เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 8

หมากเกมที่สอง

ผลงานโดย พยานปากเอก
เสียงก๊อกสามครั้งที่ดังขึ้นจากบานกระจกฝ้าของระเบียงชั้นสี่ ไม่ใช่เสียงเคาะของมิตรและไม่ใช่สัญญาณของการสนทนา แต่มันคือเสียงเคาะประกาศิตของยมบาลที่เดินมาถึงหน้าประตูบ้าน รณภพไม่ได้ขยับตัว เขารู้สึกเหมือนเส้นเลือดใหญ่บริเวณขมับกำลังเต้นตุบๆ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงฝนที่เริ่มโปรยปรายกระทบหลังคาสังกะสีด้านนอก ปลายลิ้นของเขารสชาติฝาดเฝื่อนคล้ายมีสนิมเหล็กละลายอยู่ในปาก ในห้องเช่าแคบๆ ที่มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดนีออนเก่าๆ อากาศรอบตัวกลับหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก สายตาของเขาตรึงแน่นอยู่กับร่างของศิรินทร์—สารวัตรสาวผู้ไม่เคยหวาดหวั่นต่อกระสุนปืนหรืออิทธิพลมืด แต่ในวินาทีนี้ แววตาของเธอกลับไหววูบอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน "อย่าขยับ" รณภพกระซิบ เสียงของเขาแหบพร่าแต่เฉียบคมดุจใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ในปลอกกำมะหยี่ ศิรินทร์ไม่ตอบ เธอเพียงแต่กวาดสายตาคมกริบประเมินทิศทางของเงาร่างที่ทาบทับอยู่หลังผ้าม่านโปร่งบาง เงานั้นสูงใหญ่ และเพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เสียงบานพับหน้าต่างก็ส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ดเบาหวิวราวกับถูกงัดด้วยเครื่องมือช่างมืออาชีพ ก่อนที่ร่างในชุดสูทสีเข้มจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้อง พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของโคโลญจ์ราคาแพงที่ตัดกับกลิ่นอับชื้นของห้องเช่าอย่างสิ้นเชิง อัยการวิชาญ—ผู้ชายที่ควรจะนั่งจิบไวน์รอฟังข่าวความพ่ายแพ้ของเขาในคฤหาสน์หรู กลับมายืนอยู่ตรงนี้ ในห้องพักซอมซ่อ ห่างจากปลายปืนที่ศิรินทร์แอบชักออกมาจากซองพกข้างลำตัวไม่ถึงสามเมตร "ใจเย็นก่อนครับ สารวัตร... ปืนในมือคุณนั่นน่ะ มันไม่มีประโยชน์หรอกถ้าแลกกับสิ่งที่ผมเอามาฝาก" วิชาญยกมือขึ้นทั้งสองข้างอย่างไม่สะทกสะท้าน รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก ใบหน้านั้นเรียบเฉยราศีกุมความได้เปรียบทั้งหมดในเกมนี้ไว้ในกำมือ รณภพก้าวเท้าขวางหน้าศิรินทร์ไว้ครึ่งก้าว สัญชาตญาณทนายความบอกเขาว่า การต่อสู้ในชั้นศาลด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ได้จบลงไปแล้ว เมื่ออีกฝ่ายเลือกใช้วิธีนี้นั่นหมายความว่า "กติกา" ถูกฉีกทิ้งไปตั้งแต่ก้าวแรกที่เงาของวิชาญทาบทับเข้ามาในห้องนี้ "คุณกล้ามากนะที่เดินเข้ามาในเขตอำนาจของตำรวจด้วยตัวเอง อัยการวิชาญ" รณภพเค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาสอดส่องไปทั่วร่างของอีกฝ่ายเพื่อหาอาวุธ แต่สิ่งที่วิชาญถือกลับไม่ใช่ปืน—มันคือแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลธรรมดาๆ แฟ้มหนึ่ง "อำนาจเหรอครับ คุณรณภพ?" วิชาญหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบต่ำและเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "คุณยังไม่รู้อีกเหรอว่าบนโลกใบนี้ อำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ใครกุมกฎหมาย แต่อยู่ที่ใครเป็นคนเขียนมันต่างหาก... เหมือนที่พ่อของคุณเคยเรียนรู้มาแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนไงล่ะ" คำพูดนั้นทำเอารณภพชะงักกึก ภาพความทรงจำสีเทาหม่นของพ่อ—ทนายความผู้ซื่อตรงที่ถูกปรักำลังฉ้อโกงเงินลูกความจนต้องผูกคอตายคาห้องทำงาน—พุ่งเข้าชนโสตประสาทอย่างรุนแรง เลือดในกายของรณภพพลุ่งพล่านขึ้นมาจนร้อนผ่าวที่เบ้าตา แต่เขากลืนก้อนสะอื้นนั้นลงคอไปอย่างรวดเร็ว บังคับให้มือของตัวเองนิ่งสนิทที่สุด "อย่าเอาพ่อผมมาเกี่ยวข้องกับเกมสกปรกของคุณ" รณภพกัดกรามแน่น เสียงของเขาต่ำลึกจนน่ากลัว "ผมไม่ได้เกี่ยวข้อง ผมแค่กำลังจะช่วยให้ประวัติศาสตร์มันไม่ต้องซ้ำรอยต่างหาก" วิชาญเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้เก่าๆ วางแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลลงบนนั้นอย่างใจเย็น ก่อนจะค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วดันมันให้เลื่อนมาทางรณภพทีละน้อย "เปิดดูสิครับ... ดีลนี้ ผมมอบให้คุณเป็นคนแรกและคนเดียว" ศิรินทร์ขยับตัวเข้ามาใกล้กระซิบข้างหูรณภพ "อย่าไปเปิดมัน รณภพ... นี่อาจเป็นกับดัก" รณภพไม่ได้ฟังคำเตือนนั้น สายตาของเขาจดจ้องอยู่ที่มุมแฟ้ม เขายื่นมือออกไปอย่างระมัดระวัง นิ้วเรียวยาวเปิดปกแฟ้มออก ปรากฏภาพถ่ายชุดหนึ่งหลุดร่วงลงมาบนโต๊ะ—ภาพของศิรินทร์ที่กำลังเดินซื้อของอยู่ในตลาดสดเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ และภาพถัดไป... คือภาพของหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นในบ้านพักคนชรานอกเมือง ซึ่งก็คือแม่แท้ๆ ของศิรินทร์เอง ลมหายใจของสารวัตรสาวสะดุดกึกทันทีที่เห็นภาพนั้น ร่างกายของเธอแข็งทื่อ มือที่กำด้ามปืนสั่นเทาเล็กน้อย ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นจากกระดูกสันหลัง "แก..." ศิรินทร์คำราม เสียงสั่นเครือด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งทะลุขีดจำกัด "แกทำอะไรแม่ฉัน!" "ชูว์... สารวัตร ใจเย็นๆ สิครับ" วิชาญส่งยิ้มละมุนที่ดูน่าขนลุกยิ่งกว่าปีศาจ "ท่านไม่ได้เป็นอะไร... ตอนนี้ยังปลอดภัยดี แม่ของคุณกินยาลดความดันตรงเวลา พยาบาลดูแลดีเยี่ยม แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า... พยาบาลพวกนั้นเป็นคนของผม ถ้าเกิดพรุ่งนี้เช้าเกิดอุบัติเหตุ ลืมให้ยา หรือมีโรคแทรกซ้อนขึ้นมา... ใครจะไปรู้ได้ล่ะว่าความจริงคืออะไร?" นี่ไม่ใช่การขู่ นี่คือการยื่นคำขาดที่ไร้ซึ่งทางเลือก รณภพกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเจ็บปวดแหลมคมแล่นพล่านแต่เทียบไม่ได้กับความรู้สึกเคียดแค้นที่สุมอยู่ในอก เขารู้ซึ้งแล้วว่าทำไมอัยการวิชาญถึงมั่นใจนักหนา เพราะการว่าความในศาลไม่ได้ตัดสินกันที่ความยุติธรรมอีกต่อไปแล้ว แต่มันตัดสินกันที่ว่า "ใครมีตัวประกันที่สำคัญกว่า" "คุณต้องการอะไร" รณภพเค้นถาม น้ำเสียงปราศจากความเยือกเย็นหลงเหลืออยู่ มีเพียงความว่างเปล่าที่พร้อมจะแหลกสลาย "ง่ายมากครับ คุณรณภพ" วิชาญยกย่องร่างสูงขึ้นเล็กน้อย จัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ "พรุ่งนี้เช้า ในการไต่สวนนัดสุดท้าย... คุณแค่ลุกขึ้นแล้วถอนคำฟ้องทั้งหมด ยอมรับว่าหลักฐานที่คุณยื่นมาเป็นของปลอม และประกาศลาออกจากคดีนี้ต่อหน้าผู้พิพากษา... ทำแค่นั้น แล้วคุณกับสารวัตรคนสวยคนนี้ รวมถึงคุณแม่ของเธอ ก็จะมีชีวิตที่สงบสุขไปจนวันตาย" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องเช่าชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนที่ซัดสาดเข้ากับกระจกหน้าต่างด้านนอก รณภพยืนนิ่งงันราวกับรูปปั้นหิน ความกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าของเขา ฝั่งหนึ่งคือเกียรติยศ ความจริง และความยุติธรรมที่พ่อของเขายอมแลกด้วยชีวิต แต่อีกฝั่งหนึ่งคือลมหายใจของผู้หญิงที่เขารัก และชีวิตของแม่ผู้ให้กำเนิดเธอ ศิรินทร์หันมามองรณภพ น้ำตาคลอเบ้าแต่ไม่มีเสียงสะอื้น เธอส่ายหน้าช้าๆ เป็นเชิงบอกว่า *'อย่าทำเพื่อฉัน'* แต่สายตานั้นกลับสะท้อนความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ รณภพก้มมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะอีกครั้ง นิ้วของเขาแตะลงบนภาพถ่ายของแม่ศิรินทร์ สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็วดุจเครื่องจักร ทนายความผู้ผ่านคดีความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนรู้ดีว่า ในทุกเกมที่ดูเหมือนไร้ทางออก มันย่อมมีช่องว่างเสมอ... ช่องว่างขนาดเท่ารูเข็มที่ซ่อนอยู่หลังความมั่นใจของศัตรู ริมฝีปากที่เม้มแน่นค่อยๆ คลายออก รณภพเงยหน้าขึ้น สบตากับอัยการวิชาญด้วยแววตาที่สงบนิ่งจนน่ากลัว—ความสงบก่อนที่พายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ "ดีลนี้..." รณภพพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนา ราวกับกำลังต่อรองราคาหนังสือเก่าๆ ข้างถนน "ผมรับข้อเสนอของคุณ... อัยการวิชาญ" ศิรินทร์เบิกตากว้าง หันขวับมามองรณภพด้วยความตกใจสุดขีด ขณะที่วิชาญยิ้มกว้างออกมาอย่างผู้ชนะที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกประตู "ฉลาดมาก คุณรณภพ... ผมรู้ว่าคุณเป็นคนรักตัวกลัวตายเหมือนกับคนอื่นๆ" วิชาญหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินหันหลังกลับไปที่หน้าต่างระเบียง "พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า... หวังว่าจะได้ยินคำถอนฟ้องที่ไพเราะจากปากคุณนะ ทนายรณภพ" วิชาญก้าวขาออกไปสู่ความมืดมิดนอกระเบียง ทิ้งให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ศิรินทร์ทรุดตัวลงพิงกำแพง น้ำตาไหลรินอาบแก้มด้วยความคับแค้นใจ "ทำไมนายถึงยอมแพ้... รณภพ นายรู้ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่!" รณภพไม่ตอบ เขาก้มลงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้แฟ้มเอกสาร—แผ่นกระดาษที่วิชาญไม่ได้สังเกตเห็นเมื่อครู่ เพราะมันถูกทับไว้ด้วยภาพถ่าย รณภพคลี่มันออกช้าๆ เผยให้เห็นตัวหนังสือลายมือหวัดๆ ที่ถูกเขียนขึ้นอย่างรีบเร่ง แต่ใจความข้างในกลับทำให้ดวงตาของทนายหนุ่มเป็นประกายวาววับด้วยความหวังที่เพิ่งจุดติดขึ้นมาในวินาทีสุดท้าย นั่นไม่ใช่จดหมายธรรมดา... แต่มันคือหมายค้นฉุกเฉินที่ลงนามโดยผู้พิพากษาอาวุโส นอกเขตอำนาจเดิม ซึ่งระบุพิกัดที่ซ่อนตัวของ "พยานปากเอก" ตัวจริงที่หายสาบสูญไปเมื่อสามวันก่อน! และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องเช่า พร้อมกับเสียงเคาะรัวเร็วดังสนั่น—ไม่ใช่เสียงเคาะแบบลับๆล่อๆ ของคนร้าย แต่เป็นเสียงทุบประตูด้วยอำนาจของหมายศาลที่ตะโกนก้องเข้ามาจากด้านนอก "ตำรวจกองปราบ! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!" รณภพเงยหน้าขึ้น สบตากับศิรินทร์ที่กำลังมองเขาด้วยความงุนงง รอยยิ้มเยือกเย็นและเฉียบคมที่หายไปนานปรากฏขึ้นที่มุมปากของทนายหนุ่มอีกครั้ง "เกมยังไม่จบหรอ-ครับ อัยการวิชาญ... เพราะพยานปากเอกของผม เพิ่งจะเดินทางมาถึงศาลแล้ว" --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับคดีนี้ด้วยกันครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ! — พยานปากเอก
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%