“ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ถูกค้นพบ แต่มันคือสิ่งที่ถูก ‘สร้าง’ ขึ้นมาเพื่อทำลายความลวงต่างหากครับ”
เสียงของทนายพี่เลี้ยงผู้เป็นเสมือนเข็มทิศในชีวิตผมยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันเป็นน้ำเสียงที่นุ่มนวล ทรงพลัง และเปี่ยมไปด้วยความเมตตาเสมอมา ทว่าในวินาทีนี้ ภาพถ่ายสีซีดจางในมือผมกลับทำให้ทุกถ้อยคำเหล่านั้นกลายเป็นคมมีดที่กรีดลงบนกลางใจ
ผมยืนอยู่ท่ามกลางโถงทางเดินศาลที่เงียบสงัดหลังปิดทำการ แสงไฟนีออนสลัวๆ สะท้อนกับพื้นหินขัดจนเห็นเงาของตัวเองที่ดูแปลกแยกไปจากเดิม เงาของทนายความหนุ่มผู้มุ่งมั่นจะล้างมลทินให้พ่อ บัดนี้กำลังสั่นไหวราวกับเปลวเทียนที่ใกล้ดับ
“คุณเก็บมันไว้ทำไมกันครับ... ท่านอาจารย์” ผมพึมพำกับความว่างเปล่า
ในภาพนั้น พ่อผมยืนอยู่หน้าบัลลังก์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจผมบีบแน่นจนแทบหยุดเต้น คือชายวัยหนุ่มข้างกายเขา... คนที่ผมเรียกขานว่า ‘อาจารย์’ ด้วยความเคารพสุดหัวใจมาตลอดสิบปี คนที่คอยชี้นำทางให้ผมในวันที่ผมมืดแปดด้าน คนที่บอกว่าความยุติธรรมคืออุดมการณ์ที่สูงส่งกว่าสิ่งใด
เขาไม่ได้แค่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่เขากำลังมองมาที่พ่อผม... ด้วยสายตาเดียวกับที่อัยการวิชาญมองผมก่อนจะพิพากษาชีวิตใครสักคน
“รณภพ”
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินดังขึ้นเบาๆ เป็นจังหวะที่ผมจำได้แม่นยำ สารวัตรศิรินทร์เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างกาย กลิ่นอายความเย็นชาที่เธอพกติดตัวมาเสมอช่วยดึงสติผมให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
“คุณดูเหมือนคนที่เพิ่งเห็นผีนะ” เธอเหลือบมองภาพในมือผม “นั่นมันอะไร?”
ผมส่งภาพให้เธอ ศิรินทร์รับไปพินิจ สายตาคมกริบของตำรวจสาวไล่เรียงรายละเอียดก่อนจะหยุดที่ใบหน้าของชายข้างพ่อผม ความเงียบปกคลุมพวกเราอยู่นานเนิ่นนานจนได้ยินเสียงแอร์ในตัวอาคารทำงานหึ่งๆ
“รูปนี้ถ่ายที่ศาลเก่าก่อนเหตุการณ์โศกนาฏกรรมปีนั้นสามวัน” ศิรินทร์พูดขึ้นเบาๆ “ฉันเคยเห็นแฟ้มคดีลับของกรมฯ มีบันทึกว่าพ่อคุณกำลังจะแฉเครือข่ายฟอกเงินที่มี ‘คนใน’ คอยหนุนหลัง... ฉันไม่เคยรู้เลยว่าคนในคนนั้นคือเขา”
“เขาไม่ได้แค่ช่วยผมเพราะความเมตตาครับศิรินทร์” ผมแค่นยิ้ม เสียงของผมแหบพร่า “เขาช่วยผมเพราะเขาต้องการ ‘เครื่องมือ’... เครื่องมือที่จะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณธรรมหลงเหลืออยู่ โดยการปั้นทนายที่ตงฉินที่สุดขึ้นมา เพื่อชดเชยกับสิ่งที่เขาเคยทำลายลงไปกับมือ”
ความโกรธแค้นไม่ได้ปะทุขึ้นอย่างที่ผมคิด แต่มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจที่น่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่า ผมตระหนักได้ว่าทุกคดีที่ผมชนะ ทุกคำแถลงปิดคดีที่ผมตรากตรำเขียนจนดึกดื่น มันคือกระดานหมากที่เขาเฝ้ามองดูอย่างพึงพอใจมาตลอด
เราเดินออกไปสู่บันไดหน้าศาล สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านทิ้งความหนาวเหน็บไว้บนผิวหนัง เมืองทั้งเมืองเบื้องล่างดูเหมือนกรงขังขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสีเทาจางๆ
“คุณจะทำยังไงต่อไป?” ศิรินทร์ถาม “อัยการวิชาญกำลังจะหลุดคดีในสัปดาห์หน้า หลักฐานชุดสุดท้ายที่พวกเรามี... ถ้าเรางัดมันออกมา เราอาจจะลากเขาลงมาได้ แต่คุณต้องรู้ว่าถ้าอาจารย์ของคุณเกี่ยวข้องด้วย เขาจะไม่ปล่อยคุณไว้แน่”
ผมมองไปที่ยอดตึกระฟ้าใจกลางเมือง ที่นั่นคือที่ตั้งของสำนักงานกฎหมายที่ทรงอิทธิพลที่สุด ผมนึกถึงคำพูดของอาจารย์ในวันแรกที่เขาสอนผมใส่เสื้อครุย ‘จงรักษาความบริสุทธิ์ของวิชาชีพไว้ให้ดี เพราะเมื่อใดที่เจ้าทิ้งมันไป เจ้าจะไม่มีวันได้มันคืนมา’
เขาเป็นคนสอนให้ผมรักความยุติธรรม แต่เขากลับเป็นคนที่ทำลายมันเสียเอง
“ผมจะไม่ทำลายชีวิตเขาด้วยการแฉครับ” ผมตอบเสียงเรียบ
ศิรินทร์หันมามองผมด้วยความประหลาดใจ “คุณจะปล่อยเขาไปงั้นหรือ?”
“เปล่าครับ” ผมหันไปสบตาเธอ “ผมจะชนะเขาในศาล... เหมือนที่เขาเคยสอนผมไว้ทุกประการ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า ความยุติธรรมที่เขาเคยพยายามบิดเบือน มันมีความหมายมากแค่ไหนเมื่อมันถูกใช้โดยคนที่เขาสร้างขึ้นมาเอง... ความพ่ายแพ้ในศาลที่เขาให้ความสำคัญที่สุด จะเป็นบทลงโทษที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนอย่างเขา”
ในห้องพิจารณาคดีวันตัดสิน อากาศดูจะเบาบางลง ผมยืนอยู่หน้าบัลลังก์ในชุดครุยที่สะอาดสะอ้าน อัยการวิชาญนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน แต่สายตาของผมไม่ได้จับจ้องที่เขา ผมมองไปที่แถวที่นั่งด้านหลัง... ที่ที่อาจารย์ของผมนั่งอยู่
เขานั่งตัวตรง สง่างามไร้ที่ติ แต่เมื่อสายตาเราประสานกัน ผมเห็นความสั่นไหวชั่วครู่ในดวงตาคู่นั้น เป็นความสั่นไหวของคนที่รู้ตัวว่ากำลังจะสูญเสียอำนาจที่ตระเตรียมไว้ในกำมือ
ผมเริ่มการแถลงปิดคดี เสียงของผมกังวานและหนักแน่น ทุกถ้อยคำถูกเลือกสรรมาอย่างบรรจง ผมไม่ได้ใช้อารมณ์ แต่ผมใช้ ‘ความจริง’ ที่ถูกเรียงร้อยขึ้นมาอย่างประณีตราวกับสถาปัตยกรรมที่ไม่มีวันพังทลาย ผมไม่จำเป็นต้องตะโกน เพราะความจริงเมื่ออยู่ในมือของผู้ที่กล้าจะเผชิญหน้า มันย่อมมีพลังในตัวของมันเอง
เมื่อผมกล่าวคำสุดท้ายจบลง ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบที่น่าอึดอัด ผู้พิพากษามองหน้าผมครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ สำหรับผม... นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะในคดี แต่มันคือการประกาศอิสรภาพจากเงาของอดีต
ผมเดินออกจากศาลโดยไม่หันกลับไปมองใคร เสียงนักข่าวตะโกนถามถึงเหตุผลเบื้องหลังการพลิกคดีที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์กฎหมาย แต่ผมทำเพียงแค่เดินผ่านพวกเขาไปสู่แสงแดดที่เริ่มทอประกายยามเย็น
ชีวิตทนายความของผมไม่ได้จบลงที่ตอนอวสานนี้ แต่มันกำลังเริ่มต้นขึ้นใหม่ ในโลกที่สีเทาไม่ได้หมายถึงความล้มเหลว แต่มันคือพื้นที่ที่ผมต้องลงมือวาดลวดลายของความยุติธรรมลงไปอย่างมีสติ
ผมหยิบภาพถ่ายใบนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วฉีกมันทิ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ปล่อยให้ลมพัดพาเศษกระดาษเหล่านั้นปลิวหายไปในอากาศ
ผมคือ ‘รณภพ’ และนับจากนี้ไป... ผมจะเป็นเพียงทนายความผู้ผดุงความยุติธรรมตามเจตจำนงของผมเอง ไม่ใช่ใครอื่น
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านทางเดินที่มืดมิดและสับสนนี้มาด้วยกันจนถึงหน้าสุดท้ายนะครับ
พยานปากเอก
เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 20
ทางเดินสายเดิม
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงื่อนตายในบัลลังก์เลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!