย่านท่าเรือเก่า เขาบอกว่าเขามีบางอย่างจะให้เรา... บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับปมเมื่อยี่สิบปีก่อนที่คุณกำลังตามหา"
รณภพขมวดคิ้วแน่น "ศิรินทร์ ฟังนะ อัยการวิชาญเพิ่งมาหาผม เขาให้หลักฐานบางอย่างมา... มันดูผิดปกติเกินไป"
"เราต้องเสี่ยง" ศิรินทร์ตัดบท น้ำเสียงของเธอมีความหนักแน่นที่ไม่อาจโต้แย้งได้ "ถ้าหลักฐานที่คุณได้มาคือชิ้นส่วนที่ขาดหายไปของภาพจิ๊กซอว์เดียวกับที่นี่... เราอาจจะปิดคดีนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาศาลด้วยซ้ำ รณภพ รีบมาที่นี่เถอะ!"
รณภพคว้ากุญแจรถ ก้าวฉับๆ ออกจากศาลท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา เขาขับรถฝ่าความมืดของค่ำคืนมุ่งหน้าสู่ท่าเรือเก่า ความกังวลใจเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง สิ่งที่วิชาญพูดกับสิ่งที่ศิรินทร์พบ ดูเหมือนจะกำลังบีบให้เขาต้องเลือกเส้นทางที่อันตรายที่สุด
เมื่อถึงจุดนัดหมาย รณภพดับเครื่องยนต์ กวาดสายตาผ่านกระจกหน้า ความมืดมิดของโกดังท่าเรือดูเหมือนปากอสูรกายที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่าง เขาก้าวลงจากรถ มือกระชับเสื้อโค้ทเพื่อปิดบังความหนาวเหน็บและบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน
เขาก้าวเข้าไปในโกดัง แสงไฟจากไฟฉายส่องกราดไปตามกองตู้คอนเทนเนอร์เก่าๆ "ศิรินทร์? ผมมาแล้ว"
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นคอนกรีตดังเป็นจังหวะ รณภพก้าวเดินต่อไปจนถึงใจกลางโกดัง ที่นั่น... เขากลับพบเพียงเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว และบนนั้นมีซองเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่
เขารีบปรี่เข้าไปหา หยิบซองเอกสารขึ้นมาเปิดดู ข้างในไม่ใช่หลักฐานคดีรัฐมนตรีพิชัย แต่เป็นบันทึกข้อความที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา... ลายมือที่เขาจำได้ดีตั้งแต่วันที่พ่อจากไป
'รณภพ... ถ้าลูกได้อ่านข้อความนี้ แสดงว่าวิชาญทำสำเร็จ และลูกก็ได้เดินมาถึงจุดจบที่พ่อเคยยืนอยู่'
ความเย็นวาบแล่นเข้าสู่หัวใจของทนายหนุ่ม ทันใดนั้น เสียงปืนนัดหนึ่งก็ดังสนั่นจากเงามืดด้านหลัง ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนที่กรูเข้ามาล้อมรอบตัวเขาไว้ รณภพค่อยๆ หันกลับไป พบกับกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำ และวิชาญที่ยืนอยู่ข้างหลังสุดด้วยสีหน้าผู้ชนะ
"ผมบอกคุณแล้วไง รณภพ..." วิชาญเอ่ยพร้อมยิ้มกว้าง "ว่าคนฉลาดมักจะพลาดในเรื่องง่ายๆ เสมอ และตอนนี้... คุณคือคนเดียวที่เหลืออยู่บนกระดานหมากรุกที่ไม่มีทางออก"
รณภพมองไปยังวิชาญ ก่อนจะมองซองเอกสารในมือ เขายิ้มกลับ เป็นยิ้มที่ทำให้วิชาญต้องชะงักค้าง
"คุณคิดว่าผมจะโง่เดินมาคนเดียวโดยไม่มีอะไรสำรองงั้นเหรอ อัยการวิชาญ... ก่อนที่คุณจะเหนี่ยวไก ลองฟังเสียงรอบตัวคุณให้ดีเสียก่อน"
เสียงไซเรนรถตำรวจนับสิบคันดังระงมขึ้นรอบโกดังพร้อมกัน ทุกทิศทุกทาง แสงไฟจ้าส่องสว่างขึ้นจนตาพร่ามัว ทว่าในวินาทีที่วิชาญกำลังจะหันไปสั่งการลูกน้องให้ถอยหนี ร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างหลังวิชาญกลับชักปืนจ่อไปที่ขมับของอัยการผู้ทรงอิทธิพลคนนั้น
คนคนนั้นคือศิรินทร์... แต่ทว่าแววตาของเธอในตอนนี้กลับว่างเปล่าและเย็นชาจนรณภพยังต้องตกตะลึง
"ขอบคุณที่ทำให้เขาตายใจนะ รณภพ" ศิรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน "ตอนนี้... ถึงเวลาปิดคดีของจริงแล้ว"
หวังว่าเงื่อนงำนี้จะทำให้ท่านวางไม่ลงนะครับ
พยานปากเอก
เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 29
บทที่ 29
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!