"คุณจะบอกผมว่า นี่คือหลักฐานที่อัยการวิชาญเก็บไว้เล่นงานผมในวันตัดสินคดีงั้นหรือ?"
เสียงของรณภพราบเรียบราวกับผิวน้ำที่นิ่งสนิท ทว่าในมือที่สั่นเทาเล็กน้อยนั้น เขากำลังกำภาพถ่ายใบเก่าจนยับยู่ยี่ หัวใจในอกเต้นรัวเป็นจังหวะที่ผิดปกติ ภาพถ่ายใบนั้น... เด็กชายรณภพในวัยสิบขวบ ยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหลังร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นพ่อ ในมือเล็กๆ ของเขามีปืนลูกโม่กระบอกหนึ่งที่ยังคงมีควันจางๆ ลอยกรุ่นออกมาจากปากกระบอก
สารวัตรศิรินทร์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในห้องทำงานที่มืดสลัว เธอไม่ได้ตอบคำถามในทันที แต่สายตาที่เธอมองมายังรณภพนั้นเต็มไปด้วยความเห็นใจที่เขาไม่เคยต้องการ
"ถ้าภาพนี้หลุดออกไปสู่สาธารณะ ในฐานะทนายความที่กำลังรื้อฟื้นคดีเก่าของพ่อตัวเอง... รณภพ ภาพนี้จะเปลี่ยนคุณจาก 'ผู้แสวงหาความยุติธรรม' ให้กลายเป็น 'ฆาตกรที่พยายามล้างมลทินให้ตัวเอง' ทันที" ศิรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "วิชาญไม่ได้แค่จะชนะคดีนี้ เขาต้องการทำลายตัวตนของคุณให้ย่อยยับจนไม่เหลือชิ้นดี"
รณภพวางภาพถ่ายลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าของเขาให้เห็นเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งจมหายไปในความมืด เขาหยิบแก้ววิสกี้ขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปาก
"เขาพลาดไปอย่างหนึ่งศิรินทร์" รณภพวางแก้วลงกระแทกโต๊ะเบาๆ "เขาคิดว่าถ้าทำลายชื่อเสียงผมได้ ผมจะยอมถอย แต่เขาลืมไปว่า ในฐานะทนายความ สิ่งที่ผมกลัวที่สุดไม่ใช่การถูกตราหน้าว่าฆาตกร... แต่คือการปล่อยให้คนผิดเดินลอยนวลอยู่ในศาลแห่งนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว"
"คุณกำลังจะทำอะไร?" ศิรินทร์ถามด้วยน้ำเสียงกังวลพลางขยับตัวเข้าใกล้ "หลักฐานชิ้นนี้ถูกเก็บไว้ในเซฟของอัยการสูงสุดมาเกือบยี่สิบปี การที่มันหลุดมาถึงมือเราได้ หมายความว่ามีหนอนบ่อนไส้ในทีมของเขา หรือไม่เขาก็ตั้งใจให้เราเห็น... เพื่อข่มขวัญ"
"เขากำลังเล่นเกมจิตวิทยา" รณภพยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "เขารู้ว่าถ้าผมเห็นภาพนี้ ผมจะต้องเกิดความระแวง ผมจะเริ่มตั้งคำถามกับความทรงจำของตัวเองว่า... จริงๆ แล้วในคืนนั้น ผมเป็นคนเหนี่ยวไกจริงหรือไม่?"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างไร้ความปรานี รณภพเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังแสงไฟในตัวเมืองที่ดูเหมือนดวงดาวที่ไร้ความหมาย เขาจำเหตุการณ์คืนนั้นได้ลางเลือนเหมือนฝันร้ายที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้จดจำ พ่อของเขาไม่ได้แค่เป็นทนายความ พ่อเป็น 'นักรบ' ที่กำลังรวบรวมหลักฐานทุจริตของกลุ่มผู้มีอิทธิพล ซึ่งหนึ่งในนั้นคือพ่อของอัยการวิชาญ
"ถ้าคนเหนี่ยวไกไม่ใช่คุณ แล้วมันเป็นใคร?" ศิรินทร์ถามคำถามที่สำคัญที่สุดออกมา
รณภพหันกลับมา แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ได้มีความสับสนอีกต่อไป แต่มีประกายของความเย็นเยียบที่น่าเกรงขาม "ผมไม่รู้ แต่นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนการไต่สวนในวันมะรืนนี้ ศิรินทร์... ช่วยตรวจสอบประวัติปืนกระบอกนี้อีกครั้ง ตรวจสอบเลขซีเรียลนัมเบอร์ที่ขูดออกไปแล้วให้ละเอียดที่สุด ผมเชื่อว่ามันมีร่องรอยที่คนทำตั้งใจทิ้งไว้"
"รณภพ ฟังนะ" ศิรินทร์เดินเข้ามาจับแขนเขา "ถ้าเรื่องนี้บานปลายไปถึงตัวบิดาของวิชาญ เรากำลังเผชิญหน้ากับอำนาจที่เหนือกว่ากฎหมาย คุณอาจจะไม่มีชีวิตรอดไปถึงวันพิพากษา"
"ผมตายตั้งแต่วันที่พ่อผมถูกตัดสินประหารชีวิตแล้วศิรินทร์" รณภพตอบเสียงเรียบ "ศาลมีไว้สำหรับความยุติธรรม แต่ในคดีนี้... ผมจะเป็นทั้งทนาย และพยานปากเอก ที่จะลากพวกมันทุกคนลงนรกด้วยตัวเอง"
ทั้งสองคนยังคงวางแผนงานกันต่อจนล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึก จวบจนกระทั่งเสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้นอย่างหนักแน่น รณภพและศิรินทร์มองหน้ากัน สัญชาตญาณนักสืบของศิรินทร์สั่งให้เธอหยิบปืนที่คาดเอวไว้อย่างรวดเร็ว
ประตูเปิดออกโดยไม่มีการอนุญาต ร่างของชายวัยกลางคนที่ดูคุ้นตาปรากฏขึ้นในชุดสูทสีเข้มภูมิฐาน ใบหน้าของเขาดูไร้อารมณ์จนน่าขนลุก มันคือ 'ท่านอัยการสูงสุด' ผู้ที่ควรจะอยู่เบื้องหลังการปกป้องอัยการวิชาญ
"คุณรณภพ" ท่านอัยการเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ "ผมคิดว่าคุณคงลืมไปแล้วว่า กฎหมายไม่ได้มีไว้ให้คุณใช้เป็นเครื่องมือส่วนตัว"
รณภพกอดอก มองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเกรงกลัว "และผมก็คิดว่า ท่านคงลืมไปแล้วเช่นกันครับว่า... กฎหมายมีไว้เพื่อเปิดเผยความจริง ไม่ใช่มีไว้เพื่อปกปิดความชั่วของลูกน้อง"
ท่านอัยการไม่ตอบโต้ แต่เดินตรงมาที่โต๊ะทำงานของรณภพ แล้วหยิบรูปถ่ายที่รณภพวางไว้ขึ้นมาดู เขาพินิจมันครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะหึๆ ในลำคอ แล้ววางมันลงด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"คุณคิดว่าเด็กในภาพคือรณภพจริงหรือ?" ท่านอัยการกล่าวประโยคที่ทำลายความเงียบลงอย่างราบคาบ "ลองพลิกดูด้านหลังภาพสิ แล้วคุณจะรู้ว่าเหตุใดคดีนี้จึงเป็น 'เงื่อนตาย' ที่ไม่มีวันแก้ได้"
รณภพขมวดคิ้วแน่น เขายื่นมือไปหยิบภาพถ่ายใบนั้นขึ้นมาพลิกดูด้านหลัง หัวใจของเขากระตุกวูบเมื่อเห็นลายมือที่คุ้นตาของพ่อตัวเองเขียนไว้สั้นๆ ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่จางลงตามกาลเวลา
'แด่รณภพ... นี่คือราคาที่ต้องจ่าย หากเจ้าเลือกที่จะเดินตามรอยเท้าของพ่อ'
และข้างๆ ข้อความนั้น มีรอยนิ้วมือที่เปื้อนเลือดแห้งกรังประทับไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรอยนิ้วมือนั้นไม่ใช่ของเขา... แต่มันเป็นรอยนิ้วมือของ 'ศิรินทร์' ที่ดูเหมือนจะเพิ่งถูกนำมาป้ายไว้เมื่อไม่นานมานี้เอง!
ผมขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางกฎหมายที่เต็มไปด้วยหยามหยันนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 22
บทที่ 22
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!